วารสารวิชาการทางการพยาบาลและวิทยาศาสตร์สุขภาพ https://he04.tci-thaijo.org/index.php/AJNHS <p><strong>วารสารวิชาการทางการพยาบาลและวิทยาศาสตร์สุขภาพ เป็นวารสารทางการพยาบาลราย 4 เดือน จัดทำขึ้นโดยวิทยาลัยพยาบาลศรีมหาสารคาม คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก เพื่อเผยแพร่และส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับการพยาบาล การศึกษา การสาธารณสุข และความรู้จากศาสตร์อื่นๆ ที่เป็นประโยชน์<br /><br />วัตถุประสงค์</strong></p> <ol> <li>เพื่อเผยแพร่และส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับการพยาบาล การศึกษา การสาธารณสุข และความรู้จากศาสตร์อื่นๆ ที่เป็นประโยชน์</li> <li>เพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการ งานวิจัย บทความวิชาการ บทความพิเศษ ปกิณกะสาระความรู้ ด้านการพยาบาล การสาธารณสุข การศึกษา ให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ที่ต้องการศึกษาค้นคว้า</li> <li>เพื่อเสริมสร้างนักวิชาการทางการพยาบาล การศึกษา การสาธารณสุข และเผยแพร่ความรู้จากประสบการณ์และการศึกษา ค้นคว้าเพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ใหม่</li> <li>เพื่อเป็นสื่อกลางการติดต่อสัมพันธ์ ระหว่างบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขร่วมกับสหวิชาชีพทั่วประเทศ</li> <li>เป็นแหล่งเผยแพร่ผลงานของสมาชิกวารสารวิทยาลัยพยาบาลศรีมหาสารคาม</li> </ol> <p><strong>ประเภทบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่</strong></p> <ol> <li>รายงานผลการวิจัย (Research report) หรือรายงานการค้นคว้าและการสำรวจด้านวิชาชีพการพยาบาลหรือสหวิชาชีพ อันจะเป็นประโยชน์ต่อวิชาชีพการพยาบาลและการบริการสุขภาพ</li> <li>บทความทางวิชาการ (Articles) ที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพการพยาบาลหรือสหวิชาชีพ ที่มีเนื้อหาทันสมัย นำเสนอองค์ความรู้และข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อวิชาชีพการพยาบาลและการบริการสุขภาพ</li> <li>บทความพิเศษ (Special articles) ประสบการณ์ด้านวิชาชีพการพยาบาลหรือสหวิชาชีพ ประสบการณ์ทางคลินิกพยาบาลหรือสหวิชาชีพ บทวิจารณ์เชิงสร้างสรรค์วิชาชีพพยาบาล บทสัมภาษณ์ทางวิชาชีพการหรือสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง</li> <li>บทความปกิณกะ (Miscellany) หรือนานาสาระ เป็นบทความที่แสดงข้อคิดเห็นสาระสำคัญบางประการที่น่าสนใจและที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพพยาบาล ที่ไม่อาจจัดเข้าประเภทที่ 1-3 ได้บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ต้องผ่านการพิจารณากลั่นกรองคุณภาพ จากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ในสาขาที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้นิพนธ์ และต่างหน่วยงาน/ต่างสถาบัน จำนวน 3 ท่าน โดยผู้ประเมินจะไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความ (Double blind) และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการ</li> </ol> <p><strong>กระบวนการ</strong><strong> Peer Review Process</strong></p> <p> บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ต้องผ่านการพิจารณากลั่นกรองคุณภาพ จากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ในสาขาที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้นิพนธ์ จำนวน 2 ท่าน <strong>โดยผู้ประเมินจะไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความ (Double blind)</strong> และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการ</p> <p><strong>กำหนดการออกวารสาร</strong><strong><br /></strong>จัดพิมพ์ปีละ 3 ฉบับ ดังนี้<br /> ฉบับที่ 1 (เดือน มกราคม – เมษายน)<br /> ฉบับที่ 2 (เดือน พฤษภาคม – สิงหาคม)<br /> ฉบับที่ 3 (เดือน กันยายน – ธันวาคม)</p> <p> </p> th-TH phadoongsit@smnc.ac.th (ดร.ผดุงศิษฎ์ ชำนาญบริรักษ์) phadoongsit@smnc.ac.th (ดร.ผดุงศิษฎ์ ชำนาญบริรักษ์) Tue, 05 May 2026 16:50:56 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การพัฒนารูปแบบการพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะตกเลือดและยกระดับคุณภาพชีวิตของมารดาหลังคลอดในโรงพยาบาลกมลาไสย https://he04.tci-thaijo.org/index.php/AJNHS/article/view/4656 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการพัฒนารูปแบบการพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะตกเลือดหลังคลอด 2) พัฒนารูปแบบการพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะตกเลือดและยกระดับคุณภาพชีวิตของมารดาหลังคลอด 3) ประเมินผลการใช้รูปแบบการพยาบาลดังกล่าวในโรงพยาบาลกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ระยะเวลาเดือนตุลาคม 2567 – มิถุนายน 2568 กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก ประกอบด้วย แพทย์และพยาบาลวิชาชีพ จำนวน 7 คน กลุ่มผู้พัฒนารูปแบบ จำนวน 8 คน และกลุ่มตัวอย่างมารดาหลังคลอดที่ทดลองใช้รูปแบบ จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลจากเวชระเบียน แนวคำถามการสนทนากลุ่ม แบบประเมินความเสี่ยงภาวะตกเลือดหลังคลอด แบบบันทึกปริมาณน้ำคาวปลา และแบบสอบถามคุณภาพชีวิตมารดาหลังคลอด วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติ Paired t-test และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาในการดูแลมารดาหลังคลอด ได้แก่ ข้อจำกัดด้านทรัพยากร อัตรากำลังบุคลากร และการสื่อสารระหว่างทีมสหสาขาวิชาชีพ รวมถึงการให้ความรู้แก่หญิงตั้งครรภ์และมารดาหลังคลอดเกี่ยวกับการเฝ้าระวังอาการตกเลือดยังไม่ครอบคลุม 2) รูปแบบการพยาบาลที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ การคัดกรองความเสี่ยงเชิงรุก แนวปฏิบัติทางคลินิกตามมาตรฐาน ความพร้อมในการจัดการภาวะฉุกเฉิน การส่งเสริมบทบาทครอบครัว และการสื่อสารทีมอย่างมีประสิทธิภาพ และ 3) ภายหลังการใช้รูปแบบการพยาบาล พบว่าปริมาณน้ำคาวปลามารดาหลังคลอดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) และคุณภาพชีวิตของมารดาหลังคลอดโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{X}" alt="equation" width="12" height="11">= 4.13, S.D. = 0.42) โดยเฉพาะด้านความสามารถในการดูแลบุตรและการได้รับข้อมูลสนับสนุนจากระบบบริการ</p> <p>สรุปได้ว่า รูปแบบการพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะตกเลือดหลังคลอดที่พัฒนาขึ้นสามารถนำไปใช้ในการดูแลมารดาหลังคลอดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะตกเลือด และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของมารดาหลังคลอดได้อย่างเหมาะสม</p> อรนุช นาชัยลาน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/AJNHS/article/view/4656 Tue, 05 May 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการตนเองที่บ้านในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีภาวะ Hyperglycemia โดยชุมชนมีส่วนร่วมด้วยการดูแลแบบผู้ป่วยในที่บ้าน (Home Ward) https://he04.tci-thaijo.org/index.php/AJNHS/article/view/4995 <p>การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการตนเองที่บ้านในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีภาวะ Hyperglycemia โดยชุมชนมีส่วนร่วมด้วยการดูแลแบบผู้ป่วยในที่บ้าน (Home Ward) &nbsp;กลุ่มตัวอย่างจำนวน 34 คน เกณฑ์คัดเข้า ได้แก่ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารมากกว่า 300 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ไม่มีภาวะ DKA หรือ HHS และสามารถเข้าถึงระบบติดตามสุขภาพในชุมชน กลุ่มทดลองได้รับการดูแลตามรูปแบบการจัดการตนเองที่บ้าน พัฒนาจากแนวคิดการจัดการตนเองของ Kanfer ร่วมกับการดูแลแบบ Home Ward และการมีส่วนร่วมของญาติ อาสาสมัครสาธารณสุข และชุมชน กลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามมาตรฐานคลินิกโรคเรื้อรัง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินพฤติกรรมการจัดการตนเอง แบบบันทึกระดับน้ำตาลในเลือด (FBS) และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน Paired t-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ย พฤติกรรมการจัดการตนเองสูงและความพึงพอใจ กว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) และมีระดับน้ำตาลในเลือดลดลงมากกว่าก่อนทดลอง (p &lt; 0.001)</p> <p>สรุปได้ว่า รูปแบบการจัดการตนเองที่บ้านโดยชุมชนมีส่วนร่วมร่วมกับการดูแลแบบผู้ป่วยในที่บ้านมีประสิทธิผลในการส่งเสริมพฤติกรรมการจัดการตนเองและการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานในระดับชุมชนได้อย่างเหมาะสม</p> สุภาพร ทวยมาตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลศรีมหาสารคาม คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/AJNHS/article/view/4995 Thu, 30 Jul 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างแรงจูงใจโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่อดัชนีชี้วัดทางสุขภาพ ในผู้ป่วยติดสุรา โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชธาตุพนม จังหวัดนครพนม https://he04.tci-thaijo.org/index.php/AJNHS/article/view/4657 <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเสริมสร้างแรงจูงใจโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่อดัชนีชี้วัดทางสุขภาพในผู้ป่วยติดสุรา โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชธาตุพนม จังหวัดนครพนม</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างจำนวน 35 คน คัดเลือกโดยการสุ่มอย่างง่าย จากผู้ป่วยโรคติดสุราที่มีคะแนน AUDIT ≥ 20 ในคลินิกเลิกสุรา โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชธาตุพนม เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบประเมินพฤติกรรมการดื่มสุรา แบบทดสอบความรู้เกี่ยวกับโรคติดสุรา และแบบสอบถามความพึงพอใจ โปรแกรมการเสริมสร้างแรงจูงใจโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่อดัชนีชี้วัดทางสุขภาพ ในผู้ป่วยติดสุรา ดำเนินกิจกรรม 8 ครั้ง ภายในระยะเวลา 12 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการทดสอบ Paired t-test</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> ภายหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนความรู้เกี่ยวกับโรคติดสุรา (𝑥̅ = 15.16, S.D. = 2.26)สูงขึ้นเมื่อเทียบกับก่อนการทดลอง (𝑥̅ = 8.94, S.D. = 1.53) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .001 และมีคะแนนพฤติกรรมการดื่มสุราหลังทดลอง( 𝑥̅ = 8.43, S.D. = 1.45) ลดลงเมื่อเทียบกับก่อนการทดลอง(𝑥̅ = 26.85, S.D. = 4.60) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .001 &nbsp;นอกจากนี้กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจต่อโปรแกรมอยู่ในระดับมาก (𝑥̅ = 4.43, SD = 0.57)</p> <p><strong>สรุป : </strong>ควรนำโปรแกรมนี้ไปประยุกต์ใช้ในหน่วยบริการสุขภาพ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของครอบครัวเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และควรมีการติดตามผลระยะยาวเพื่อประเมินความยั่งยืนของผลลัพธ์</p> พิมล สกลอินทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/AJNHS/article/view/4657 Tue, 05 May 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการวางแผนจำหน่ายสำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ในหอผู้ป่วยใน โรงพยาบาลแกดำ https://he04.tci-thaijo.org/index.php/AJNHS/article/view/4658 <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาสถานการณ์และความต้องการ พัฒนารูปแบบการวางแผนจำหน่าย และประเมินผลของรูปแบบการวางแผนจำหน่ายสำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงในหอผู้ป่วยใน โรงพยาบาลแกดำ จังหวัดมหาสารคาม</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย:</strong> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ประกอบด้วย 4 ระยะ ได้แก่ การวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผล กลุ่มเป้าหมายแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มผู้ให้ข้อมูล 2)กลุ่มเป้าหมายพัฒนารูปแบบ จำนวน 15 คน 3) กลุ่มผู้รับบริการที่เป็นผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง จำนวน 30 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบความรู้ แบบสอบถามความพึงพอใจ&nbsp; แบบบันทึกระดับน้ำตาลในเลือด และแนวคำถามสำหรับการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพรรณนา ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Paired t-test วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)</p> <p><strong>ผลการวิจัย: </strong>1) สถานการณ์ปัญหาสำคัญ ได้แก่ การขาดความรู้และทักษะในการดูแลตนเองของผู้ป่วย การขาดบทบาทของผู้ดูแล และระบบการติดตามต่อเนื่องที่ไม่ชัดเจน 2) รูปแบบการวางแผนจำหน่ายที่พัฒนาขึ้นมี 4 ขั้นตอน ได้แก่ การประเมินแรกรับ การให้ความรู้ การทบทวนและวางแผนร่วม และการเตรียมจำหน่าย โดยบูรณาการแนวคิด D-METHOD ร่วมกับหลัก 3อ (อาหารดี ออกกำลังกาย อารมณ์ดี) และ 4ส (เลิกสูบ เลิกดื่ม สิ่งแวดล้อมดี สังคมอบอุ่น) ผลลัพธ์หลังการใช้รูปแบบ พบว่า คะแนนความรู้ของผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{X}" alt="equation" width="11" height="10">= 12.13, SD = 1.50) เมื่อเทียบกับก่อนการทดลอง ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{X}" alt="equation" width="11" height="10"> = 8.30, SD = 1.44) และค่าระดับน้ำตาลในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{X}" alt="equation" width="11" height="10"> = 183.10, SD = 10.05) จากก่อนการทดลอง ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{X}" alt="equation" width="11" height="10"> = 297.97, SD = 14.85) นอกจากนี้ ผู้ป่วยมีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{X}" alt="equation" width="11" height="10"> = 4.63, SD = 0.42) และผลการสนทนากลุ่มสะท้อนว่ารูปแบบดังกล่าวช่วยให้การดูแลมีความเป็นระบบ ผู้ป่วยมีความมั่นใจในการดูแลตนเองมากขึ้น และช่วยลดการกลับเข้ารักษาซ้ำ</p> <p><strong>สรุป: </strong>รูปแบบการวางแผนจำหน่ายสำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงในหอผู้ป่วยใน โรงพยาบาลแกดำ โดยบูรณาการแนวคิด D-METHOD ร่วมกับหลัก 3 อ 4 ส มีประสิทธิผลในการยกระดับความรู้ การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และความพึงพอใจของผู้ป่วย สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในโรงพยาบาลชุมชนได้</p> สมพิศ เพียงเกษ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/AJNHS/article/view/4658 Tue, 05 May 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาแนวปฏิบัติทางการพยาบาลสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ระยะฟื้นฟูของผู้ป่วยโรงพยาบาลกมลาไสย https://he04.tci-thaijo.org/index.php/AJNHS/article/view/4983 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติทางการพยาบาลสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะฟื้นฟู โรงพยาบาลกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ กลุ่มเป้าหมายในการศึกษา ได้แก่ 1) กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักในระยะพัฒนาแนวปฏิบัติ 2) กลุ่มผู้พัฒนาแนวปฏิบัติ 3) กลุ่มผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะฟื้นฟูที่มารับบริการในแผนกผู้ป่วยนอก 4) กลุ่มญาติผู้ดูแลผู้ป่วย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบประเมินความสามารถในการดำเนินกิจวัตรประจำวัน (Barthel Index) แบบประเมินคุณภาพชีวิต WHOQOL-BREF แบบสอบถามความพึงพอใจ และแบบบันทึกการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติทดสอบ Paired t-test ข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์โดยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ul>1.สภาพปัญหาและความต้องการในการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะฟื้นฟูในตึกผู้ป่วยนอก พบว่า การให้บริการยังขาดแนวปฏิบัติทางการพยาบาลที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน การประเมินผู้ป่วยเน้นด้านร่างกายเป็นหลัก ขาดการประเมินแบบองค์รวมในด้านจิตใจ สังคม และคุณภาพชีวิต อีกทั้งมีข้อจำกัดด้านเวลาและภาระงานของบุคลากร ส่งผลให้การดูแลและการติดตามผู้ป่วยไม่ต่อเนื่อง รวมถึงผู้ดูแลยังขาดความรู้และทักษะในการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยที่บ้าน</ul> <ul>2.การพัฒนาแนวปฏิบัติทางการพยาบาลสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะฟื้นฟู พบว่า แนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นมี 4 องค์ ได้แก่ 1) การประเมินแบบองค์รวม 2) การวางแผนการดูแล 3) การปฏิบัติการพยาบาล 4) การติดตามและส่งต่อ</ul> <ul>3.การประเมินผลการใช้แนวปฏิบัติ พบว่า หลังการใช้แนวปฏิบัติ ผู้ป่วยมีคะแนนความสามารถในการดำเนินกิจวัตรประจำวัน และคุณภาพชีวิต เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05) นอกจากนี้ญาติผู้ป่วยมีความพึงพอใจต่อแนวปฏิบัติในระดับมาก และเห็นว่าสามารถช่วยให้การดูแลผู้ป่วยมีความเป็นระบบและต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น</ul> สมทรง อินทสอน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/AJNHS/article/view/4983 Mon, 27 Jul 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการพยาบาลเพื่อป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ ในโรงพยาบาลยางสีสุราช https://he04.tci-thaijo.org/index.php/AJNHS/article/view/4984 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการพยาบาลเพื่อป้องกันและควบคุม การแพร่กระจายเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพและประเมินรูปแบบการพยาบาลเพื่อป้องกันและควบคุม การแพร่กระจายเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ ในโรงพยาบาลยางสีสุราช จังหวัดมหาสารคาม เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยเลือกแบบเฉพาะเจาะจง คือ พยาบาลวิชาชีพ 31 คน ปฏิบัติงานในตึกผู้ป่วยใน ตึกผู้ป่วยนอกและอุบัติเหตุฉุกเฉิน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินความรู้การป้องกันการแพร่กระจายเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ&nbsp; แบบบันทึกการสังเกตการปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติ แบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และสถิติ Paired t-test วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัย ได้รูปแบบการพยาบาลเพื่อป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพคือ SMART Model คือ 1)Standard &nbsp;แนวปฏิบัติที่ถูกต้องได้มาตรฐาน 2)Method Precaution&nbsp; วิธีการป้องกันการแพร่กรจายเชื้อ ประกอบด้วย การสวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน การทำความสะอาดมือ สิ่งแวดล้อม ผ้าเปื้อน &nbsp;3)Accountability &nbsp;กำหนดผู้รับผิดชอบ มอบหมายหน้าที่ในแต่ละบทบทาหน้าที่&nbsp; 4) Referral system ระบบการส่งต่อและเฝ้าระวังผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยา 5)Technique success การติดตามผลส่งตรวจเพาะเชื้อ การกำกับติดตามนิเทศน์ตามแนวทางปฏิบัติ ประเมินผล พบว่า เจ้าหน้าที่มีความรู้ ความเข้าใจ การป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p&lt;0.001 โดยค่าคะแนนเพิ่มขึ้นจาก 8.20 คะแนน (SD =1.87) เป็น 13.40 คะแนน (SD=1.21) หลังพัฒนารูปแบบการพยาบาลเพื่อป้องกันและควบคุมการติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติได้ถูกต้องเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 53.36 เป็นร้อยละ 85.81 มีความพึงพอใจต่อรูปแบบที่พัฒนาขึ้น ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ร้อยละ 52.7</p> อรุณรัตน์ แก้วพะเนาว์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/AJNHS/article/view/4984 Mon, 27 Jul 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการคัดกรองผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง โรงพยาบาลมหาสารคาม https://he04.tci-thaijo.org/index.php/AJNHS/article/view/4992 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์ปัญหาการคัดกรองผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง 2) พัฒนารูปแบบการคัดกรองผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง และ 3) ประเมินผลรูปแบบการคัดกรองผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในโรงพยาบาลมหาสารคามกลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ประกอบด้วย พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติงานที่กลุ่มงานผู้ป่วยนอก จำนวน 20 คน และผู้ป่วยที่มารับบริการที่คลินิกผู้ป่วยนอก อายุ 20–89 ปี จำนวน 150 คน ดำเนินการระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ. 2567 ถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2568 ใช้กรอบแนวคิด PAOR ของ Kemmis และ McTaggart (1988) เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วย 1) เครื่องมือในกระบวนการคัดกรองและส่งต่อผู้ป่วย ได้แก่ แนวทางปฏิบัติการดูแลผู้ป่วย (Workflow) ใบคัดกรองผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง และคู่มือคำแนะนำผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง และ 2) เครื่องมือในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามสำหรับพยาบาลและผู้ป่วย ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน (IOC = 0.67–1.00) และตรวจสอบความเที่ยง (Cronbach’s alpha = 0.82–0.91) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติทดสอบ Friedman test และ Wilcoxon Signed Ranks Test&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า พยาบาลมีความพึงพอใจต่อรูปแบบและเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นในระดับมากที่สุดทุกด้าน(ค่ามัธยฐานความพึงพอใจอยู่ระหว่างร้อยละ 90.00–94.29) สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในหน่วยงานผู้ป่วยนอกอายุรกรรมและแผนกอื่น และค่า eGFR ผู้ป่วยมีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05) แม้ในเดือนที่ 6 ค่ามัธยฐานจะลดลงเล็กน้อย (90.78) เมื่อเทียบกับเดือนที่ 3 (91.37) แต่ยังคงสูงกว่าก่อนเริ่มดำเนินการอย่างมีนัยสำคัญ (p &lt; .016) แสดงให้เห็นว่ารูปแบบการคัดกรองที่พัฒนาขึ้นไม่เพียงช่วยจำแนกกลุ่มเสี่ยงได้อย่างเป็นระบบ แต่ยังส่งผลให้เกิดการดูแลที่ช่วยประคับประคองการทำงานของไตได้อย่างต่อเนื่องจึงควรนำรูปแบบนี้ไปขยายผลในหน่วยบริการอื่นต่อไป</p> บังอร เรณู, ณัฐวุฒิ สุริยะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/AJNHS/article/view/4992 Thu, 30 Jul 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาแนวทางการจัดการคุณภาพข้อมูลเพื่อการเบิกค่าบริการทางการแพทย์ และสาธารณสุขผ่านระบบ Financial Data Hubโรงพยาบาลจตุรพักตรพิมาน จังหวัดร้อยเอ็ด https://he04.tci-thaijo.org/index.php/AJNHS/article/view/4993 <p>คุณภาพข้อมูลของผู้ป่วยหรือผู้ใช้บริการเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง และการบริหารจัดการงบประมาณของหน่วยบริการสุขภาพ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหา พัฒนาแนวทาง และประเมินผลการจัดการคุณภาพข้อมูล สำหรับการเบิกค่าบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขผ่านระบบ Financial Data Hub ใช้รูปแบบงานวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบปฏิบัติ ( Action Research) กลุ่มผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วยคณะกรรมการศูนย์จัดเก็บรายได้และผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง จำนวน 40 คน โดยใช้การเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ดำเนินการวิจัยระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ. 2566 ถึงมิถุนายน พ.ศ. 2567 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม แบบวัดความรู้ แบบบันทึกการส่งข้อมูล แบบสังเกตการมีส่วนร่วม และแบบประเมินคุณภาพข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า มีปัญหาทั้งในด้านกระบวนการและผลลัพธ์ แนวทางการจัดการคุณภาพข้อมูลที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การสื่อสารนโยบาย 2) การพัฒนาบุคลากร 3) การพัฒนาระบบการบันทึกและส่งข้อมูล 4) การตรวจสอบและกำกับติดตาม และ 5) การสะท้อนคืนข้อมูล หลังจากดำเนินการพบว่า คะแนนความรู้ของบุคลากรเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 62.50 เป็นร้อยละ 80.68 ความถูกต้อง ครบถ้วน และทันเวลาของข้อมูลเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 24.39 เป็นร้อยละ 88.53 มูลค่าการชดเชยค่าบริการเพิ่มจาก 294,466.70 บาท (ม.ค.–มี.ค. 2567) เป็น 6,591,707.13 บาท (เม.ย.–มิ.ย. 2567) โรงพยาบาลได้รับการอนุมัติข้อมูลเป็นอันดับ 1 ของเขตสุขภาพที่ 7</p> <p>ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า แนวทางการจัดการคุณภาพข้อมูลที่ได้รับการพัฒนาสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการเบิกค่าบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข ส่งผลให้มีระบบข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน ทันเวลา และเพิ่มรายรับที่พึงได้ขององค์กรอย่างมีนัยสำคัญ</p> รติยา วิภักดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/AJNHS/article/view/4993 Thu, 30 Jul 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ทำให้เกิดความล่าช้าในการรักษาโรคมะเร็งเต้านม อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ https://he04.tci-thaijo.org/index.php/AJNHS/article/view/4994 <p>มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบมากอันดับหนึ่งของสตรีไทยและเป็นปัญหาหลักด้านสุขภาพที่เกิดขึ้นทั้งในประเทศพัฒนาและประเทศที่กำลังพัฒนาเนื่องจากเกิดความล่าช้าในการรักษาจึงทำให้มะเร็งไปสู่ระยะลุกลาม การทำความเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดความล่าช้าเป็นสิ่งสำคัญ ที่ช่วยค้นพบอาการของมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้น การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดความล่าช้าในการเข้ารับการรักษาโรคมะเร็งเต้านมระยะต่างๆ โดยจำแนกเป็นความล่าช้าที่เกิดจากผู้ป่วย ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 จำนวน 120 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลแบบสัมภาษณ์ (Questionnaire design) สัมภาษณ์ผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านม สถิติที่ใช้ Logistic Regression นำเสนอค่า P - value, ช่วงเชื่อมั่น 95% CI กำหนดระดับนัยสำคัญที่ 0.05&nbsp; ผลการวิเคราะห์ข้อมูลกลุ่มตัวอย่างที่เกิดความล่าช้า มากกว่า 3 เดือนขึ้นไป พบว่าร้อยละ 16 เกิดจากตัวผู้ป่วย และพบปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความล่าช้าที่เกิดจากผู้ป่วยได้แก่การปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ทันทีหลังจากมีอาการผิดปกติของเต้านม (P-Value=0.03)&nbsp; ญาติ/เพื่อนมีผลต่อการตัดสินใจให้ผู้ป่วยมาพบแพทย์/บุคลากรทางด้านสาธารณสุข เมื่อพบอาการผิดปกติสูงถึง 2.19 เท่า เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ตัดสินใจด้วยตนเอง (OR= 2.19, 95%CI: 1.94-5.32 ) ผลจากการศึกษานี้ ควรสร้างความตระหนักให้แก่ผู้หญิงกลุ่มเสี่ยงให้ทราบถึงอาการเริ่มต้นที่ผิดปกติของมะเร็งเต้านม และบุคลากรทางการแพทย์ต้องให้ความสำคัญถึงอาการผิดปกติดังกล่าว เพื่อให้เกิดการส่งต่อผู้ป่วยไปรักษาได้อย่างทันเวลา</p> จารุวรรณ เดชะคำภู ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/AJNHS/article/view/4994 Thu, 30 Jul 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการตนเองที่บ้านในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีภาวะ Hyperglycemia โดยชุมชนมีส่วนร่วมด้วยการดูแลแบบผู้ป่วยในที่บ้าน (Home Ward) https://he04.tci-thaijo.org/index.php/AJNHS/article/view/4996 <p>การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการตนเองที่บ้านในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีภาวะ Hyperglycemia โดยชุมชนมีส่วนร่วมด้วยการดูแลแบบผู้ป่วยในที่บ้าน (Home Ward) &nbsp;กลุ่มตัวอย่างจำนวน 34 คน เกณฑ์คัดเข้า ได้แก่ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารมากกว่า 300 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ไม่มีภาวะ DKA หรือ HHS และสามารถเข้าถึงระบบติดตามสุขภาพในชุมชน กลุ่มทดลองได้รับการดูแลตามรูปแบบการจัดการตนเองที่บ้าน พัฒนาจากแนวคิดการจัดการตนเองของ Kanfer ร่วมกับการดูแลแบบ Home Ward และการมีส่วนร่วมของญาติ อาสาสมัครสาธารณสุข และชุมชน กลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามมาตรฐานคลินิกโรคเรื้อรัง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินพฤติกรรมการจัดการตนเอง แบบบันทึกระดับน้ำตาลในเลือด (FBS) และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน Paired t-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ย พฤติกรรมการจัดการตนเองสูงและความพึงพอใจ กว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) และมีระดับน้ำตาลในเลือดลดลงมากกว่าก่อนทดลอง (p &lt; 0.001)</p> <p>สรุปได้ว่า รูปแบบการจัดการตนเองที่บ้านโดยชุมชนมีส่วนร่วมร่วมกับการดูแลแบบผู้ป่วยในที่บ้านมีประสิทธิผลในการส่งเสริมพฤติกรรมการจัดการตนเองและการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานในระดับชุมชนได้อย่างเหมาะสม</p> สุภาพร ทวยมาตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/AJNHS/article/view/4996 Thu, 30 Jul 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักแบบ Fast Track เพื่อลดระยะเวลารอคอยการผ่าตัด และภาวะแทรกซ้อน โรงพยาบาลบรบือ จังหวัดมหาสารคาม https://he04.tci-thaijo.org/index.php/AJNHS/article/view/4997 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักแบบ Fast Track เพื่อลดระยะเวลารอคอยการผ่าตัดและภาวะแทรกซ้อน โรงพยาบาลบรบือ จังหวัดมหาสารคาม ดำเนินการ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2567 ถึง เดือนกันยายน พ.ศ. 2568 ณ โรงพยาบาลบรบือ จังหวัดมหาสารคาม กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักที่ได้รับการผ่าตัด จำนวน 68 ราย และทีมสหสาขาวิชาชีพที่ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ รูปแบบการดูแลผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักแบบ BORABUE Hip Fracture Fast Track Model แบบบันทึกข้อมูลผู้ป่วย แบบประเมินภาวะแทรกซ้อน และแบบประเมินความพึงพอใจของทีมสหสาขาวิชาชีพ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหา พบว่า ระบบการดูแลมีความล่าช้าในการประเมิน การประสานงาน และการเตรียมความพร้อมก่อนผ่าตัด ส่งผลให้ผู้ป่วยบางรายได้รับการผ่าตัดล่าช้า และเกิดภาวะแทรกซ้อน 2) การพัฒนารูปแบบทำให้ได้ BORABUE Hip Fracture Fast Track Model ประกอบด้วย ระบบคัดกรองในห้องฉุกเฉิน ระบบแจ้งทีมออร์โธปิดิกส์ Clinical Pathway แนวทางเตรียมความพร้อมก่อนผ่าตัด ระบบบริหารจัดการห้องผ่าตัด การฟื้นฟูสภาพระยะแรก และระบบการดูแลต่อเนื่องโดยทีม Intermediate Care และ Home Health Care และ 3) ผลการประเมินพบว่า ระยะเวลารอผ่าตัดเฉลี่ยลดลงจาก 94.8 ชั่วโมง เหลือ 56.3 ชั่วโมง ระยะเวลานอนโรงพยาบาลเฉลี่ยลดลงจาก 12.4 วัน เหลือ 8.1 วัน ผู้ป่วยที่เริ่มฟื้นฟูสภาพภายใน 24 ชั่วโมงหลังผ่าตัดเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 75.00 เป็นร้อยละ 89.71 และผู้ป่วยที่จำหน่ายกลับบ้านได้ภายใน 5 วันหลังผ่าตัดเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 73.08 เป็นร้อยละ 92.65 ขณะที่อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ ปอดอักเสบ แผลกดทับ การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ภาวะสับสนเฉียบพลัน และการติดเชื้อหลังผ่าตัดลดลง ทีมสหสาขาวิชาชีพมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการดูแลโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (Mean = 4.69, SD = 0.47) สรุปได้ว่า BORABUE Hip Fracture Fast Track Model เป็นรูปแบบการดูแลที่เหมาะสมกับบริบทของโรงพยาบาลชุมชน สามารถลดระยะเวลารอคอยการผ่าตัด ลดภาวะแทรกซ้อน ลดระยะเวลานอนโรงพยาบาล เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของทีมสหสาขาวิชาชีพ และยกระดับคุณภาพการดูแลผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักได้อย่างมีประสิทธิผล</p> ชยพัชร์ ฉกาจนโรดม, ฐิรนันท์ บุญทัน, ฆนาการ แพงคำไหล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/AJNHS/article/view/4997 Thu, 30 Jul 2026 00:00:00 +0700