วารสารสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JAHS <p style="text-align: justify;"> วารสารสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ISSN (Online): 2730 – 1907ยินดีรับบทความวิจัยและวิชาการทางด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ สาธารณสุข และสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยบทความที่ส่งมาเพื่อพิจารณาตีพิมพ์จะต้องไม่เป็นผลงานวิจัย/วิชาการที่เคยได้รับการเผยแพร่ในวารสารใดมาก่อน หรือไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณาตีพิมพ์ของวารสารอื่น การเขียนบทความต้นฉบับ ต้องตรงตามรูปแบบที่วารสารกำหนด บทความทุกบทความที่ตีพิมพ์ลงในวารสารฉบับนี้จะต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน จากหลากหลายสถาบัน ต่อหนึ่งบทความ (เกณฑ์ผ่านการพิจารณา 2 ใน 3) โดยวิธีการประเมินแบบ double – blinded กองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไขต้นฉบับและการพิจารณาตีพิมพ์ตามลำดับก่อนหลัง</p> <p><em><strong>วัตถุประสงค์ของการจัดพิมพ์วารสาร</strong></em></p> <p> 1. เพื่อส่งเสริมและเผยแพร่ผลงานวิจัย และผลงานวิชาการทางด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ สาธารณสุข และสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง</p> <p> 2. เพื่อเป็นสื่อกลางในการนำเสนอและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ สาธารณสุข และสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง</p> <p><em><strong>กำหนดการเผยแพร่</strong></em></p> <p style="text-align: justify;"> กำหนดการเผยแพร่ ปีละ 2 ฉบับ (ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม – เดือนมิถุนายน, ฉบับที่ 2 เดือนกรกฎาคม – เดือนธันวาคม)</p> th-TH วารสารสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา 2539-6749 ผลของโปรแกรมการดูแลผู้ป่วยระยะประคับประคองและระยะสุดท้าย สำหรับผู้ดูแลผู้ป่วย ตำบลบางนกแขวก อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JAHS/article/view/4163 <p>การดูแลผู้ป่วยระยะประคับประคองระยะสุดท้ายในระดับชุมชนของประเทศไทยยังคงเผชิญกับปัญหาหลายประการ โดยเฉพาะการขาดแคลนผู้ดูแลที่มีความรู้ ทักษะ และความมั่นใจในการดูแลผู้ป่วยระยะประคับประคองระยะสุดท้าย ทำให้เกิดอุปสรรคอย่างมากในการดูแลผู้ป่วยที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา<br />ผลของโปรแกรมการดูแลผู้ป่วยระยะประคับประคองและระยะสุดท้ายสำหรับผู้ดูแลผู้ป่วย การวิจัยใช้รูปแบบ<br />กึ่งทดลอง แบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือผู้ดูแลผู้ป่วยระยะประคับประคองและระยะสุดท้ายในชุมชน จำนวน 32 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบประเมินความรู้ ทัศนคติ ทักษะการดูแล และความพึงพอใจต่อโปรแกรม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติ paired t-test เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยก่อนและหลังทดลอง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผู้ดูแลมีความรู้ในระดับดี คะแนนเฉลี่ยก่อนการทดลอง 17.97 (SD = 1.95) หลังการทดลองเพิ่มขึ้นเป็น 22.84 (SD = 4.01) และหลังเข้าร่วมโปรแกรม ผู้ดูแลมีความรู้เพิ่มขึ้น <em>(</em><em>t </em><em><span style="font-weight: normal !msorm;">= 2.804</span></em><em>, p </em>&lt; 0.05<em>)</em> ด้านทัศนคติ คะแนนเฉลี่ยก่อนการทดลอง 3.72 (SD = 0.45) หลังการทดลองเพิ่มขึ้น 4.27 (SD = 0.22) และหลังเข้าร่วมโปรแกรมผู้ดูแลมีทัศนคติเพิ่มขึ้น <em>(</em><em>t = 5.973, p </em>&lt; 0.05<em>)</em> ด้านทักษะการดูแล คะแนนเฉลี่ยก่อนการทดลอง 36.80 (SD = 3.28) หลังการทดลองเพิ่มขึ้นเป็น 41.81 (SD = 5.64) และหลังเข้าร่วมโปรแกรมผู้ดูแลมีทักษะการดูแลเพิ่มขึ้น <em>(</em><em>t = </em><em><span style="font-weight: normal !msorm;">4.400,</span></em><em> p </em>&lt; 0.05<em>)</em> แสดงให้เห็นว่าหลังเข้าร่วมโปรแกรมผู้ดูแลมีความรู้ ทัศนคติ และทักษะการดูแลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ <em>(</em><em>p </em><em><span style="font-weight: normal !msorm;">&lt; 0.05</span></em><em>)</em> นอกจากนี้ ผู้ดูแลมีความพึงพอใจต่อโปรแกรมโดยรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 4.12 (SD = 0.26) ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า โปรแกรมการดูแลผู้ป่วยระยะประคับประคองและระยะสุดท้าย สามารถเสริมสร้างความรู้ ทัศนคติ และทักษะการดูแลของผู้ดูแลในชุมชน อย่างไรก็ตาม การขยายผลโปรแกรมและการบูรณาการเข้ากับระบบบริการสุขภาพระดับชุมชนจึงเป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับคุณภาพการดูแลผู้ป่วยและครอบครัวอย่างยั่งยืน</p> พรรณี โรจนเบญจกุล ราณี วงศ์คงเดช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา 2026-05-26 2026-05-26 11 1 1 17 การศึกษาองค์ประกอบทางเคมีและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของตำรับยาอไภยสาลี https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JAHS/article/view/4445 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบทางเคมีและประเมินฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดตำรับยาอไภยสาลี โดยใช้เทคนิคแก๊สโครมาโทกราฟี-แมสสเปกโตรเมตรี (GC-MS) และการทดสอบด้วย<br />วิธี DPPH และ ABTS ตัวยาสมุนไพรในตำรับจำนวน 20 ชนิด ถูกสกัดด้วยเอทานอลร้อยละ 95 โดยใช้เทคนิค ultrasonic-assisted extraction จากนั้นนำสารสกัดหยาบไปวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีและทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ โดยใช้ trolox เป็นสารมาตรฐานอ้างอิง ผลการศึกษาพบว่าสามารถสกัดสารสกัดหยาบ ได้ 85.98 กรัม คิดเป็นร้อยละ 24.05 และตรวจพบสารประกอบทางเคมีอย่างน้อย 40 ชนิด สาระสำคัญที่พบ ในปริมาณสูง ได้แก่ piperine (46.85%), trimyristin (17.81%), caryophyllene (7.31%) และ lup-20(29)-en-3-ol acetate (3.53%) รวมถึงสารในกลุ่ม phytosterols และ triterpenoids อีกหลายชนิด ผลการทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระพบว่า สารสกัดตำรับยาอไภยสาลีมีค่า IC<sub>50</sub> เท่ากับ 321.12 ± 0.43 µg/mL สำหรับวิธี DPPH และ 289.22 ± 3.51 µg/mL สำหรับวิธี ABTS ซึ่งแสดงฤทธิ์ต่ำกว่าสารมาตรฐาน trolox โดยสรุป ตำรับยาอไภยสาลีประกอบด้วยสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายกลุ่ม และแม้จะแสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในระดับต่ำกว่าสารมาตรฐาน แต่ข้อมูลที่ได้มีความสำคัญในฐานะข้อมูลพื้นฐานทางพฤกษเคมีของตำรับสมุนไพรไทย ซึ่งยังมีรายงานจำกัด และอาจนำไปใช้ในการกำหนดสารบ่งชี้ทางเคมีเพื่อการควบคุมคุณภาพในอนาคต</p> เรณู ผ่องเสรี นงนุช บุญแจ้ง สุวดี โชคชัยสิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา 2026-05-26 2026-05-26 11 1 18 34 ประสิทธิผลของโปรแกรมการให้ข้อมูลข่าวสาร การสร้างแรงจูงใจ และการพัฒนาทักษะป้องกันการใช้บุหรี่ไฟฟ้า ในนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอเมือง จังหวัดระยอง https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JAHS/article/view/4465 <p>การวิจัยกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการให้ข้อมูลข่าวสาร การสร้างแรงจูงใจ และการพัฒนาทักษะป้องกันการใช้บุหรี่ไฟฟ้า โดยมีตัวอย่างเป็นนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอเมือง จังหวัดระยอง จำนวน 77 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มทดลอง จำนวน 39 คน และกลุ่มเปรียบเทียบ จำนวน 38 คน กลุ่มทดลองได้รับกิจกรรมผสมผสาน ทั้งในห้องเรียนและผ่านสื่อสังคมออนไลน์เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มเปรียบเทียบได้รับการเรียนการสอนตามปกติ เก็บข้อมูลก่อน-หลังการทดลองในสัปดาห์ที่ 8 โดยใช้แบบสอบถามแบบตอบด้วยตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Chi-square, Fisher's exact test, independent t-test และ paired t-test ผลการศึกษา ภายหลังจากการทดลอง พบว่า กลุ่มทดลอง มีคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า แรงจูงใจในการป้องกันการใช้บุหรี่ไฟฟ้า ทักษะการปฏิเสธการใช้บุหรี่ไฟฟ้า และความตั้งใจไม่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> &lt; 0.001) เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม พบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยแรงจูงใจในการป้องกันการใช้บุหรี่ไฟฟ้า ทักษะการปฏิเสธ และความตั้งใจไม่ใช้<br />บุหรี่ไฟฟ้า สูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p </em>&lt; 0.001) ยกเว้นความรู้เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า (<em>p</em> = 0.142) ดังนั้น โปรแกรมประยุกต์นี้ จึงสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมสุขศึกษาเพื่อป้องกันการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษาได้</p> เมธิกา เกี๋ยนคำ ศรัณญา เบญจกุล ปานแก้ว ตันติรัตนกุลชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา 2026-05-26 2026-05-26 11 1 35 52 ผลของการใช้โปรแกรมการเตรียมความพร้อมก่อนขึ้นฝึกปฏิบัติที่แผนกฝากครรภ์ ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JAHS/article/view/4450 <p>กระบวนการจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรพยาบาลศาสตร์มุ่งส่งเสริมศักยภาพของผู้เรียนให้มีทักษะและวิจารณญาณทางคลินิก ดังนั้น การเตรียมความพร้อมอย่างเป็นระบบก่อนขึ้นฝึกปฏิบัติจึงมีความสำคัญต่อการเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโปรแกรมการเตรียมความพร้อมก่อนขึ้นฝึกปฏิบัติและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังใช้โปรแกรมการเตรียมความพร้อม รูปแบบการวิจัยเป็นแบบกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียว วัดผลก่อนและหลัง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยพยาบาลและสุขภาพ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา จำนวน 60 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ชุดความรู้การพยาบาลมารดาระยะตั้งครรภ์ และคู่มือปฏิบัติการพยาบาลมารดาระยะตั้งครรภ์ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 0.85 และ 0.89 ตามลำดับ แบบทดสอบวัดความรู้การพยาบาลมารดาระยะตั้งครรภ์ แบบประเมินทักษะการปฏิบัติทางคลินิก ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบและแบบประเมินทักษะการปฏิบัติ เท่ากับ 0.84 และ 0.87 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติอ้างอิงโดยใช้ paired t-test ผลการวิจัย พบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้การพยาบาลมารดาระยะตั้งครรภ์หลังใช้โปรแกรมการเตรียมความพร้อม สูงกว่าก่อนใช้โปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 (<em>t </em>= - 7.82; <em>p </em>&lt; .001 ) และค่าเฉลี่ยคะแนนทักษะด้านการซักประวัติ, ด้านการตรวจร่างกาย ตรวจครรภ์ และด้านการกระตุ้นพัฒนาการทารก สูงกว่าก่อนใช้โปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 (<em>t </em>= - 16.35, - 39.05, -10.77; <em>p </em>&lt; .001 ) ด้วยเหตุนี้โปรแกรมการเตรียมความพร้อม สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาฝึกปฏิบัติการพยาบาลมารดาทารกและการผดุงครรภ์ 1 ทั้งในแผนกฝากครรภ์ ห้องคลอดและหลังคลอด เพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในด้านความรู้และทักษะทางคลินิก</p> ชมพูนุท อนันตธนลาภา กฤษณา โชติชื่น ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา 2026-05-26 2026-05-26 11 1 53 69 การพัฒนาระบบการแพทย์ทางไกลสำหรับผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในวัยทำงาน https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JAHS/article/view/4503 <p>การแพทย์ทางไกลถูกนำมาใช้ในระบบบริการสุขภาพเป็นการยกระดับการดูแลสุขภาพที่เน้นผู้ป่วยื เป็นศูนย์กลาง การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์และความต้องการใช้ระบบการแพทย์ทางไกล พัฒนาระบบการแพทย์ทางไกล เปรียบเทียบระยะเวลาการเข้ารับบริการ และประเมินความพึงพอใจของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในวัยทำงานต่อระบบการแพทย์ทางไกล กรณีศึกษาสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี คลองมะสง จังหวัดนนทบุรี กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 58 คน ได้แก่ (1) กลุ่มสัมภาษณ์เชิงลึก 13 คน แบ่งเป็นผู้ป่วย 6 คน และเจ้าหน้าที่ 7 คน คัดเลือกแบบเจาะจง (2) กลุ่มที่ใช้ระบบการแพทย์ทางไกล โดยใช้ Cohen กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ G*Power ค่า Power (1-β err prob) อยู่ 0.95 ได้กลุ่มตัวอย่างที่ต้องการสุ่มศึกษา จำนวน 45 คน ผู้วิจัยดำเนินการโดยกระบวนการ PARI Model ประกอบด้วย ขั้นเตรียมการ (P : prepare) ขั้นออกแบบและพัฒนาอย่างเป็นระบบ (A : agile design and development cycle) ขั้นตรวจสอบคุณภาพ (R : refine) และขั้นการนำไปใช้ (I : implement) จากนั้นวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพและปริมาณ เปรียบเทียบระยะเวลาด้วยสถิติ paired t-test ผลการศึกษา พบว่า (1) ผู้รับบริการต้องการระบบการแพทย์ทางไกลที่ใช้งานง่าย สะดวก เข้าพบแพทย์ตรงตามนัดหมายได้ (2) ระบบการแพทย์ทางไกลที่พัฒนาขึ้นสอดคล้องกับความต้องการผู้ใช้ (3) ระยะเวลาการเข้ารับบริการผ่านระบบการแพทย์ทางไกลน้อยกว่ารูปแบบเดิมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> &lt; 0.05) และ (4) ความพึงพอใจโดยรวม อยู่ในระดับมากที่สุด (mean = 4.83, S.D. = 0.28) การนำระบบการแพทย์ทางไกลมาเป็นช่องทางเสริมในบริบทการดูแลสุขภาพระดับปฐมภูมิ ถือเป็นแนวทางสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำการเข้าถึงบริการสุขภาพ และให้การดูแลได้อย่างทั่วถึงเหมาะสมกับสภาพปัญหาที่แท้จริง</p> ธนัท กิจเกตุ ปิติศักดิ์ ปู่มลัด พรรณี อุ่นเอม วรัญญา อรุโณทยานันท์ ปาริชาติ จันทร์เที่ยง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา 2026-05-26 2026-05-26 11 1 70 87 การยับยั้งการเกิดตัวเต็มวัยและอัตราการตายจำแนกตามระยะของสารยับยั้ง การสังเคราะห์ไคติน novaluron, triflumuron และ lufenuron ที่มีต่อยุงลายบ้าน (Aedes aegypti) พาหะนำโรคไข้เลือดออก https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JAHS/article/view/4499 <p>สารควบคุมการเจริญเติบโตของแมลง (insect growth regulators: IGRs) กลุ่มยับยั้งการสังเคราะห์ไคติน (chitin-synthesis inhibitors: CSIs) ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในการควบคุมยุง เนื่องจากมีคุณสมบัติในการรบกวนกระบวนการเจริญเติบโตของแมลงมากกว่าการออกฤทธิ์ที่ทำให้ตายอย่างรวดเร็ว การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพในการกำจัดลูกน้ำ โดยยับยั้งการเป็นตัวเต็มวัย และเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการควบคุมลูกน้ำยุงลายบ้าน (<em>Aedes aegypti</em>) ของสาร novaluron, triflumuron และ lufenuron ภายใต้สภาวะห้องปฏิบัติการ โดยใช้ลูกน้ำระยะที่ 3 สัมผัสสารในช่วงความเข้มข้น 0.05 - 6.25 µg/L และบันทึกอัตราการตายของลูกน้ำที่เวลา 24, 48 และ 72 ชั่วโมง และประเมินการยับยั้งการเกิดตัวเต็มวัยเพื่อคำนวณค่า EI<sub>50</sub> และ EI<sub>90</sub> ผลการศึกษาพบว่าไม่พบการตายของลูกน้ำในช่วง 24 ชั่วโมงแรกในทุกกลุ่มทดลอง และอัตราการตายยังคงอยู่ในระดับต่ำที่ 72 ชั่วโมง โดยมีค่าสูงสุดที่ 11.67 ± 3.51% สำหรับ novaluron, 8.33 ± 1.53% สำหรับ lufenuron และ 6.33 ± 2.08% สำหรับ triflumuron ที่ความเข้มข้นสูงสุด อย่างไรก็ตามสารทั้งสามชนิดสามารถยับยั้งการเกิดตัวเต็มวัยได้ 100% ที่ความเข้มข้น 6.25 µg/L โดย lufenuron มีประสิทธิภาพสูงสุด ให้ค่า EI<sub>50</sub> ต่ำที่สุด (0.122 µg/L) และ EI<sub>90</sub> เท่ากับ 1.638 µg/L รองลงมาคือ novaluron (EI<sub>50</sub> = 0.156 µg/L; EI<sub>90</sub> = 1.903 µg/L) และ triflumuron (EI<sub>50</sub> = 0.228 µg/L; EI<sub>90</sub> = 2.040 µg/L) และจากการวิเคราะห์อัตราการตายจำแนกตามระยะการเจริญเติบโตแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของสารแต่ละชนิดต่อระยะการตายของแมลง โดย lufenuron ส่งผลให้เกิดอัตราการตายในระยะลูกน้ำสูงที่สุด ขณะที่ novaluron เห็นผลเด่นชัดในระยะตัวโม่ง และ triflumuron พบอัตราการตายแบบกระจายทั้งระยะลูกน้ำและตัวโม่งผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าการประเมินประสิทธิภาพโดยอาศัยอัตราการตายของลูกน้ำในระยะสั้นเพียงอย่างเดียวอาจนำไปสู่การประเมินค่าประสิทธิภาพของสารกลุ่มยับยั้งการสังเคราะห์ไคตินต่ำกว่าความเป็นจริง โดยจากผลการศึกษานี้สรุปว่า lufenuron แสดงประสิทธิภาพสูงที่สุด ซึ่งสนับสนุนศักยภาพในการนำไปประยุกต์ใช้ในโปรแกรมควบคุมยุงต่อไป</p> ดนาพร สารพฤกษ์ ธนศักดิ์ ช่างบรรจง ทวี สายวิชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา 2026-05-26 2026-05-26 11 1 88 104