https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JHIS/issue/feed วารสารนวัตกรรมสุขภาพและความปลอดภัย 2026-07-22T17:32:38+07:00 Dr.Nopadol Thongaram Jhis@phcsuphan.ac.th Open Journal Systems <p><strong>ชื่อวารสาร (Journal Title) : </strong>วารสารนวัตกรรมสุขภาพและความปลอดภัย</p> <p><strong>ชื่อย่อ </strong>JHIS</p> <p><strong>คำย่อ </strong>J Health Innovation and Safety</p> <p><strong>ISSN</strong> 3057-1111 (Online)</p> <p>วารสารนวัตกรรมสุขภาพและความปลอดภัย บริหารจัดการโดยกองบรรณาธิการวารสารนวัตกรรมสุขภาพและความปลอดภัย เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่ความรู้งานวิจัย มีการรับตีพิมพ์บทความวิจัยและบทความวิชาการ ทางด้านวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ การสาธารณสุข อาชีวอนามัยและความปลอดภัย นวัตกรรมสุขภาพ การแพทย์ การพยาบาล สิ่งแวดล้อมและการจัดการสิ่งแวดล้อม นิเวศวิทยา และการศึกษาที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ บทความต่าง ๆ ที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ/ผู้เชี่ยวชาญ(Peer Review) ในสาขานั้น ๆ <strong>ทั้งนี้วารสารกำหนดรูปแบบการพิจารณาแบบปกปิดผู้นิพนธ์และผู้พิจารณาบทความ(</strong><strong>Peer Review) จะไม่ทราบข้อมูลระหว่างกันในการพิจารณา (Double-Blind Peer Review)</strong></p> <p> </p> <p><em>ปรับปรุงข้อมูลเมื่อวันที่ 28/2/2569</em></p> <p> </p> https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JHIS/article/view/4681 ผลของโปรแกรมการพัฒนาทักษะในการดูแลตนเองต่อความรู้และพฤติกรรม การดูแลตนเองกลุ่มผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) ที่มีอาการกำเริบเฉียบพลันซ้ำ ในแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลดอยหล่อ อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ 2026-05-31T14:12:18+07:00 สุภาภรณ์ นวลศิริ nualsiri02@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง (One Group Pretest - Post test Design) เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการพัฒนาทักษะการดูแลตนเองต่อความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (Chronic Obstructive Pulmonary Disease: COPD) ที่มีอาการกำเริบเฉียบพลันซ้ำ โรงพยาบาลดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 33 คน เครื่องมือที่ใช้ ประกอบไปด้วย โปรแกรมการพัฒนาทักษะการดูแลตนเอง 6 สัปดาห์ เก็บข้อมูลวิจัยก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรม เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมิน COPD Assessment Test™ (CAT) แบบประเมินความรู้และพฤติกรรม วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไป ด้วยสถิติเชิงพรรณนา และเปรียบเทียบคะแนนความรู้ พฤติกรรม และคะแนนเฉลี่ย CAT ก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมด้วยสถิติ Paired t-test กำหนดระดับนัยสำคัญที่ 0.05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า หลังการได้รับโปรแกรมมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เพิ่มขึ้นอยู่ในระดับดี (M = 8.58, SD = 0.94, t = -15.34, df = 32, p &lt; 0.001) คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเองเพิ่มขึ้น เป็นระดับดี (M = 51.27, SD = 2.95, t = 5.20, p &lt; .001)) การฝึกปฏิบัติจริง ช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพปอด สามารถควบคุมอาการหอบเหนื่อยและจัดการอาการเบื้องต้นได้ดี คะแนนเฉลี่ยอาการกำเริบเฉียบพลันซ้ำลดลง (M = 0.70, SD = 0.77, t = 6.12, df = 32, p &lt; 0.001) ด้านผลกระทบของโรคต่อคุณภาพชีวิตจากการประเมิน CAT พบว่า มีคะแนนเฉลี่ยลดลง (M = 2.30, SD = 2.08, t = 5.20, df = 32 , p &lt; .001)</p> <p>โปรแกรมการพัฒนาทักษะการดูแลตนเองระยะเวลา 6 สัปดาห์ ช่วยพัฒนาความสามารถในการปรับพฤติกรรมการดูแลตนเองให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของผู้ป่วย จึงเป็นแนวทางที่มีความเหมาะสม<br />ในการป้องกันการเกิดอาการกำเริบเฉียบพลันซ้ำ และช่วยลดผลกระทบจากโรคและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย COPD ในแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลดอยหล่อ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมสุขภาพและความปลอดภัย https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JHIS/article/view/4755 การพัฒนารูปแบบการป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย 2026-07-16T16:08:22+07:00 ภัสราภรณ์ ห้อยกรุด patsaraporn.h@gmail.com พัชรินทร์ สมบูรณ์ patsaraporn.h@gmail.com <p>ปัญหาการหกล้มในผู้สูงอายุเป็นปัญหาที่สำคัญทำให้ร่างกายบาดเจ็บ เกิดความพิการและอาจเสียชีวิตได้ การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาผลของการใช้รูปแบบการป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงทดลองดำเนินการตามแบบแผนการศึกษากลุ่มเดียวและวัดก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุในชมรมเมืองคนสวย เทศบาลเมืองโพธาราม อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี จำนวน 30 คน การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้การวิเคราะห์เอกสาร และการใช้แบบประเมิน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ส่วนข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติอ้างอิง paired t- test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นเป็นการบูรณาการความร่วมมือของภาคีเครือข่าย 5 ขั้นตอน คือ (1) ศึกษาปัญหาและความต้องการของชุมชน (2) วางแผนการดำเนินงานและตกลงบทบาทหน้าที่รับผิดชอบร่วมกัน (3) ดำเนินงานตามแผนที่ได้ตกลงกัน (4) ติดตาม ประเมินผลการดำเนินงาน และ (5) สรุปและสะท้อนกลับเพื่อปรับปรุงแก้ไขการดำเนินงาน ผลการประเมินรูปแบบฯ พบว่า 1) ความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันการหกล้ม และพฤติกรรมป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P&lt;.001) 2) ภาคีเครือข่ายและผู้สูงอายุมีความพึงพอใจต่อรูปแบบอยู่ในระดับมากที่สุด (Mean = 4.7) 3) การหกล้มในผู้สูงอายุที่เข้าร่วมการทดลองลดลงจากร้อยละ 26.7 เป็นร้อยละ 0.0 ดังนั้นควรมีกิจกรรมที่เสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ และเน้นการดำเนินงานร่วมกับภาคีเครือข่ายโรงพยาบาลและเครือข่ายท้องถิ่นที่ครอบคลุมการให้คำแนะนำและความรู้เกี่ยวกับการป้องกันการหกล้ม การใช้ยาและวัดสายตา การออกกำลังกาย และการปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย เพื่อให้เกิดความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมเกี่ยวกับการป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุเพิ่มสูงขึ้น และผลลัพธ์ที่อุบัติการณ์การหกล้มในผู้สูงอายุลดลง</p> 2026-09-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมสุขภาพและความปลอดภัย https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JHIS/article/view/4299 การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในกระบวนการผลิตละครชุด: กรณีศึกษาองค์กรอุตสาหกรรมภาพยนตร์ 2026-02-21T21:13:09+07:00 อรุณรัตน์ วิเศษพงษ์ arunratn.vsp@gmail.com ทรงกฤต ตรีรัตน์พิจารณ์ Arunratn.vsp@gmail.com วรานนท์ คงสง Arunratn.vsp@gmail.com ชัยวัฒน์ ภู่วรกุลชัย Arunratn.vsp@gmail.com อธิชัย เจริญธรรมมานนท์ Arunratn.vsp@gmail.com <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการผลิตละครชุดที่ก่อให้เกิดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเสนอแนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก<br />ในอุตสาหกรรมสื่อบันเทิง ดำเนินการวิจัยแบบผสานวิธี โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากกิจกรรมการผลิตและเอกสารทางการเงินเพื่อคำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจกตามมาตรฐานคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO) ประเภทที่ 1, 2 และ 3 ร่วมกับการใช้แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์จากผู้บริหารและบุคลากร<br />ที่เกี่ยวข้องจำนวน 21 ท่าน ซึ่งเครื่องมือวิจัยผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาโดยมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค<br />สำหรับแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์เท่ากับ 0.76 และ 0.83 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) รวมถึงการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า แหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลักมาจากกิจกรรมประเภทที่ 1 เชื้อเพลิงยานพาหนะและเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (ร้อยละ 47.01) รองลงมาคือประเภทที่ 3 วัสดุสร้างฉาก <br />(ร้อยละ 39.43) และประเภทที่ 2 พลังงานไฟฟ้า (ร้อยละ 13.56) นอกจากนี้พบว่ากลุ่มตัวอย่าง<br />มีความตระหนักรู้สูงต่อการลดก๊าซเรือนกระจกในฐานะกลยุทธ์สำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันระดับสากล แต่ยังขาดความเข้าใจเชิงปฏิบัติและกลไกคาร์บอนเครดิต มาตรการที่ปฏิบัติได้จริง<br />ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่คุ้มค่าและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ทันที เช่น การใช้หลอด LED และการบริหารจัดการวัสดุหมุนเวียน ขณะที่มาตรการที่ใช้เงินลงทุนสูงอย่างระบบโซลาร์เซลล์และยานยนต์ไฟฟ้ายังอยู่ในระดับปานกลาง เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณและโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งนี้ ผู้วิจัยเสนอแนะเชิงนโยบาย<br />ให้ภาครัฐสนับสนุนมาตรการจูงใจทางภาษี เชื่อมโยงเกณฑ์ความยั่งยืนเข้ากับนโยบายการคืนเงิน <br />และพัฒนาฐานข้อมูลคู่ค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero</p> 2026-07-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมสุขภาพและความปลอดภัย