https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JHIS/issue/feed วารสารนวัตกรรมสุขภาพและความปลอดภัย 2026-04-21T17:39:44+07:00 Dr.Nopadol Thongaram Jhis@phcsuphan.ac.th Open Journal Systems <p><strong>ชื่อวารสาร (Journal Title) : </strong>วารสารนวัตกรรมสุขภาพและความปลอดภัย</p> <p><strong>ชื่อย่อ </strong>JHIS</p> <p><strong>คำย่อ </strong>J Health Innovation and Safety</p> <p><strong>ISSN</strong> 3057-1111 (Online)</p> <p>วารสารนวัตกรรมสุขภาพและความปลอดภัย บริหารจัดการโดยกองบรรณาธิการวารสารนวัตกรรมสุขภาพและความปลอดภัย เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่ความรู้งานวิจัย มีการรับตีพิมพ์บทความวิจัยและบทความวิชาการ ทางด้านวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ การสาธารณสุข อาชีวอนามัยและความปลอดภัย นวัตกรรมสุขภาพ การแพทย์ การพยาบาล สิ่งแวดล้อมและการจัดการสิ่งแวดล้อม นิเวศวิทยา และการศึกษาที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ บทความต่าง ๆ ที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ/ผู้เชี่ยวชาญ(Peer Review) ในสาขานั้น ๆ <strong>ทั้งนี้วารสารกำหนดรูปแบบการพิจารณาแบบปกปิดผู้นิพนธ์และผู้พิจารณาบทความ(</strong><strong>Peer Review) จะไม่ทราบข้อมูลระหว่างกันในการพิจารณา (Double-Blind Peer Review)</strong></p> <p> </p> <p><em>ปรับปรุงข้อมูลเมื่อวันที่ 28/2/2569</em></p> <p> </p> https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JHIS/article/view/4302 การประเมินความเสี่ยงระบบป้องกันและระงับอัคคีภัยในอาคารราชการ 2026-02-21T21:10:20+07:00 วาที ใสนาม wsainam89@gmail.com ทรงกฤต ตรีรัตน์พิจารณ์ Songkrit.tre@gmail.com วรานนท์ คงสง waranon.k@rumail.ru.ac.th ชัยวัฒน์ ภู่วรกุลชัย chaiwat.p@rumail.ru.ac.th พิชญะ จันทรานุวัฒน์ pichaya@fusionfiresafety.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความเสี่ยงระบบป้องกันและระงับอัคคีภัยในอาคารราชการ รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้การวิจัยเชิงสำรวจภาคสนาม กลุ่มตัวอย่างเลือกแบบเจาะจงจำนวน 1 แห่ง ประกอบด้วย 3 อาคาร เป็นอาคารสำนักงานส่วนกลางสูง 8 ชั้น มีอายุการใช้งานมากกว่า 36 ปี ในพื้นที่เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบรายการตรวจสอบ (Checklist) 10 ด้าน ที่พัฒนาขึ้นตามกรอบกฎหมายและให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความตรงของเครื่องมือก่อนนำไปใช้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและหลักเกณฑ์การประเมินความเสี่ยงของกรมโรงงานอุตสาหกรรม โดยคำนวณจากคะแนนโอกาสเกิดเหตุและความรุนแรงของผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สิน ผลการวิจัยพบว่า ระบบป้องกันและระงับอัคคีภัยภายในอาคารราชการโดยรวมมีความสอดคล้องตามแบบรายการตรวจสอบร้อยละ 46.63 อยู่ในระดับต้องปรับปรุง ระบบที่จัดอยู่ในระดับความเสี่ยงสูงมาก ได้แก่ ระบบสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้และระบบไฟฟ้าสำรอง ซึ่งไม่มีการติดตั้งในอาคารใดเลย (Risk Score = 25) รองลงมาคือระบบบริหารจัดการความปลอดภัยและการติดตั้งแบบแปลนแผนผังของอาคาร (Risk Score = 20) สำหรับระบบที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ ระบบระบายควันและพื้นที่บริเวณรอบอาคาร (Risk Score = 15) ผลการวิจัยชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงเชิงวิกฤตต่อความปลอดภัยของผู้ใช้อาคารจากการขาดความพร้อมของระบบป้องกันและระงับอัคคีภัย หน่วยงานภาครัฐควรพิจารณาจัดสรรงบประมาณและวางแผนปรับปรุงระบบป้องกันและระงับอัคคีภัย เพื่อลดความเสี่ยงและสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยแก่บุคลากรและประชาชนผู้ใช้อาคาร</p> 2026-04-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมสุขภาพและความปลอดภัย https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JHIS/article/view/4442 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชในชุมชน ผ่านคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิต ระดับอำเภอ อำเภอบ้านแท่น จังหวัดชัยภูมิ 2026-04-09T21:22:08+07:00 นิตยา พวงเวียง nidssobt@hotmail.com สมคิด เทียมแก้ว svsomkid@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชในชุมชนผ่านกลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตอำเภอบ้านแท่น จังหวัดชัยภูมิ การวิจัยแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่ (1) การศึกษาสถานการณ์และปัญหาการดูแลผู้ป่วยจิตเวชในชุมชน (2) การพัฒนาและทดลองใช้รูปแบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชในชุมชน (3) การสะท้อนผลการปฏิบัติ และ (4) ประเมินผลการปฏิบัติ ทำการศึกษาระหว่างเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2567 ถึงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้ป่วยจิตเวชและผู้ดูแล จำนวน 210 คน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จำนวน 81 คน ประกอบด้วยคณะกรรมการ พชอ. จำนวน 21 คน และอื่นๆ จำนวน 60 คน รวมทั้งสิ้น 291 คน โดยคัดเลือกแบบเจาะจงตามเกณฑ์ที่กำหนด เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แนวคำถามการสนทนากลุ่ม แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถามความพึงพอใจ และแบบประเมินพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงในผู้ป่วยจิตเวชกลุ่มเสี่ยงสูง (SMI-V) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Pair t-test และสถิติเชิงพรรณนา ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร่วมกับการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis)</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า รูปแบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชในชุมชนที่พัฒนาขึ้น คือ “ระบบบุตรบุญธรรม” ที่เน้นการบูรณาการบทบาทเชิงเครือญาติ มี อสม. เป็น “แม่” ผู้นำชุมชนเป็น “พ่อ” และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเป็น “ญาติ” ในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชร่วมกัน การประเมินประสิทธิภาพของรูปแบบพบว่า สามารถลดเหตุการณ์ความรุนแรงในกลุ่มผู้ป่วยจิตเวชกลุ่มเสี่ยงสูง (SMI-V) ได้ร้อยละ 80 โดยจำนวนเหตุการณ์ความรุนแรงลดลงจาก 43 ครั้ง เหลือเพียง 5 ครั้ง รูปแบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชในชุมชนมีประสิทธิภาพในการลดพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงของผู้ป่วยจิตเวชกลุ่มเสี่ยงสูงได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผู้ป่วยจิตเวชกลุ่มสีแดงร้อยละ 67.56 สามารถเปลี่ยนสถานะเป็นกลุ่มสีเหลืองซึ่งมีระดับความปลอดภัยมากขึ้น และผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการได้รับยาต่อเนื่องได้ร้อยละ 100 อัตราการขาดนัดของผู้ป่วยลดลงจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) ด้านความพึงพอใจของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่อรูปแบบการดูแล พบว่าโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (Mean = 3.52, SD = 0.40) ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ควรกำหนดรูปแบบดังกล่าวเป็นวาระสำคัญของพื้นที่ในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชในชุมชน และควรมีการศึกษาความคุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและการติดตามประเมินผลในระยะยาว เพื่อสร้างความยั่งยืนของระบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชในชุมชนต่อไป</p> 2026-04-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมสุขภาพและความปลอดภัย https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JHIS/article/view/3716 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเอง ของสตรีอายุ 30 – 70 ปี ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี 2026-01-09T17:30:14+07:00 ศตญา เนียมมณี natphud@gmail.com พิมพ์ณรัณ ผุดผาด natphud@gmail.com <p>การวิจัยเชิงพรรณนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเองของสตรีอายุ 30 - 70 ปี กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 368 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างด้วยตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมีค่าความเที่ยงดังนี้ ความรู้เกี่ยวกับมะเร็งเต้านม (KR-20 = 0.79) ด้านทัศนคติต่อการตรวจเต้านมด้วยตนเอง มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.79 ด้านแรงสนับสนุนทางสังคมมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.87 ด้านพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเองมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.85 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และ Fisher's Exact Test ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อายุ 30-39 ปี ร้อยละ 41.6 มีสถานภาพสมรส ร้อยละ 54.9จบปริญญาตรี ร้อยละ 45.7 ประกอบอาชีพรับราชการ ร้อยละ 28.5 มีความรู้เกี่ยวกับมะเร็งเต้านมอยู่ในระดับดี ร้อยละ 76.6 ทัศนคติต่อการตรวจเต้านมด้วยตนเองอยู่ในระดับดี ร้อยละ 84.0 ได้รับแรงสนับสนุนจากสื่อ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และ อสม. ร้อยละ 71.2, 61.4 และ 47.3 ตามลำดับ แรงสนับสนุนทางสังคมจากคนในครอบครัวและเพื่อนอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 43.8 และ 42.2 ตามลำดับ การวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลมีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) ได้แก่ อายุ สถานภาพ ระดับการศึกษา และอาชีพ ส่วนความรู้และทัศนคติไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเอง แรงสนับสนุนทางสังคม ได้แก่ แรงสนับสนุนจากสื่อต่างๆ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข อสม. เพื่อน และ คนในครอบครัว มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเองอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ (p &lt; 0.001) ผลการศึกษาสรุปได้ว่าแรงสนับสนุนทางสังคมเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการส่งเสริมพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเอง ขณะที่ความรู้และทัศนคติเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ดังนั้นการส่งเสริมพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเอง เน้นการสร้างระบบการสนับสนุนทางสังคมที่ครอบคลุมทุกมิติเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด</p> 2025-12-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมสุขภาพและความปลอดภัย https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JHIS/article/view/3922 ประสิทธิผลของโปรแกรมการดูแลภาวะโลหิตจางในหญิงตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์ ที่โรงพยาบาลบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี 2026-01-09T17:31:38+07:00 จันทร์เพ็ญ ทรงพระ penpen_2516@hotmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อน-หลังเพื่อศึกษาโปรแกรมการดูแลภาวะโลหิตจางในหญิงตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลบ่อพลอย โดยศึกษาจากหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะโลหิตจางจำนวน 30 ราย ระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 – วันที่ 30 โกันยายน 2568 เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองคือโปรแกรมการดูแลภาวะโลหิตจางในหญิงตั้งครรภ์ เก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามและแบบบันทึกค่าฮีมาโตคริต วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณา สถิติ Paired Sample t-test เปรียบเทียบการรับรู้ความเชื่อด้านสุขภาพ พฤติกรรมการดูแลตนเอง และค่าฮีมาโตคริตก่อนและหลังการทดลอง โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลองหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะโลหิตจางที่ได้รับโปรแกรมการดูแลภาวะโลหิตจางในหญิงตั้งครรภ์มีการรับรู้ความเชื่อด้านสุขภาพมากกว่าก่อนได้รับโปรแกรม (M = 4.11, S.D. = 0.27 และ M = 4.71, S.D. = 0.11 ตามลำดับ) และด้านพฤติกรรมการดูแลตนเองหลังการทดลองหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะโลหิตจางมีพฤติกรรมการดูแลตนเองมากกว่าหลังได้รับโปรแกรมการดูแลภาวะโลหิตจางในหญิงตั้งครรภ์ (M =4.13 S.D. = 0.28 และ M = 4.66 S.D. = 0.20 ตามลำดับ) และค่าระดับความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดงภายหลังที่ได้รับโปรแกรมมีค่าความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดงสูงขึ้นก่อนการได้รับโปรแกรม (M = 30.33, S.D. = 1.61 และ M = 35.19 S.D. = 3.48 ตามลำดับ) เมื่อเปรียบเทียบแล้วพบว่ากลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยการรับรู้ความเชื่อด้านสุขภาพและพฤติกรรมการดูแลตนเองมากกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-Value &lt; 0.001) และระดับฮีมาโตคริต (Hematocrit) สูงกว่าก่อนที่ได้รับโปรแกรมการดูแลภาวะโลหิตจางในหญิงตั้งครรภ์สามารถช่วยให้หญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะโลหิตจางมีการรับรู้ความเชื่อด้านสุขภาพและพฤติกรรมการดูแลตนเองดีขึ้นส่งผลให้หญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะโลหิตจางมีระดับค่าฮีมาโตคริตอยู่ในเกณฑ์ปกติ</p> 2026-04-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมสุขภาพและความปลอดภัย