วารสารนวัตกรรมสุขภาพและความปลอดภัย https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JHIS <p><strong>เกี่ยวกับวารสาร</strong></p> <p><strong>ชื่อวารสาร (Journal Title) : </strong>วารสารนวัตกรรมสุขภาพและความปลอดภัย</p> <p><strong>ชื่อย่อ </strong>JHIS</p> <p><strong>คำย่อ </strong>J Health Innovation and Safety</p> <p>วารสารนวัตกรรมสุขภาพและความปลอดภัย บริหารจัดการโดยกองบรรณาธิการรวารสารนวัตกรรมสุขภาพและความปลอดภัย เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่ความรู้งานวิจัย มีการรับตีพิมพ์บทความวิจัยและบทความวิชาการ ทางด้านวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ การสาธารณสุข อาชีวอนามัยและความปลอดภัย นวัตกรรมสุขภาพ การแพทย์ การพยาบาล สิ่งแวดล้อมและการจัดการสิ่งแวดล้อม นิเวศวิทยา และการศึกษาที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ บทความต่าง ๆ ที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ/ผู้เชี่ยวชาญ(Peer Review) ในสาขานั้น ๆ <strong>ทั้งนี้วารสารกำหนดรูปแบบการพิจารณาแบบปกปิดผู้นิพนธ์และผู้พิจารณาบทความ(</strong><strong>Peer Review) จะไม่ทราบของกันในการพิจารณา (Double-Blind Peer Review)</strong></p> วารสารนวัตกรรมสุขภาพและความปลอดภัย th-TH วารสารนวัตกรรมสุขภาพและความปลอดภัย 3057-1111 <p>1. บทความหรือข้อคิดเห็นใด ๆ ที่ปรากฏในวารสารนวัตกรรมสุขภาพและความปลอดภัย ที่เป็นวรรณกรรมของผู้เขียน บรรณาธิการ ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย</p> <p>2. บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของ วารสารนวัตกรรมสุขภาพและความปลอดภัย</p> ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการปฏิบัติงานของพนักงานกระทรวงสาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JHIS/article/view/2849 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อ การปฏิบัติงานของพนักงานกระทรวงสาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างพนักงานกระทรวงสาธารณสุข ที่ปฏิบัติงานภายในหน่วยงานส่วนกลางของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยใช้แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา ได้ค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.67-1.0 และได้ค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือ เท่ากับ 0.97 โดยกลุ่มตัวอย่างได้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 207 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ไคสแควร์และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการศึกษาพบว่าการปฏิบัติงานของพนักงานกระทรวงสาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ภาพรวมอยู่ในระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 60.9 รองลงมา คือ ระดับน้อย คิดเป็นร้อยละ 39.1 ส่วนปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับ การปฏิบัติงานของพนักงานกระทรวงสาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value&lt;0.05) ได้แก่ แรงจูงใจในการปฏิบัติงาน การรับรู้การสนับสนุนจากองค์การ และเพศ</p> <p>ผลการศึกษาครั้งนี้เสนอแนะให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มีส่วนในการส่งเสริมให้พนักงานกระทรวงสาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เกิดแรงจูงในการปฏิบัติงานและการรับรู้การสนับสนุนจากองค์การเพื่อให้พนักงานมีประสิทธิภาพในการทำงานที่ดีขึ้น ส่งผลให้องค์การบรรลุผลสำเร็จ</p> วิจิตรา สุดห่วง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมสุขภาพและความปลอดภัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-20 2025-12-20 2 3 2898 การพัฒนารูปแบบการสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพแบบมีส่วนร่วมของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในเขตเทศบาลเมืองราชบุรี อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JHIS/article/view/3324 <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) โดยใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) ศึกษาสถานการณ์ความรอบรู้ด้านสุขภาพและความต้องการพัฒนาของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน 2) พัฒนารูปแบบการสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพแบบมีส่วนร่วม และ 3) ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบที่พัฒนาขึ้น ดำเนินการวิจัย 4 ระยะ ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 – 28 มิถุนายน 2568 ระยะที่ 1 ศึกษาสถานการณ์ความรอบรู้ด้านสุขภาพในกลุ่มตัวอย่าง 198 คน ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบ "HEALTH-P Model" ผ่านการประชุมเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ระยะที่ 3 ทดลองใช้รูปแบบกับกลุ่มทดลอง 30 คน และกลุ่มเปรียบเทียบ 30 คน เป็นเวลา 8 สัปดาห์ และระยะที่ 4 ประเมินรูปแบบด้วยการสนทนากลุ่ม</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า สถานการณ์ความรอบรู้ด้านสุขภาพ กลุ่มตัวอย่างมีความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับพอใช้ ร้อยละ 63.98 โดยด้านที่มีคะแนนต่ำที่สุด คือ ด้านการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพและบริการสุขภาพ ร้อยละ 58.50 และ ด้านการบอกต่อข้อมูลสุขภาพ ร้อยละ 51.25 รูปแบบ HEALTH-P Model ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ ได้แก่ H-การเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ E-การประเมินข้อมูลสุขภาพ A-การประยุกต์ใช้ความรู้ L-การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ T-การฝึกอบรมและพัฒนาทักษะ H-การสื่อสารสุขภาพ และ P-การมีส่วนร่วม ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีความรอบรู้ด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นจากระดับพอใช้ (M=76.63, SD=6.25) เป็นระดับดี (M=95.60, SD=7.35) และมีพฤติกรรมสุขภาพเพิ่มขึ้นจากระดับพอใช้ (M=39.76, SD=3.03) เป็นระดับดีมาก (M=48.03, SD=5.46) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) สรุปได้ว่า รูปแบบ HEALTH-P มีประสิทธิผลในการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในพื้นที่อื่นๆ เพื่อส่งเสริมสุขภาพชุมชนอย่างยั่งยืน</p> พิมพ์ณรัณ ผุดผาด จุฑารัตน์ พูนศิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมสุขภาพและความปลอดภัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 2 3 3324 การพัฒนารูปแบบการลดพฤติกรรม การสัมผัสสารเคมีกำจัดศัตรูพืชโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ในเกษตรกร ที่ปลูกต้นหอม ตำบลดงขวางอำเภอเมือง จังหวัดนครพนม https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JHIS/article/view/2898 <p>การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ เพื่อพัฒนาและศึกษาผลการใช้รูปแบบการลดพฤติกรรม การสัมผัสสารเคมีกำจัดศัตรูพืชโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ในเกษตรกร ที่ปลูกต้นหอม ตำบลดงขวางอำเภอเมือง <br />จังหวัดนครพนม ทำการสำรวจสภาพปัญหาในการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชในกลุ่มตัวอย่างจำนวน 90 คน ที่มีผลเจาะเลือดหาระดับโคลีนเอสเตอเรส ในปี 2566 อยู่ในระดับเสี่ยงและไม่ปลอดภัย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ประกอบด้วย แบบสอบถาม และการสนทนากลุ่ม กิจกรรมการมีส่วนร่วมของชุมชน ได้แก่ การวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา วางแผนแก้ไขปัญหา ดำเนินการแก้ไขปัญหา การติดตามและประเมินผล โดยการอบรมให้ความรู้ สาธิตและฝึกปฏิบัติวิธีการใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตราย การรณรงค์ลดการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ให้ความรู้ผ่านทางเสียงตามสาย จัดทำแปลงสาธิตเกษตรอินทรีย์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน เปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยด้านความรู้ และการปฏิบัติตัวของเกษตรกรที่ปลูกต้นหอม ก่อนและหลังดำเนินการ โดยสถิติทดสอบ Paired t-test </p> <p>ผลการศึกษาพบว่า เกษตรกรมีคะแนนเฉลี่ยของความรู้เกี่ยวกับสารกำจัดศัตรูพืชสูงกว่าก่อนดำเนินการ เท่ากับ 2.27 คะแนน (95%CI : 15.83 – 16.40) (p-value &lt; 0.001) การปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้สารกำจัดศัตรูพืชสูงกว่าก่อนดำเนินการเท่ากับ 0.10 คะแนน (95%CI 2.10 – 2.15) (p-value &lt; 0.001) </p> <p>รูปแบบการลดพฤติกรรมการสัมผัสสารเคมีกำจัดศัตรูพืช โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน มีการวิเคราะห์ปัญหาร่วมกันระหว่างเกษตรกรและผู้นำชุมชน ผ่านการสนทนากลุ่ม ระดมความคิดเห็น แลกเปลี่ยนประสบการณ์ สามารถพัฒนารูปแบบได้ดังนี้ 1) มีรูปแบบที่ชัดเจน และมีความตระหนักร่วมกัน 2) มีแผนงานโครงการ สำหรับการทำงานร่วมกันระหว่างเกษตรกรและผู้นำชุมชน ผู้รับผิดชอบชัดเจน 3) สามารถแก้ไขปัญหาและลดพฤติกรรมการสัมผัสสารเคมีกำจัดศัตรูพืชได้อย่างครอบคลุม</p> ณัฐนันท์ สูตรสุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมสุขภาพและความปลอดภัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-10-15 2025-10-15 2 3 2898 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิตจากการประสบอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ เขตสุขภาพที่ 5 ปี 2564 - 2566 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JHIS/article/view/3108 <p>อุบัติเหตุรถจักรยานยนต์เป็นสาเหตุสำคัญของการบาดเจ็บและเสียชีวิตในประชาชนคนไทยและทั่วโลก การวิจัยเชิงวิเคราะห์ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิตจากการประสบอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ ที่เข้ารับการรักษาในแผนกห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลในเขตสุขภาพที่ 5จำนวน 15 แห่ง และมีการบันทึกข้อมูลในระบบเฝ้าระวังการบาดเจ็บ (Injury Surveillance: IS) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 – 31 ธันวาคม 2566 จำนวน 69,236 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมานด้วยการวิเคราะห์ถดถอย <br />โลจิสติกพหุคูณ (Multiple Logistic Regression) นำเสนอผลค่า Adjusted Odds Ratio (ORadj) และ 95%CI</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์การเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์อย่างมีนัยสำคัญ<br />ทางสถิติ (<em>p-value &lt;</em>0.05) ได้แก่ เพศ (ORadj = 1.92, 95%CI 1.55 – 2.39) อายุ (ORadj = 1.02, 95%CI <br />1.02 – 1.03) ผู้ที่มีศักยภาพในการทำงานแต่ไม่ได้ทำงาน (ORadj = 1.76, 95%CI 1.12 – 2.78) อาชีพใช้แรงงาน <br />(ORadj = 1.52, 95%CI 1.03 – 2.25) วันหยุดสุดสัปดาห์ (ORadj = 1.36, 95%CI 1.11 – 1.67) การไม่สวมหมวกนิรภัย (ORadj = 2.74, 95%CI 1.78 – 4.23) เวลากลางคืน (ORadj = 1.46, 95%CI 1.25 – 1.70) ลักษณะของอุบัติเหตุจากการโดนชน (ORadj = 2.52, 95%CI 2.11 – 3.00) การนำส่งโรงพยาบาลโดยรถพยาบาล <br />(ORadj = 6.90, 95%CI 5.39 – 8.83) ข้อเสนอแนะจากการศึกษานี้ ได้แก่ 1) ส่งเสริมการสวมหมวกนิรภัยอย่างจริงจัง 2) ควบคุมความปลอดภัยบนถนนในช่วงกลางคืนและวันหยุดสุดสัปดาห์และกลุ่มอาชีพผู้ใช้แรงงาน <br />3) เตรียมพร้อมระบบการแพทย์ฉุกเฉิน 4) วิเคราะห์และเฝ้าระวังอุบัติเหตุจากการชนกัน 5) บังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเข้มงวด และ 6) บูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง</p> สิรวิชญ์ จันเทวา ธัญญลักษณ์ ทองตระกูล ทรรศวรรณ ห้วยหงษ์ทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมสุขภาพและความปลอดภัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-10-30 2025-10-30 2 3 3108 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการจัดการขยะมูลฝอยของประชาชน ในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลดงบัง อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JHIS/article/view/2850 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional Descriptive Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการจัดการขยะมูลฝอยของประชาชน ในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลดงบัง อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยนี้คือหัวหน้าครัวเรือนหรือสมาชิกครัวเรือน จำนวน 334 คน ศึกษาระหว่างวันที่ 23 กันยายน 2567 ถึงวันที่ 23 ตุลาคม 2567 โดยผู้วิจัยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ประกอบด้วยข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคล ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการขยะมูลฝอยตามหลักการ 3Rs การรับรู้นโยบายการจัดการขยะมูลฝอยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามหลักการ 3Rs การจัดการขยะมูลฝอยของประชาชน ในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลดงบัง อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ ตามหลักการ 3Rs วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ Chi-square และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีระดับความรู้เกี่ยวกับการจัดการขยะมูลฝอย อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 80.24 การรับรู้นโยบายในการจัดการขยะมูลฝอยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 52.99 การจัดการขยะมูลฝอยของประชาชน อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 63.17 ส่วนปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการจัดการขยะมูลฝอยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt; 0.05) ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับการจัดการขยะมูลฝอย การรับรู้นโยบายในการจัดการขยะมูลฝอยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ระดับการศึกษาและการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ดังนั้น ควรให้ความสำคัญกับระบบจัดการขยะมูลฝอยครัวเรือนและชุมชน ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการขยะ ร่วมกับดำเนินนโยบายร่วมชุมชนอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง จะเป็นการช่วยให้ประชาชนในพื้นที่ มีการจัดการขยะมูลฝอยครัวเรือนได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p> อารีย์ มาตย์เมือง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารนวัตกรรมสุขภาพและความปลอดภัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 2 3 2850