วารสารนวัตกรรมสุขภาพและความปลอดภัย https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JHIS <p><strong>ชื่อวารสาร (Journal Title) : </strong>วารสารนวัตกรรมสุขภาพและความปลอดภัย</p> <p><strong>ชื่อย่อ </strong>JHIS</p> <p><strong>คำย่อ </strong>J Health Innovation and Safety</p> <p><strong>ISSN</strong> 3057-1111 (Online)</p> <p>วารสารนวัตกรรมสุขภาพและความปลอดภัย บริหารจัดการโดยกองบรรณาธิการวารสารนวัตกรรมสุขภาพและความปลอดภัย เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่ความรู้งานวิจัย มีการรับตีพิมพ์บทความวิจัยและบทความวิชาการ ทางด้านวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ การสาธารณสุข อาชีวอนามัยและความปลอดภัย นวัตกรรมสุขภาพ การแพทย์ การพยาบาล สิ่งแวดล้อมและการจัดการสิ่งแวดล้อม นิเวศวิทยา และการศึกษาที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ บทความต่าง ๆ ที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ/ผู้เชี่ยวชาญ(Peer Review) ในสาขานั้น ๆ <strong>ทั้งนี้วารสารกำหนดรูปแบบการพิจารณาแบบปกปิดผู้นิพนธ์และผู้พิจารณาบทความ(</strong><strong>Peer Review) จะไม่ทราบข้อมูลระหว่างกันในการพิจารณา (Double-Blind Peer Review)</strong></p> <p> </p> <p><em>ปรับปรุงข้อมูลเมื่อวันที่ 28/2/2569</em></p> <p> </p> th-TH <p>1. บทความหรือข้อคิดเห็นใด ๆ ที่ปรากฏในวารสารนวัตกรรมสุขภาพและความปลอดภัย ที่เป็นวรรณกรรมของผู้เขียน บรรณาธิการ ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย</p> <p>2. บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของ วารสารนวัตกรรมสุขภาพและความปลอดภัย</p> Jhis@phcsuphan.ac.th (Dr.Nopadol Thongaram) Jhis@phcsuphan.ac.th (Dr.Nopadol Thongaram) Wed, 22 Jul 2026 17:32:38 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในกระบวนการผลิตละครชุด: กรณีศึกษาองค์กรอุตสาหกรรมภาพยนตร์ https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JHIS/article/view/4299 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการผลิตละครชุดที่ก่อให้เกิดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเสนอแนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก<br />ในอุตสาหกรรมสื่อบันเทิง ดำเนินการวิจัยแบบผสานวิธี โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากกิจกรรมการผลิตและเอกสารทางการเงินเพื่อคำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจกตามมาตรฐานคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO) ประเภทที่ 1, 2 และ 3 ร่วมกับการใช้แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์จากผู้บริหารและบุคลากร<br />ที่เกี่ยวข้องจำนวน 21 ท่าน ซึ่งเครื่องมือวิจัยผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาโดยมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค<br />สำหรับแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์เท่ากับ 0.76 และ 0.83 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) รวมถึงการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า แหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลักมาจากกิจกรรมประเภทที่ 1 เชื้อเพลิงยานพาหนะและเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (ร้อยละ 47.01) รองลงมาคือประเภทที่ 3 วัสดุสร้างฉาก <br />(ร้อยละ 39.43) และประเภทที่ 2 พลังงานไฟฟ้า (ร้อยละ 13.56) นอกจากนี้พบว่ากลุ่มตัวอย่าง<br />มีความตระหนักรู้สูงต่อการลดก๊าซเรือนกระจกในฐานะกลยุทธ์สำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันระดับสากล แต่ยังขาดความเข้าใจเชิงปฏิบัติและกลไกคาร์บอนเครดิต มาตรการที่ปฏิบัติได้จริง<br />ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่คุ้มค่าและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ทันที เช่น การใช้หลอด LED และการบริหารจัดการวัสดุหมุนเวียน ขณะที่มาตรการที่ใช้เงินลงทุนสูงอย่างระบบโซลาร์เซลล์และยานยนต์ไฟฟ้ายังอยู่ในระดับปานกลาง เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณและโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งนี้ ผู้วิจัยเสนอแนะเชิงนโยบาย<br />ให้ภาครัฐสนับสนุนมาตรการจูงใจทางภาษี เชื่อมโยงเกณฑ์ความยั่งยืนเข้ากับนโยบายการคืนเงิน <br />และพัฒนาฐานข้อมูลคู่ค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero</p> อรุณรัตน์ วิเศษพงษ์, ทรงกฤต ตรีรัตน์พิจารณ์, วรานนท์ คงสง, ชัยวัฒน์ ภู่วรกุลชัย, อธิชัย เจริญธรรมมานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารนวัตกรรมสุขภาพและความปลอดภัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JHIS/article/view/4299 Wed, 22 Jul 2026 00:00:00 +0700