วารสารเทคโนโลยีทางการแพทย์และสหเวชศาสตร์ https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JMAS <p><strong><u>Scope</u></strong></p> <p>ภารกิจหลักของวารสารเทคโนโลยีทางการแพทย์และสหเวชศาสตร์ คือ การจัดให้มีแหล่งเผยแพร่ข้อมูลทางวิชาการสำหรับนักวิจัย เพื่อตีพิมพ์ผลงานในวารสารที่มี peer-reviewed จำนวน 2-3 ท่าน เป้าหมายที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการจัดเตรียมเส้นทางที่ไม่ยุ่งยากสำหรับเจ้าหน้าที่วิจัยรุ่นใหม่และนักศึกษาในการได้รับการตีพิมพ์บทความชิ้นแรกก่อนที่จะก้าวไปสู่วารสารนานาชาติที่มีชื่อเสียงมากขึ้น ดังนั้นวารสารจึงยินดีรับบทความด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี นวัตกรรมสุขภาพ การแพทย์และสาธารณสุข และสาขาที่เกี่ยวข้อง ด้วยการเน้นและให้ความสำคัญกับการวิจัยในประเทศไทย โดยคำนึงถึงการให้บริการทางวิชาการที่มีคุณค่าในการช่วยให้นักวิจัยได้ตีพิมพ์เผยแพร่ผลงาน วารสารนี้ได้รับทุนสนับสนุนจากวิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข</p> วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก (Kanchanabhishek Institute of Medical and Public Health Technology) th-TH วารสารเทคโนโลยีทางการแพทย์และสหเวชศาสตร์ 3088-2206 การพัฒนาการจัดการศึกษาด้านเวชระเบียนในประเทศไทย https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JMAS/article/view/3997 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทบทวนพัฒนาการของการจัดการศึกษาด้านเวชระเบียนในประเทศไทย และสะท้อนแนวโน้มการพัฒนาหลักสูตรในอนาคต โดยนำเสนอภาพรวมของการเปลี่ยนแปลงด้านการจัดการศึกษาเวชระเบียนในประเทศไทยตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันที่มีพัฒนาการมาเป็นลำดับ สอดคล้องกับพัฒนาการของงานเวชระเบียนของประเทศไทย แผนการผลิตกำลังคนด้านสาธารณสุข และคุณภาพการศึกษาในระดับอุดมศึกษา การผลิตบุคลากรด้านเวชระเบียนในประเทศไทยเริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2515 โดยกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จัดทำหลักสูตรขึ้นเพื่อให้สำนักงานข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) รับรอง และเปิดการเรียนการสอนครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2518 ที่โรงเรียนเวชสถิติ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ต่อมาในปี พ.ศ. 2534 มีการเปิดหลักสูตรระดับปริญญาตรีด้านเวชระเบียนครั้งแรก ชื่อหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเวชระเบียน (หลักสูตรต่อเนื่อง) มหาวิทยาลัยมหิดล และในปี พ.ศ. 2555 มีการเปิดหลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเวชระเบียน (สถาบันสมทบมหาวิทยาลัยบูรพา) เป็นหลักสูตรแรกของกระทรวงสาธารณสุข จัดการศึกษาโดยวิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก สถาบันพระบรมราชชนก ในปีเดียวกันมหาวิทยาลัยมหิดลได้ปรับปรุงหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเวชระเบียน เป็นหลักสูตรปริญญาตรี 4 ปี ปัจจุบันประเทศไทยมีหลักสูตรผลิตบุคลากรด้านเวชระเบียน รวมทั้งสิ้น 4 หลักสูตร ประกอบด้วย หลักสูตรปริญญาตรี 3 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเวชระเบียน ของสถาบันพระบรมราชชนก และของมหาวิทยาลัยมหิดล และหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการเวชระเบียนและเวชสถิติโรงพยาบาล มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติและหลักสูตรต่ำกว่าปริญญาตรี 1 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาวิชาเวชระเบียน สถาบันพระบรมราชชนก บทความชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างองค์กร ระบบบริการสุขภาพ โรคอุบัติใหม่ และการปฏิวัติดิจิทัล ส่งผลต่อบทบาทและความคาดหวังต่อบุคลากรด้านเวชระเบียน ดังนั้น การพัฒนาหลักสูตรในอนาคตควรมุ่งเน้นการเสริมสร้างสมรรถนะด้านระบบงานเวชระเบียน ความรู้ด้านการแพทย์และสาธารณสุข การเบิกจ่ายค่าบริการทางการแพทย์ การให้รหัสทางการแพทย์ การบริหารจัดการข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ เพื่อให้ระบบงานเวชระเบียนมีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของหน่วยบริการสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> สิริอร บัวระพา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-31 2025-12-31 1 3 การเปรียบเทียบผลการตรวจวัดปริมาณ HbA1c โดยใช้หลอดเก็บเลือด Lithium Heparin กับ K3EDTA ด้วยเครื่องตรวจวิเคราะห์อัตโนมัติ HPLC Analyzer Premier Hb9210 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JMAS/article/view/3310 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความเป็นไปได้ในการใช้หลอดเก็บเลือดหลอดเดียวสำหรับการตรวจ HbA1c และ Glucose ในเครือข่ายการดูแลผู้ป่วยกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ของโรงพยาบาลสตูล เพื่อลดต้นทุนและความไม่สะดวกของผู้ป่วย ปัจจุบันใช้หลอดเก็บเลือด Lithium Heparin (LH) สำหรับตรวจ Glucose ส่วนหลอดเก็บเลือด K<sub>3</sub>EDTA สำหรับตรวจ HbA1c วิธีการศึกษาโดยเปรียบเทียบผลการตรวจ HbA1c จากหลอดเก็บเลือด LH และหลอดเก็บเลือด K<sub>3</sub>EDTA โดยใช้เครื่อง HPLC Analyzer Premier Hb9210 วิเคราะห์ตัวอย่างเลือดของผู้ป่วยเบาหวานที่เหลือจากงานประจำ จำนวน 400 ตัวอย่าง (ช่วงค่า HbA1c: 4.1 – 18.5%) ผลการศึกษาพบว่า ค่าผลการตรวจวัดปริมาณ HbA1c จากหลอดเก็บเลือด LH และหลอดเก็บเลือด K<sub>3</sub>EDTA มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> = 0.000) แต่พบค่าเฉลี่ยใกล้เคียงกัน (Mean = 7.66, S.D. = 2.17 และ Mean = 7.64, S.D. = 2.17 ตามลำดับ) การวิเคราะห์ Bland-Altman และความแตกต่างของค่า Allowable Total Error (ATE) (±8%) พบว่าค่าความแตกต่างอยู่ในช่วงเกณฑ์ที่กำหนดร้อยละ 99.5 การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วย Linear Regression พบว่ามีความสัมพันธ์กันสูง (r = 0.998) ผลการศึกษานี้ สรุปได้ว่าหลอดเก็บเลือด LH สามารถใช้แทนหลอดเก็บเลือด K<sub>3</sub>EDTA ในการตรวจ HbA1c ได้ ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวก ลดการเจาะเลือดซ้ำซ้อน และลดต้นทุนของโรงพยาบาล</p> วีระยุทธ บุปผามาศ พัฒนพงศ์ ชูส่งแสง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 1 3 การพัฒนารูปแบบการมอบหมายงาน PDCA งานห้องคลอด โรงพยาบาลไทรน้ไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JMAS/article/view/3573 <div> <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการมอบหมายงานที่เหมาะสมและสอดคล้องกับบริบท 2) ประเมินความพึงพอใจของผู้รับบริการหลังนำรูปแบบไปใช้ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยบุคลากรห้องคลอด จำนวน 12 คน และผู้รับบริการ จำนวน 39 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ การสัมภาษณ์เชิงลึก รูปแบบการมอบหมายงาน และแบบประเมินความพึงพอใจ ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน (IOC &gt; 0.5 ทุกข้อ) วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและเชิงปริมาณด้วยสถิติพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า การมอบหมายงานยังขาดระบบที่ชัดเจน ไม่มีการระบุหน้าที่และผู้รับผิดชอบแน่นอน ใช้วิธีสั่งงานในรูปแบบปากเปล่า ส่งผลให้เกิดความสับสน ซ้ำซ้อน ขาดความต่อเนื่องในการดูแล และลดความเชื่อมั่นในทีม พยาบาลส่วนใหญ่เสนอให้มีระบบที่ชัดเจน โดยใช้รูปแบบ PDCA กำหนดบทบาทรายบุคคล ผู้ป่วย หรือทีม พร้อมแต่งตั้งผู้ควบคุมงานในแต่ละเวร โดยมีการมอบหมายงานเป็นการพยาบาลเจ้าของไข้ เพื่อเพิ่มความต่อเนื่องและคุณภาพผลการประเมินระดับความพึงพอใจของผู้รับบริการต่อรูปแบบ PDCA ในภาพรวม พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุด (Mean = 4.88, S.D. = 0.10) โดยด้านการพยาบาลได้คะแนนสูงสุด (Mean = 4.95, S.D. = 0.03) รองลงมาคือ ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก (Mean = 4.93, S.D. = 0.03) และด้านประสิทธิภาพการดูแล(Mean = 4.92, S.D. = 0.04) ตามลำดับ ดังนั้น รูปแบบการมอบหมายงาน แบบ PDCA ที่มีระบบและมีความชัดเจนช่วยยกระดับคุณภาพการพยาบาลในห้องคลอดและสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ผู้รับบริการได้มากขึ้น</p> </div> อธิชญา มณีรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-31 2025-12-31 1 3 การบูรณาการการพยาบาลร่วมกับการนวดประคบสมุนไพรเพื่อส่งเสริมการไหลของน้ำนมในมารดาหลังคลอด โรงพยาบาลเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JMAS/article/view/3617 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการไหลของน้ำนมในมารดาหลังคลอด ระหว่างกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติกับกลุ่มทดลองได้รับการพยาบาลตามปกติร่วมกับการนวดประคบสมุนไพร ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพยาบาลและการดูแลมารดาหลังคลอดช่วยให้มารดาหลังคลอดมีน้ำนมไหลเพิ่มขึ้น การวิจัยเป็นแบบกึ่งทดลอง แบบ 2 กลุ่ม วัดก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ มารดาหลังคลอดที่พักฟื้นในหอผู้ป่วยใน โรงพยาบาลเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2567 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 คำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยโปรแกรม G*power กำหนดค่าความคลาดเคลื่อนที่ 0.05 และอำนาจการทดสอบที่ 0.95 ได้จำนวน 28 ราย แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ด้วยการจับฉลากคัดแยกกลุ่มอย่างง่าย แบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ คือ ให้คำแนะนำเกี่ยวกับเทคนิคในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ให้ความรู้ 6 ท่าอุ้มให้นมลูก ท่านวดเต้านมด้วยตนเอง และอาหารและสมุนไพรบำรุงน้ำนม และประเมินลักษณะหัวนมและเต้านมของมารดา การไหลของน้ำนม ประเมินสุขภาพ การดูดนม และภาวะลิ้นติดใน จำนวน 14 ราย กับกลุ่มทดลองที่ได้การพยาบาลตามปกติร่วมกับการนวดประคบสมุนไพรที่เต้านมข้างละ 15 นาที โดยแพทย์แผนไทยประยุกต์เป็นผู้ทำหัตถการ ภายใน 48 ชั่วโมงหลังคลอด จำนวน 14 ราย การวิจัยครั้งนี้วัดปริมาณน้ำนมด้วยการประเมินการไหลของน้ำนมแบ่งออกเป็น 2 ระดับคือ น้ำนมไหลน้อย (0-2 คะแนน) และน้ำนมไหลมาก (3-4 คะแนน) ผลการศึกษา เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างปริมาณการไหลของน้ำนม มารดาหลังคลอดกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติกับกลุ่มทดลองที่ได้รับการนวดประคบสมุนไพร พบว่า ภายใน 2 ชั่วโมงแรกรับ 8 ชั่วโมงและ 24 ชั่วโมงหลังคลอด มีปริมาณน้ำนมไม่แตกต่างกัน แต่กลุ่มทดลองที่ได้รับการนวดประคบสมุนไพร 48 ชั่วโมงหลังคลอด มีน้ำนมไหลเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (χ<sup>2</sup> =15.555,<em> p </em>&lt; 0.001). การวิจัยนี้สะท้อนให้เห็นว่าการนวดประคบสมุนไพรเป็นแนวทางที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในการดูแลมารดาหลังคลอดเพื่อกระตุ้นการไหลของน้ำนม สนับสนุนนโยบายการส่งเสริมการเลี้ยงทารกด้วยนมแม่ และเพิ่มศักยภาพการบริการสุขภาพผ่านการบูรณาการการแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนไทย</p> สุภลักษณ์ เนตรทิพวัลย์ สุวรรษา โพธิ์แพงพุ่ม รัตวรา วงษ์จิ๋ว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-31 2025-12-31 1 3 ผลของการนวดกระตุ้นเต้านมต่อการไหลของน้ำนมในหญิงหลังคลอด : การศึกษาย้อนหลัง https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JMAS/article/view/3991 <p>น้ำนมไม่ไหลหรือไหลน้อยเป็นปัญหาสำคัญในหญิงหลังคลอดที่ส่งผลต่อโภชนาการและภูมิคุ้มกันของทารก หญิงหลังคลอดจึงควรได้รับการกระตุ้นการไหลของน้ำนมอย่างถูกวิธีเพื่อให้มีน้ำนมเพียงพอ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบศึกษาย้อนหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการนวดกระตุ้นเต้านมต่อ (1) ความคัดตึงเต้านม (2) การไหลของน้ำนม และ (3) ความเจ็บปวดเต้านม ในหญิงหลังคลอดที่มารับบริการนวดเต้านมกระตุ้นน้ำนมหลังคลอดโดยแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช จังหวัดลพบุรี ระหว่างเดือนตุลาคม ถึง ธันวาคม พ.ศ. 2567 กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเจาะจงจากหญิงหลังคลอดที่มีข้อมูลการประเมินก่อนและหลังการนวดครบทั้ง 3 ด้าน ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 243 ราย จากประชากรทั้งหมดที่มารับบริการในช่วงเวลาดังกล่าว ข้อมูลที่รวบรวมประกอบด้วย อายุ สิทธิการรักษา ความคัดตึงเต้านม การไหลของน้ำนม และความเจ็บปวดเต้านม ซึ่งบันทึกอยู่ในระบบข้อมูลบริการหญิงหลังคลอดของโรงพยาบาล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างก่อนและหลังการนวดด้วยสถิติ paired t-test ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า หลังการนวดกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีค่าเฉลี่ยความคัดตึงเต้านมลดลงจาก 1.52 เป็น 1.12 (<em>p</em> &lt; 0.05) ซึ่งสะท้อนว่าการนวดสามารถลดความคัดตึงเต้านมได้ ด้านการไหลของน้ำนม พบว่าหลังการนวดหญิงหลังคลอดมีการไหลของน้ำนมที่ดีขึ้น โดยค่าเฉลี่ยเพิ่มจาก 2.00 เป็น 3.00 (<em>p</em> &lt; 0.05) ด้านความเจ็บปวดเต้านม หลังการนวดพบว่ากลุ่มตัวอย่างทั้งหมด (ร้อยละ 100) ไม่มีอาการเจ็บปวดเต้านม ค่าเฉลี่ยลดลงจาก 0.25 เหลือ 0.00 (<em>p</em> &lt; 0.05) สรุปได้ว่า การนวดกระตุ้นเต้านมโดยแพทย์แผนไทยมีประสิทธิผลในการลดความคัดตึงเต้านม เพิ่มการไหลของน้ำนม และลดความเจ็บปวดเต้านมในหญิงหลังคลอดได้ จึงเป็นวิธีการหนึ่งที่สามารถประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพในบริบทบริการสุขภาพหญิงหลังคลอด</p> สุชีรา ไพรี กัลย์จิรัตน์ อินทผลัญ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 1 3 บทบรรณาธิการ https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JMAS/article/view/4114 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วารสารเทคโนโลยีทางการแพทย์และสหเวชศาสตร์ (Journal of Medical Technology and Allied Health Sciences; JMAS) ฉบับนี้ เป็นฉบับประจำปีที่ 1 ฉบับที่ 3 ปี พ.ศ. 2568 เนื้อหาของบทความที่มีการเผยแพร่ มีเนื้อหาสาระที่เกี่ยวกับการวิจัยในระบบบริการสุขภาพ โดยบทความวิจัยประกอบด้วยงานวิจัยด้านการดูแลมารดาหลังคลอด ได้แก่ ผลของการนวดกระตุ้นเต้านมต่อการไหลของน้ำนมในหญิงหลังคลอด : การศึกษาย้อนหลัง และการบูรณาการการพยาบาลร่วมกับการนวดประคบสมุนไพรเพื่อส่งเสริมการไหลของน้ำนมในมารดาหลังคลอด โรงพยาบาลเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นอกจากนี้ยังมีการวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบการมอบหมายงาน PDCA งานห้องคลอด โรงพยาบาลไทรน้อย อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี รวมถึงการศึกษาเปรียบเทียบผลการตรวจวัดปริมาณ HbA1c โดยใช้หลอดเก็บเลือด Lithium Heparin กับ K3EDTA ด้วยเครื่องตรวจวิเคราะห์อัตโนมัติ HPLC Analyzer Premier Hb9210 และฉบับนี้ยังมีบทความวิชาการด้านเวชระเบียน ซึ่งเป็นวิชาชีพที่มีบทบาทสำคัญในระบบบริการสุขภาพ โดยเป็นบทความที่ศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาการจัดการศึกษาด้านเวชระเบียนในประเทศไทย ซึ่งมีข้อมูลที่น่าสนใจ สำหรับนักวิชาการและผู้สนใจทั่วไปได้ศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติม</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กองบรรณาธิการวารสารเทคโนโลยีทางการแพทย์และสหเวชศาสตร์ ขอขอบคุณผู้นิพนธ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ และที่ปรึกษาทุกท่าน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าวารสารฉบับนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่านทุกท่านที่สนใจ</p> Wannisa Raksamat ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-31 2025-12-31 1 3