วารสารเทคโนโลยีทางการแพทย์และสหเวชศาสตร์
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JMAS
<div style="background-color: #f0fdfa; border-left: 8px solid #0d9488; padding: 25px; margin-bottom: 25px; border-radius: 0 20px 20px 0; box-shadow: 4px 4px 15px rgba(0,0,0,0.05);"> <h2 style="color: #0d9488; margin: 0 0 12px 0; font-size: 1.8rem; font-weight: 600; letter-spacing: 0.5px;">นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์</h2> <p style="margin: 0; font-size: 1.15rem; font-weight: 300;">วารสารฯ มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความที่มีคุณภาพในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้านสุขภาพ นวัตกรรมสุขภาพ การแพทย์และสาธารณสุข และสาขาที่เกี่ยวข้อง โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ อาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัย ทั้งในและนอกสถาบัน</p> </div> <table style="width: 100%; border-collapse: separate; border-spacing: 10px; margin-bottom: 20px;"> <tbody> <tr> <td style="width: 50%; background: #ffffff; border: 1px solid #e2e8f0; padding: 20px; border-radius: 15px; text-align: center; vertical-align: top; box-shadow: 0 2px 5px rgba(0,0,0,0.02);"> <div style="font-size: 1.5rem; margin-bottom: 8px;">🔬</div> <strong style="color: #0f172a; display: block; margin-bottom: 8px; font-size: 1.1rem; font-weight: 500;">กระบวนการพิจารณา</strong> <p style="margin: 0; font-size: 0.95rem; font-weight: 300; color: #64748b;">ผู้ทรงคุณวุฒิ 2-3 ท่าน แบบ <strong>Double-blind review</strong></p> </td> <td style="width: 50%; background: #ffffff; border: 1px solid #e2e8f0; padding: 20px; border-radius: 15px; text-align: center; vertical-align: top; box-shadow: 0 2px 5px rgba(0,0,0,0.02);"> <div style="font-size: 1.5rem; margin-bottom: 8px;">📄</div> <strong style="color: #0f172a; display: block; margin-bottom: 8px; font-size: 1.1rem; font-weight: 500;">ประเภทของบทความ</strong> <p style="margin: 0; font-size: 0.95rem; font-weight: 300; color: #64748b;">บทความวิจัย และบทความวิชาการ</p> </td> </tr> <tr> <td style="width: 50%; background: #ffffff; border: 1px solid #e2e8f0; padding: 20px; border-radius: 15px; text-align: center; vertical-align: top; box-shadow: 0 2px 5px rgba(0,0,0,0.02);"> <div style="font-size: 1.5rem; margin-bottom: 8px;">🌐</div> <strong style="color: #0f172a; display: block; margin-bottom: 8px; font-size: 1.1rem; font-weight: 500;">ภาษาที่รับตีพิมพ์</strong> <p style="margin: 0; font-size: 0.95rem; font-weight: 300; color: #64748b;">ภาษาไทย และ ภาษาอังกฤษ</p> </td> <td style="width: 50%; background: #fff1f2; border: 1px solid #fecdd3; padding: 20px; border-radius: 15px; text-align: center; vertical-align: top; box-shadow: 0 2px 5px rgba(0,0,0,0.02);"> <div style="font-size: 1.5rem; margin-bottom: 8px;">💰</div> <strong style="color: #be123c; display: block; margin-bottom: 8px; font-size: 1.1rem; font-weight: 500;">ค่าธรรมเนียม</strong> <p style="margin: 0; font-size: 0.95rem; font-weight: 300; color: #be123c;">ไม่มีค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์*<br /><small>(ยกเว้นค่าธรรมเนียมปี 2568-2570)</small></p> </td> </tr> </tbody> </table> <div style="background: #1e293b; color: #ffffff; padding: 30px; border-radius: 20px; margin-bottom: 25px; text-align: center; box-shadow: 0 10px 20px rgba(0,0,0,0.1);"> <h3 style="color: #5eead4; margin-top: 0; font-size: 1.4rem; font-weight: 500; letter-spacing: 1px; margin-bottom: 20px;">📅 กำหนดการออกวารสาร</h3> <table style="width: 100%; border-top: 1px solid #475569;"> <tbody> <tr> <td style="padding: 20px 10px; width: 33%;"><strong style="color: #94a3b8; font-size: 0.9rem; display: block; margin-bottom: 5px; font-weight: 400; text-transform: uppercase;">Issue 1</strong> <span style="font-size: 1.05rem; font-weight: 300;">มกราคม – เมษายน</span></td> <td style="padding: 20px 10px; width: 33%; border-left: 1px solid #475569; border-right: 1px solid #475569;"><strong style="color: #94a3b8; font-size: 0.9rem; display: block; margin-bottom: 5px; font-weight: 400; text-transform: uppercase;">Issue 2</strong> <span style="font-size: 1.05rem; font-weight: 300;">พฤษภาคม - สิงหาคม</span></td> <td style="padding: 20px 10px; width: 33%;"><strong style="color: #94a3b8; font-size: 0.9rem; display: block; margin-bottom: 5px; font-weight: 400; text-transform: uppercase;">Issue 3</strong> <span style="font-size: 1.05rem; font-weight: 300;">กันยายน - ธันวาคม</span></td> </tr> </tbody> </table> </div> <div style="text-align: center; padding: 20px; border-top: 2px dashed #e2e8f0; margin-top: 10px;"> <p style="margin: 0; color: #64748b; font-size: 1rem;"><strong>เจ้าของวารสาร:</strong> <span style="font-weight: 300;">วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก</span></p> </div>
วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก (Kanchanabhishek Institute of Medical and Public Health Technology)
th-TH
วารสารเทคโนโลยีทางการแพทย์และสหเวชศาสตร์
3088-2206
-
ความรู้ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และพฤติกรรมสุขภาพในการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ตามหลัก 3อ.2ส. ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ตำบลวังศาลา อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JMAS/article/view/5105
<p>โรคไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญที่สัมพันธ์กับปัจจัยเสี่ยงด้านพฤติกรรมซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนได้ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เป็นกำลังสำคัญของระบบสุขภาพภาคประชาชนและควรมีทั้งความรู้ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสมเพื่อเป็นแบบอย่างแก่ชุมชน การวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความรู้ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และพฤติกรรมสุขภาพในการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังตามหลัก 3อ.2ส. และ 2) ศึกษาปัจจัยทำนายพฤติกรรมสุขภาพดังกล่าว ประชากรคือ อสม. ตำบลวังศาลา จำนวน 241 คน เชิญเข้าร่วมทั้งหมดและมีผู้ยินดีให้ข้อมูล 234 คน คิดเป็นร้อยละ 97.1 เครื่องมือเป็นแบบสอบถาม 4 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคล ความรู้เกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง 25 ข้อ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ 30 ข้อ และพฤติกรรมสุขภาพตามหลัก 3อ.2ส. 15 ข้อ ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน พบว่าทุกข้อมีค่า IOC มากกว่า .50 และแบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่น Cronbach’s alpha เท่ากับ .87 ข้อคำถามความรู้มีค่าความยากระหว่าง .20-.80 และค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ .20 ขึ้นไป วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการถดถอยเชิงเส้นพหุคูณที่ระดับนัยสำคัญ .05 ผลการวิจัยพบว่า ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 77.78 อายุ 45-59 ปี ร้อยละ 48.29 และปฏิบัติงาน อสม. มากกว่า 5 ปี ร้อยละ 76.92 คะแนนความรู้โดยรวมคิดเป็นร้อยละ 80.63 อยู่ในระดับสูง ความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับดี (M = 3.43, SD = 0.83) โดยด้านการตัดสินใจมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (M = 3.63, SD = 0.76) ขณะที่ด้านการจัดการตนเองมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด (M = 3.27, SD = 0.98) พฤติกรรมสุขภาพตามหลัก 3อ.2ส. โดยรวมอยู่ในระดับพอใช้ (M = 2.91, SD = 0.84) โดยด้านอาหารและการออกกำลังกายอยู่ในระดับพอใช้ ผลการถดถอยพบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพเป็นปัจจัยทำนายที่มีค่าสัมประสิทธิ์มาตรฐานสูงที่สุด (β = .373, p < .001) รองลงมาคือเพศ (β = .152, p = .011) และอายุ (β = .117, p = .049) โมเดลอธิบายความแปรปรวนของพฤติกรรมสุขภาพได้ร้อยละ 19.6 (R² = .196; Adjusted R² = .186) ผลการศึกษาชี้ว่าการพัฒนา อสม. ควรให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนความรู้และความรอบรู้ไปสู่การจัดการตนเองและการปฏิบัติที่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะด้านอาหารและการออกกำลังกาย เพื่อเสริมบทบาทการเป็นต้นแบบสุขภาพในชุมชน</p>
รัชฎา จิตติชัย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
2 2
e5105
e5105
-
สถานการณ์และความต้องการในการพัฒนารูปแบบการเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการ เด็กปฐมวัยที่มีพัฒนาการสงสัยล่าช้า โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบางขันหมาก อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JMAS/article/view/5102
<p>พัฒนาการเด็กปฐมวัยถือเป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้และส่งผลต่อคุณภาพชีวิต การคัดกรองและติดตามเด็กที่มีพัฒนาการสงสัยล่าช้าอย่างต่อเนื่องจึงมีความสำคัญต่อการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ ปัญหา และความต้องการในการพัฒนารูปแบบการเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยที่มีพัฒนาการสงสัยล่าช้าในพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบางขันหมาก อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูล จำนวน 9 คน คัดเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ครูปฐมวัยศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านและผู้ปกครองเด็กปฐมวัยที่มีพัฒนาการสงสัยล่าช้า ด้วยข้อคำถามปลายเปิด มีประเด็นหลัก ได้แก่ สถานการณ์การดำเนินงานในปัจจุบัน ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงาน และความต้องการในการพัฒนาการดำเนินงานเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยที่มีพัฒนาการสงสัยล่าช้า วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการศึกษาสังเคราะห์ได้ 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) ระบบเดิมมีฐานการคัดกรองตามช่วงอายุ โดยจัดทำรายชื่อกลุ่มเป้าหมาย แจ้งนัด และอาศัย อสม. เป็นกลไกสำคัญในการติดตาม รวมทั้งมีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กช่วยค้นหาและสังเกตพัฒนาการ 2) อุปสรรคสำคัญอยู่ที่ความรู้ การรับรู้ และการยอมรับของผู้ปกครองหรือผู้เลี้ยงดู โดยพบการไม่เข้าใจการใช้คู่มือ DSPM ไม่ยอมรับผลเมื่อเด็กคัดกรองไม่ผ่าน และขาดทักษะในการกระตุ้นพัฒนาการ 3) เกิดช่องว่างของความต่อเนื่องภายหลังการคัดกรอง โดยเฉพาะการไม่มาตรวจซ้ำภายใน 1 เดือนและการไม่ไปตามการส่งต่อ ทำให้เด็กบางรายเสียโอกาสได้รับการช่วยเหลือ และ 4) ผู้ให้ข้อมูลต้องการระบบติดตามเชิงรุกแบบเครือข่าย โดยเสนอทีม “แม่นม & Buddy” เชื่อมการทำงานของ รพ.สต. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อสม. และผู้ปกครอง ควบคู่กับการพัฒนาความรู้ผู้ปกครองและการสื่อสารผลคัดกรองระหว่างหน่วยงาน สรุปได้ว่าการพัฒนารูปแบบในระยะต่อไปควรเน้นระบบติดตามรายกรณีที่ต่อเนื่อง การเสริมศักยภาพผู้ดูแล และกลไกการประสานงานของภาคีเครือข่าย เพื่อให้เด็กที่มีพัฒนาการสงสัยล่าช้าได้รับการประเมินซ้ำ กระตุ้นพัฒนาการ และส่งต่ออย่างทันท่วงทีอสม. เป็นกลไกสำคัญในการติดตาม รวมทั้งมีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กช่วยค้นหาและสังเกตพัฒนาการ2) อุปสรรคสำคัญอยู่ที่ความรู้ ความตระหนัก และการยอมรับของผู้ปกครองหรือผู้เลี้ยงดู โดยพบการไม่เข้าใจการใช้คู่มือ DSPM ไม่ยอมรับผลเมื่อเด็กคัดกรองไม่ผ่าน และขาดทักษะในการกระตุ้นพัฒนาการ 3) เกิดช่องว่างของความต่อเนื่องภายหลังการคัดกรอง โดยเฉพาะการไม่มาตรวจซ้ำภายใน1 เดือนและการไม่ไปตามการส่งต่อ ทำให้เด็กบางรายเสียโอกาสได้รับการช่วยเหลือ และ 4) ผู้ให้ข้อมูลต้องการระบบติดตามเชิงรุกแบบเครือข่าย โดยเสนอทีม “แม่นม & Buddy” เชื่อมการทำงานของ รพ.สต. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อสม. และผู้ปกครอง ควบคู่กับการพัฒนาความรู้ผู้ปกครองและการสื่อสารผลคัดกรองระหว่างหน่วยงาน สรุปได้ว่าการพัฒนารูปแบบในระยะต่อไปควรเน้นระบบติดตามรายกรณีที่ต่อเนื่อง การเสริมศักยภาพผู้ดูแล และกลไกการประสานงานของภาคีเครือข่าย เพื่อให้เด็กที่มีพัฒนาการสงสัยล่าช้าได้รับการประเมินซ้ำ กระตุ้นพัฒนาการ และส่งต่ออย่างทันท่วงที</p>
เนตรนภา สอาดบัว
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
2 2
e5102
e5102
-
การพัฒนาสูตรเจลอัลตราซาวด์จากแป้งมันสำปะหลังเพื่อการเรียนการสอน สำหรับนักศึกษารังสีเทคนิค วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JMAS/article/view/5085
<p>มันสำปะหลัง (Cassava) เป็นพืชอาหารที่หาได้ง่ายในประเทศไทย มีราคาถูก มีอะไมโลสน้อยและอะไมโลเพกตินมาก จึงเกิดกระบวนการ retrogradations ต่ำ มีความโปร่งใส สามารถก่อเจลได้ง่ายที่อุณหภูมิต่ำ ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะนำมาพัฒนาสูตรตำรับและผลิตเป็นเจลอัลตราซาวด์เพื่อใช้ในการเรียนการสอนสำหรับนักศึกษาสาขาวิชารังสีเทคนิค การวิจัยคร้ังนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสูตรเจลอัลตราซาวด์ที่ทำจากแป้งมันสำปะหลังและเปรียบเทียบความพึงพอใจในการใช้เจลอัลตราซาวด์สูตรปกติและสูตรที่ทำจากแป้งมันสำปะหลัง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษารังสีเทคนิค จำนวน 60 คน เก็บข้อมูลโดยการพัฒนาเจลอัลตราซาวด์ที่ทำจากแป้งมันสำปะหลัง แล้วให้ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินคุณลักษณะของเจลอัลตราซาวด์ จากนั้นให้กลุ่มตัวอย่างทดลองใช้และประเมินความพึงพอใจหลังการใช้งานเจลอัลตราซาวด์ วิเคราะห์ระดับความพึงพอใจด้วยค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) แล้วนำไปประเมินเปรียบเทียบความพึงพอใจหลังการใช้เจลอัลตราซาวด์ที่ทำจากแป้งมันสำปะหลังกับเจลอัลตราซาวด์สูตรปกติโดยใช้สถิติ paired t-test ผลการศึกษาพบว่า เจลอัลตราซาวด์ที่ทำจากแป้งมันสำปะหลังมีลักษณะเป็นเจลใส หนืด เนื้อเจลเป็นเนื้อเดียวกัน มีฟองอากาศเล็กน้อย สามารถเกาะผิวหนังได้ดี การประเมินคุณลักษณะด้านปริมาณฟองอากาศในเนื้อเจล คุณภาพของภาพ ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) และความคงตัวในบางหัวข้อผ่าน แต่ในด้านความหนืดและความคงตัวในบางหัวข้อไม่ผ่าน นอกจากนี้ผลการประเมินความพึงพอใจของเจลอัลตราซาวด์ที่ทำจากแป้งมันสำปะหลังในภาพรวมมีค่าเฉลี่ย อยู่ในระดับมากที่สุด (Mean = 4.50) และผลการเปรียบเทียบความพึงพอใจหลังใช้เจลอัลตราซาวด์ที่ทำจากแป้งมันสำปะหลังกับเจลอัลตราซาวด์สูตรปกติพบว่า ความปลอดภัยของผิวหนังและลักษณะของกลิ่นไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ (<em>p > .05</em>) แต่ในด้านความยากง่ายในการทำความสะอาด มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ (<em>p ≤ .05</em>)</p>
ธีรรัตน์ สุกสิ
มูฮำหมัดฟาอิซ ดอนิ
สมพัน กลั่นดีมา
คณาพร ตันศรีประภาศิริ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
2 2
e5085
e5085
-
ผลของโปรแกรมส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิประโยชน์บริการฝากครรภ์ ของหญิงตั้งครรภ์ผู้ประกันตน โรงพยาบาลตรัง
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JMAS/article/view/4675
<p>การเข้าถึงสิทธิประโยชน์ด้านการฝากครรภ์อย่างถูกต้องและทันเวลาเป็นองค์ประกอบสำคัญของการดูแลหญิงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะผู้ประกันตนที่ต้องใช้ข้อมูลทั้งจากระบบบริการสุขภาพและกองทุนประกันสังคม การวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น (Pre-experimental research) นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบคะแนนการรับรู้การเข้าถึงบริการชุดสิทธิประโยชน์ ความรู้ความเข้าใจเรื่องสิทธิประโยชน์ และการรับรู้การนำสิทธิประโยชน์ไปใช้ของหญิงตั้งครรภ์ผู้ประกันตนที่มารับบริการฝากครรภ์ โรงพยาบาลตรัง ก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างจำนวน 50 คน เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 และ 39 คัดเลือกจากประชากรผู้รับบริการ 100 คนตามแนวทางการสุ่มอย่างมีระบบ โปรแกรมประกอบด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ 2 ครั้ง ครั้งละ 1 ชั่วโมง ได้แก่ การให้ความรู้เรื่องชุดสิทธิประโยชน์บริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคและสิทธิประโยชน์จากกองทุนประกันสังคม และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการนำสิทธิประโยชน์ไปใช้อย่างเหมาะสม เครื่องมือเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถาม 2 ตอน ครอบคลุมข้อมูลทั่วไปและผลลัพธ์ 3 ด้าน แบบสอบถามผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน มีค่า IOC ระหว่าง 0.67–1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.83 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ paired t-test ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อายุ 25–34 ปี ร้อยละ 62.00 เป็นลูกจ้างหน่วยงานเอกชน ร้อยละ 48.00 และเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ร้อยละ 92.00 ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรม คะแนนเฉลี่ยการรับรู้การเข้าถึงบริการชุดสิทธิประโยชน์เพิ่มจาก 2.82 (S.D. = 0.39) เป็น 2.98 (S.D. = 0.14) แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> = .004) และคะแนนความรู้ความเข้าใจเรื่องสิทธิประโยชน์เพิ่มจาก 5.32 (S.D. = 2.14) เป็น 9.02 (S.D. = 1.06) แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> < .001) ส่วนคะแนนการรับรู้การนำสิทธิประโยชน์ไปใช้เพิ่มจาก 2.70 (S.D. = 0.54) เป็น 2.82 (S.D. = 0.48) ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> = .293) ผลการศึกษาชี้ว่า ภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรม ผู้เข้าร่วมมีการรับรู้การเข้าถึงบริการและความรู้ความเข้าใจเรื่องสิทธิประโยชน์ดีขึ้น ขณะที่การนำสิทธิประโยชน์ไปใช้ยังไม่แสดงการเปลี่ยนแปลงทางสถิติ จึงควรพัฒนาโปรแกรมให้มีการติดตามและสนับสนุนการนำความรู้ไปใช้ในสถานการณ์จริงอย่างต่อเนื่อง</p>
วิกรณ์รัตน์ ศรีธมรัตน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
2 2
e4675
e4675
-
บทบรรณาธิการ
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JMAS/article/view/5121
<p> วารสารเทคโนโลยีทางการแพทย์และสหเวชศาสตร์ (Journal of Medical Technology and Allied Health Sciences; JMAS) ฉบับนี้ เป็นปีที่ 2 ฉบับที่ 2 ปี พ.ศ. 2569 นำเสนอผลงานวิชาการที่สะท้อนบทบาทขององค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ เทคโนโลยีทางการแพทย์ และสาธารณสุขในการตอบสนองต่อความต้องการของผู้เรียน ผู้รับบริการ และชุมชน ภายใต้บริบทของระบบสุขภาพที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง บทความในฉบับนี้มีความหลากหลายทั้งในด้านประเด็นศึกษาและระเบียบวิธีวิจัย แต่มีจุดร่วมสำคัญ คือ การสร้างองค์ความรู้ที่สามารถเชื่อมโยงไปสู่การใช้ประโยชน์ในทางปฏิบัติ ทั้งในระดับบุคคล สถาบันการศึกษา หน่วยบริการสุขภาพ และชุมชน</p> <p> ในมิติของ นวัตกรรมและการพัฒนาการเรียนการสอนด้านวิชาชีพสุขภาพ มีการนำทรัพยากรที่หาได้ในประเทศมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาสูตรเจลอัลตราซาวด์จากแป้งมันสำปะหลังสำหรับนักศึกษารังสีเทคนิค ซึ่งสะท้อนแนวคิดของการพัฒนานวัตกรรมอย่างสร้างสรรค์โดยคำนึงถึงทั้งคุณสมบัติในการใช้งานความเหมาะสมต่อการเรียนรู้ และความเป็นไปได้ในการนำไปใช้จริง ขณะเดียวกัน บทความด้าน การเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย ชี้ให้เห็นว่า การดูแลสุขภาพที่มีประสิทธิภาพมิได้ขึ้นอยู่กับเครื่องมือหรือแนวทางมาตรฐานเพียงอย่างเดียว หากยังต้องอาศัยความต่อเนื่องของระบบติดตาม การเสริมศักยภาพของผู้ปกครอง และความร่วมมือระหว่างหน่วยบริการสุขภาพ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อาสาสมัครสาธารณสุข และครอบครัว เพื่อให้เด็กที่มีพัฒนาการสงสัยล่าช้าได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม<br />และทันท่วงที</p> <p> อีกประเด็นสำคัญที่ปรากฏในวารสารฉบับนี้ คือ ความรอบรู้ด้านสุขภาพและการเปลี่ยนองค์ความรู้ไปสู่การปฏิบัติ งานวิจัยในอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านแสดงให้เห็นว่า แม้บุคคลจะมีความรู้และความรอบรู้ด้านสุขภาพในระดับที่ดี แต่การนำความรู้ไปสู่พฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสมและสม่ำเสมอยังคงเป็นประเด็นที่ต้องได้รับการพัฒนา โดยเฉพาะพฤติกรรมด้านอาหารและการออกกำลังกาย ข้อค้นพบดังกล่าวสะท้อนให้เห็นความสำคัญของการออกแบบกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพที่ไม่เพียงมุ่งให้ความรู้ แต่ควรสนับสนุนให้บุคคลสามารถนำข้อมูลสุขภาพไปใช้ในการจัดการตนเองและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้จริง</p> <p> ในทำนองเดียวกัน การศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิประโยชน์บริการฝากครรภ์ของหญิงตั้งครรภ์ผู้ประกันตน แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ การสื่อสารข้อมูลสุขภาพและสิทธิประโยชน์ให้ประชาชนสามารถเข้าใจและนำไปใช้ได้อย่างเหมาะสม ผลการศึกษาที่พบว่าการรับรู้เกี่ยวกับการเข้าถึงบริการและความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้นภายหลังเข้าร่วมโปรแกรม ขณะที่การนำสิทธิประโยชน์ไปใช้ยังต้องได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนว่า การเข้าถึงข้อมูลเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ ส่วนเป้าหมายที่สำคัญยิ่งกว่าคือการทำให้ประชาชนสามารถเปลี่ยนข้อมูลและความเข้าใจนั้นไปสู่การตัดสินใจและการใช้บริการสุขภาพที่เหมาะสม</p> <p> เมื่อพิจารณาบทความทั้งหมดร่วมกัน จะเห็นได้ว่า การพัฒนาระบบสุขภาพในปัจจุบันจำเป็นต้องเชื่อมโยงองค์ความรู้ นวัตกรรม ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และความร่วมมือของภาคีเครือข่ายเข้าด้วยกันตั้งแต่การพัฒนานวัตกรรมสำหรับการผลิตบุคลากรสุขภาพ การสร้างความเข้มแข็งให้แก่บุคลากรและแกนนำสุขภาพในชุมชน การดูแลประชาชนอย่างต่อเนื่อง ไปจนถึงการสนับสนุนให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากระบบบริการสุขภาพได้อย่างเหมาะสม องค์ความรู้จากงานวิจัยจึงมีคุณค่าอย่างแท้จริงเมื่อสามารถนำไปต่อยอดสู่การปฏิบัติและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพของประชาชน</p> <p> กองบรรณาธิการวารสารเทคโนโลยีทางการแพทย์และสหเวชศาสตร์ ขอขอบคุณผู้นิพนธ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ปรึกษาวารสาร ตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่านที่ร่วมกันสนับสนุนกระบวนการพิจารณาและพัฒนาคุณภาพของบทความด้วยความมุ่งมั่นทางวิชาการ กองบรรณาธิการหวังเป็นอย่างยิ่งว่าองค์ความรู้ที่เผยแพร่ในวารสารฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อบุคลากรด้านสุขภาพ นักวิชาการ นักวิจัย นักศึกษา และผู้สนใจ สามารถนำไปใช้เป็นฐานในการพัฒนางานวิจัย การจัดการเรียนการสอน การบริการสุขภาพ และการพัฒนาสุขภาวะของประชาชน อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างระบบสุขภาพที่มีคุณภาพและยั่งยืนต่อไป</p>
วันนิศา รักษามาตย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
2 2