วารสารเทคโนโลยีทางการแพทย์และสหเวชศาสตร์
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JMAS
<div style="background-color: #f0fdfa; border-left: 8px solid #0d9488; padding: 25px; margin-bottom: 25px; border-radius: 0 20px 20px 0; box-shadow: 4px 4px 15px rgba(0,0,0,0.05);"> <h2 style="color: #0d9488; margin: 0 0 12px 0; font-size: 1.8rem; font-weight: 600; letter-spacing: 0.5px;">นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์</h2> <p style="margin: 0; font-size: 1.15rem; font-weight: 300;">วารสารฯ มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความที่มีคุณภาพในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้านสุขภาพ นวัตกรรมสุขภาพ การแพทย์และสาธารณสุข และสาขาที่เกี่ยวข้อง โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ อาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัย ทั้งในและนอกสถาบัน</p> </div> <table style="width: 100%; border-collapse: separate; border-spacing: 10px; margin-bottom: 20px;"> <tbody> <tr> <td style="width: 50%; background: #ffffff; border: 1px solid #e2e8f0; padding: 20px; border-radius: 15px; text-align: center; vertical-align: top; box-shadow: 0 2px 5px rgba(0,0,0,0.02);"> <div style="font-size: 1.5rem; margin-bottom: 8px;">🔬</div> <strong style="color: #0f172a; display: block; margin-bottom: 8px; font-size: 1.1rem; font-weight: 500;">กระบวนการพิจารณา</strong> <p style="margin: 0; font-size: 0.95rem; font-weight: 300; color: #64748b;">ผู้ทรงคุณวุฒิ 2-3 ท่าน แบบ <strong>Double-blind review</strong></p> </td> <td style="width: 50%; background: #ffffff; border: 1px solid #e2e8f0; padding: 20px; border-radius: 15px; text-align: center; vertical-align: top; box-shadow: 0 2px 5px rgba(0,0,0,0.02);"> <div style="font-size: 1.5rem; margin-bottom: 8px;">📄</div> <strong style="color: #0f172a; display: block; margin-bottom: 8px; font-size: 1.1rem; font-weight: 500;">ประเภทของบทความ</strong> <p style="margin: 0; font-size: 0.95rem; font-weight: 300; color: #64748b;">บทความวิจัย และบทความวิชาการ</p> </td> </tr> <tr> <td style="width: 50%; background: #ffffff; border: 1px solid #e2e8f0; padding: 20px; border-radius: 15px; text-align: center; vertical-align: top; box-shadow: 0 2px 5px rgba(0,0,0,0.02);"> <div style="font-size: 1.5rem; margin-bottom: 8px;">🌐</div> <strong style="color: #0f172a; display: block; margin-bottom: 8px; font-size: 1.1rem; font-weight: 500;">ภาษาที่รับตีพิมพ์</strong> <p style="margin: 0; font-size: 0.95rem; font-weight: 300; color: #64748b;">ภาษาไทย และ ภาษาอังกฤษ</p> </td> <td style="width: 50%; background: #fff1f2; border: 1px solid #fecdd3; padding: 20px; border-radius: 15px; text-align: center; vertical-align: top; box-shadow: 0 2px 5px rgba(0,0,0,0.02);"> <div style="font-size: 1.5rem; margin-bottom: 8px;">💰</div> <strong style="color: #be123c; display: block; margin-bottom: 8px; font-size: 1.1rem; font-weight: 500;">ค่าธรรมเนียม</strong> <p style="margin: 0; font-size: 0.95rem; font-weight: 300; color: #be123c;">ไม่มีค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์*<br /><small>(ยกเว้นค่าธรรมเนียมปี 2568-2570)</small></p> </td> </tr> </tbody> </table> <div style="background: #1e293b; color: #ffffff; padding: 30px; border-radius: 20px; margin-bottom: 25px; text-align: center; box-shadow: 0 10px 20px rgba(0,0,0,0.1);"> <h3 style="color: #5eead4; margin-top: 0; font-size: 1.4rem; font-weight: 500; letter-spacing: 1px; margin-bottom: 20px;">📅 กำหนดการออกวารสาร</h3> <table style="width: 100%; border-top: 1px solid #475569;"> <tbody> <tr> <td style="padding: 20px 10px; width: 33%;"><strong style="color: #94a3b8; font-size: 0.9rem; display: block; margin-bottom: 5px; font-weight: 400; text-transform: uppercase;">Issue 1</strong> <span style="font-size: 1.05rem; font-weight: 300;">มกราคม – เมษายน</span></td> <td style="padding: 20px 10px; width: 33%; border-left: 1px solid #475569; border-right: 1px solid #475569;"><strong style="color: #94a3b8; font-size: 0.9rem; display: block; margin-bottom: 5px; font-weight: 400; text-transform: uppercase;">Issue 2</strong> <span style="font-size: 1.05rem; font-weight: 300;">พฤษภาคม - สิงหาคม</span></td> <td style="padding: 20px 10px; width: 33%;"><strong style="color: #94a3b8; font-size: 0.9rem; display: block; margin-bottom: 5px; font-weight: 400; text-transform: uppercase;">Issue 3</strong> <span style="font-size: 1.05rem; font-weight: 300;">กันยายน - ธันวาคม</span></td> </tr> </tbody> </table> </div> <div style="text-align: center; padding: 20px; border-top: 2px dashed #e2e8f0; margin-top: 10px;"> <p style="margin: 0; color: #64748b; font-size: 1rem;"><strong>เจ้าของวารสาร:</strong> <span style="font-weight: 300;">วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก</span></p> </div>
วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก (Kanchanabhishek Institute of Medical and Public Health Technology)
th-TH
วารสารเทคโนโลยีทางการแพทย์และสหเวชศาสตร์
3088-2206
-
บทบรรณาธิการ
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JMAS/article/view/4638
<p> วารสารเทคโนโลยีทางการแพทย์และสหเวชศาสตร์ (Journal of Medical Technology and Allied Health Sciences; JMAS) ฉบับนี้ เป็นฉบับประจำปีที่ 2 ฉบับที่ 1 ปี พ.ศ. 2569 เนื้อหาของบทความที่มีการเผยแพร่ในฉบับนี้สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการขององค์ความรู้ด้านสุขภาพที่มีความหลากหลายและบูรณาการทั้งในเชิงวิชาการและการประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของระบบสุขภาพที่ต้องเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น มีบทความที่เผยแพร่ในฉบับนี้ครอบคลุมทั้งงานวิจัยและบทความวิชาการที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงาน โดยงานวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมด้านความปลอดภัยในการทำงานของพนักงานฝ่ายผลิตในสถานประกอบการ สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นของการส่งเสริมวัฒนธรรมความปลอดภัยในองค์กร ขณะที่งานวิจัยการพัฒนาสื่อจำลองจากโฟมยางพาราธรรมชาติสำหรับฝึกทักษะการฉีดยาของนิสิตพยาบาลแสดงให้เห็นถึงบทบาทของนวัตกรรมทางการศึกษาที่ช่วยยกระดับคุณภาพการเรียนรู้และลดความเสี่ยงต่อผู้ป่วย นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอบทความวิชาการเกี่ยวกับโรคแอนแทรกซ์ในมนุษย์ในประเทศไทย ซึ่งเป็นโรคที่มีความสำคัญในแง่ของการเฝ้าระวังและการป้องกันโรคติดต่ออุบัติใหม่และอุบัติซ้ำ ขณะที่บทความด้านทักษะการจัดการความขัดแย้งและการเจรจาต่อรอง ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของทักษะภาวะผู้นำในระบบสุขภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน</p> <p> กองบรรณาธิการวารสารเทคโนโลยีทางการแพทย์และสหเวชศาสตร์ ขอขอบคุณผู้นิพนธ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ และที่ปรึกษาทุกท่าน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน ที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพของวารสารให้ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าวารสารฉบับนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่านทุกท่านที่สนใจทั้งในด้านการเพิ่มพูนองค์ความรู้ การต่อยอดงานวิจัย และการประยุกต์ใช้ในวิชาชีพ อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพระบบสุขภาพในภาพรวมต่อไป</p>
วันนิศา รักษามาตย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
2 1
-
การพัฒนาสื่อจำลองจากโฟมยางพาราธรรมชาติสำหรับฝึกทักษะการฉีดยาของนิสิตพยาบาล
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JMAS/article/view/2937
<p>การพัฒนาทักษะการฉีดยาเป็นสมรรถนะสำคัญของนิสิตพยาบาล ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยสื่อจำลองที่มีความสมจริงและเหมาะสมต่อการฝึกปฏิบัติ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหาและความต้องการสื่อฝึกทักษะการฉีดยา 2) พัฒนาสื่อจำลองจากโฟมยางพาราธรรมชาติ 3) เปรียบเทียบทักษะการฉีดยาก่อนและหลังการใช้สื่อจำลองจากโฟมยางพาราธรรมชาติ และ 4) ประเมินความพึงพอใจต่อการใช้สื่อจำลองจากโฟมยางพาราธรรมชาติ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย อาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนิสิตพยาบาล โดยแบ่งเป็นกลุ่มสนทนากลุ่ม 10 คน และกลุ่มทดลองใช้สื่อจำลองจากโฟมยางพาราธรรมชาติ 45 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ สื่อจำลองที่พัฒนาขึ้น แบบประเมินคุณภาพสื่อ แบบประเมินทักษะการฉีดยา และแบบประเมินความพึงพอใจที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ Paired Samples t-test ผลการวิจัยพบว่า ที่ผ่านมาการจัดการเรียนการสอนภาคปฏิบัติรายวิชาการปฏิบัติการพยาบาลยังมีข้อจำกัดหลายประการความต้องการสื่อสามารถสรุปเป็นกรอบ REAL:L ได้แก่ ใช้ซ้ำได้ ใช้งานง่าย ราคาจับต้องได้ ทนทาน และมีความสมจริง สื่อจำลองที่พัฒนามีลักษณะใกล้เคียงผิวมนุษย์ มีความยืดหยุ่น ให้ความรู้สึกนุ่มเหมือนสัมผัสผิวหนัง คุณภาพโดยรวมอยู่ในระดับดีมาก (M = 4.59, S.D. = 0.51) ทักษะการฉีดยาหลังการใช้สื่อจำลองจากโฟมยางพาราธรรมชาติ (M = 4.38, S.D. = 0.61) สูงกว่าก่อนใช้ (M = 4.20, S.D. = 0.63) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> < 0.001) และความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับดี สื่อจำลองนี้จึงสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาทักษะการฉีดยาและเสริมสร้างความมั่นใจของนิสิตพยาบาลในการปฏิบัติงานจริงได้</p>
นันทภัทร์ เฉลียวศักดิ์
พนิตา สุมานะตระกูล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
2 1
-
ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมด้านความปลอดภัยในการทำงานของพนักงานฝ่ายผลิตในสถานประกอบการเอกชน จังหวัดมุกดาหาร
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JMAS/article/view/4221
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรู้ ทัศนคติ พฤติกรรมด้านความปลอดภัยในการทำงาน และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยระดับความรู้ ทัศนคติ พฤติกรรมด้านความปลอดภัยในการทำงานของพนักงานฝ่ายผลิตในสถานประกอบการเอกชน จังหวัดมุกดาหาร กลุ่มตัวอย่างคือพนักงานฝ่ายผลิตจำนวน 100 คน ซึ่งได้มาจากการคำนวณตามสูตร การประมาณค่าสัดส่วนของประชากรจำกัดของ Daniel (1995) เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามประกอบด้วย 4 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมด้านความปลอดภัย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน โดยมีกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (ร้อยละ 80.00) อายุระหว่าง 31–40 ปี (ร้อยละ 57.00) และเคยได้รับอุบัติเหตุจากการทำงานที่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บหรือความเสียหายต่อร่างกายเท่านั้นและไม่รวมเหตุการณ์เกือบเกิดอุบัติเหตุ (ร้อยละ 91.00) ผลการศึกษาพบว่า โดยภาพรวมพนักงานมีความรู้ด้านความปลอดภัยอยู่ในระดับมาก (ร้อยละ 91.10) มีทัศนคติด้านความปลอดภัยในระดับดีมาก (Mean = 4.64) และมีพฤติกรรมด้านความปลอดภัยในระดับปฏิบัติทุกครั้ง (Mean = 4.59) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า ระดับความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมด้านความปลอดภัยมีความสัมพันธ์กันในทิศทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> < 0.001) โดยความสัมพันธ์ที่มีค่าสูงสุดคือความสัมพันธ์ระหว่างความรู้และทัศนคติ (r = 0.628) รองลงมาคือทัศนคติกับพฤติกรรม <br />(r = 0.578) และความรู้กับพฤติกรรม (r = 0.514) ตามลำดับ ผลการวิจัยนี้สนับสนุนว่า การส่งเสริมความรู้และทัศนคติที่ดีอาจช่วยสนับสนุนพฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัยมากขึ้น</p>
ศิริมาภรณ์ จงใจสิทธิ์
พนิตตา ผลดี
วิภาวี สีน้อย
ฐิติมา พลบุบผา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-28
2026-04-28
2 1
-
โรคแอนแทรกซ์ในมนุษย์ในประเทศไทย : พยาธิกำเนิด การแพร่กระจาย การรักษา และการป้องกัน
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JMAS/article/view/3843
<p>โรคแอนแทรกซ์เป็นโรคติดเชื้อเฉียบพลันที่เกิดจากเชื้อ <em>Bacillus anthracis</em> แม้ว่าการให้ยาปฏิชีวนะหลังสัมผัสเชื้อโรคตามแนวปฏิบัติ Post-Exposure Prophylaxis (PEP) และการให้วัคซีนจะมีประสิทธิภาพสูงในการยับยั้งการแพร่กระจายของโรค แต่การเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องยังคงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากสปอร์ของเชื้อแอนแทรกซ์มีความทนทานและอยู่ในสิ่งแวดล้อมหรือสัตว์รังโรคได้เป็นเวลายาวนาน ซึ่งเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดซ้ำ อย่างไรก็ตามเอกสารทางวิชาการเกี่ยวกับโรคแอนแทรกซ์ในมนุษย์ของประเทศไทยยังมีอยู่อย่างจำกัด บทความวิชาการฉบับนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์รายงานและทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับการระบาดของโรคแอนแทรกซ์ในมนุษย์ในประเทศไทย เพื่อให้ได้ภาพรวมองค์ความรู้ที่ครอบคลุม ผ่านการสืบค้นข้อมูลจากฐานข้อมูล PubMed และ ThaiJO โดยใช้คำสำคัญ ได้แก่ Anthrax, Thailand, Epidemiology, Diagnosis, Treatment และ Therapy ผลการศึกษาพบว่า การระบาดของโรคแอนแทรกซ์ในประเทศไทยเกิดขึ้นส่วนใหญ่ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีพรมแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว และเมียนมา เป็นต้น แม้ว่าการพึ่งพาการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะทำให้หน่วยงานสาธารณสุข สามารถจำกัดการแพร่กระจายของโรคได้ แต่ความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับโรคและแบบแผนทางระบาดวิทยาเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการพัฒนากลยุทธ์ควบคุมและป้องกันโรคที่มีประสิทธิภาพ รวมไปถึงการรักษาและวัคซีนแบบมุ่งเป้าหมายที่ออกแบบให้เหมาะสมกับบริบทของเชื้อ <em>B. anthracis </em>ในประเทศไทย</p>
กวิสรา อยู่ยงวัฒนา
วุฒิกร วัชรพิมลพรรณ
ภานุกิจ กันหาจันทร์
นิธิศ สมานทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-28
2026-04-28
2 1
-
ทักษะการจัดการความขัดแย้งและทักษะการเจรจาต่อรอง : การพัฒนาอย่างยั่งยืน สำหรับภาวะผู้นำในระบบสุขภาพ
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JMAS/article/view/3927
<p>ระบบสุขภาพในยุคปัจจุบันมีความซับซ้อนและมีความหลากหลาย ทั้งผู้กำหนดนโยบาย ผู้ให้บริการสุขภาพ ผู้รับบริการ ชุมชน และภาคประชาคม ที่มีความแตกต่างทั้งด้านผลประโยชน์และมุมมองที่มีความหลากหลายย่อมก่อให้เกิดความขัดแย้ง ซึ่งหากไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพ ประสิทธิภาพ และความยั่งยืนของระบบสุขภาพ ภาวะผู้นำจึงมีบทบาทสำคัญในการจัดการความขัดแย้งและการเจรจาต่อรอง เพื่อสร้างสมดุลและความร่วมมือในระบบสุขภาพ ดังนั้นการมีความรู้หรือองค์ความรู้ของภาวะผู้นำจึงสำคัญ เพื่อใช้เป็นบทเรียนและพัฒนาทักษะได้เหมาะสมในทุกๆ สถานการณ์ บทความนี้มุ่งเน้นความรู้ เกี่ยวกับการจัดการความขัดแย้งและการเจรจาต่อรองสำหรับภาวะผู้นำในระบบสุขภาพ และนำมาใช้เป็นแนวทางการจัดการความขัดแย้งและการเจรจาต่อรองในระบบสุขภาพ พร้อมทั้งตัวอย่างการจัดการความขัดแย้งและการเจรจาต่อรอง ซึ่งเป็นบทเรียนที่ภาวะผู้นำต้องเรียนรู้จากประสบการณ์และสถานการณ์ต่างๆ ในการพัฒนาทักษะการจัดการความขัดแย้งและการเจรจาต่อรองของภาวะผู้นำในระบบสุขภาพ โดยนำมาวิเคราะห์และจัดการอย่างเป็นระบบ เพื่อเปลี่ยนเป็นโอกาสในการพัฒนาองค์กรและยกระดับระบบสุขภาพให้มีความยั่งยืน</p>
กชมล นีติโสภณ
พรรณี บัญชรหัตถกิจ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-29
2026-04-29
2 1