https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JODPCIH/issue/feed วารสารป้องกันควบคุมโรคและศาสตร์สุขภาพบูรณาการ 2026-08-29T11:08:23+07:00 ดร. สุรชาติ โกยดุลย์ Researchkmodpc11@gmail.com Open Journal Systems <p><strong> วารสารป้องกันควบคุมโรคและศาสตร์สุขภาพบูรณาการ มีนโยบายรับตีพิมพ์เผยแพร่บทความคุณภาพทางด้านการป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพ การแพทย์และสาธารณสุข และศาสตร์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัย และผลงานวิชาการด้านการป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพ รวมถึงด้านการแพทย์ สาธารณสุข และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องของนักวิจัย นวัตกร และผู้สนใจจากทั้งในและนอกหน่วยงาน รับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ตีพิมพ์เผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ</strong></p> <p class=""><strong>ฉบับที่ </strong><strong>1</strong><strong> :</strong><strong> มกราคม</strong><strong> – </strong><strong>เมษายน </strong></p> <p class=""><strong>ฉบับที่ </strong><strong>2</strong><strong> :</strong> <strong>พฤษภาคม</strong><strong> – </strong><strong>สิงหาคม </strong></p> <p class=""><strong>ฉบับที่ </strong><strong>3 :</strong> <strong>กันยายน</strong><strong> – </strong><strong>ธันวาคม </strong></p> https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JODPCIH/article/view/5009 โรคเมลิออยโดสิสในพื้นที่เกิดโรคประปราย จังหวัดพังงา ปี พ.ศ. 2555-2569: ระบาดวิทยาและการดูแลผู้ป่วยที่มีอาการแทรกซ้อนที่พบไม่บ่อย 2026-08-03T11:50:14+07:00 วุฒิ วิโนทัย winwut@yahoo.com จิรารุรัตน์ เพาะปลูก winwut@yahoo.com สุรชาติ โกยดุลย์ winwut@yahoo.com <p>การศึกษาย้อนหลังเชิงพรรณนาร่วมกับรายงานผู้ป่วยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระบาดวิทยา ลักษณะทางคลินิก ผลทางห้องปฏิบัติการ โรคประจำตัว และสรุปการวินิจฉัยรวมถึงการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคเมลิออยโดสิสที่มีอาการแทรกซ้อนที่พบไม่บ่อยในพื้นที่เกิดโรคประปราย กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาเป็นผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยยืนยันโรคเมลิออยโดสิสและเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลตะกั่วป่า จังหวัดพังงา จำนวน 42 ราย</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป ระยะเวลาเริ่มป่วยจนถึงโรงพยาบาลเฉลี่ย 7.69 วัน ผู้ป่วยทุกรายได้รับการรักษาเป็นผู้ป่วยใน และเป็นชนิดเฉียบพลัน ด้านอาการทางคลินิกที่พบมากที่สุดคือ ไข้ ฝีหนอง ปอดบวม และดีซ่าน ขณะที่ผู้ป่วยร้อยละ 71.4 มีโรคประจำตัว โดยพบความดันโลหิตสูงมากที่สุด ร้อยละ 40.5 รองลงมาคือเบาหวาน ร้อยละ 31.0 และไตวายเรื้อรัง ร้อยละ 16.7 สำหรับผลตรวจทางห้องปฏิบัติการพบ Neutrophil ผิดปกติ ร้อยละ 89.7, Eosinophil และ Lymphocyte ผิดปกติร้อยละ 86.2, Sodium และ Chloride ผิดปกติร้อยละ 82.8 และ Albumin ผิดปกติร้อยละ 79.3 สำหรับกรณีศึกษาภาวะแทรกซ้อนที่ไม่พบบ่อย รายที่ 1 เป็น Disseminated Melioidosis ในผู้ป่วย Hemoglobin H disease เกิดฝีในตับและม้ามร่วมกับภาวะเลือดออกหลังหัตถการระบายหนอง ซึ่งควบคุมได้ด้วยการทำ Transcatheter Arterial Embolization ร่วมกับการให้ FFP เพื่อป้องกัน Dilutional Coagulopathy ส่วนรายที่ 2 เป็น Melioidosis ที่มีฝีที่หนังศีรษะ(Scalp abscess) ร่วมกับ Septic Shock และ Acute Perimyocarditis ซึ่งนำไปสู่การเกิด Pulseless VT และเสียชีวิต</p> <p>ผลการวิจัยนี้จึงช่วยเพิ่มความตระหนักและยกระดับความเข้าใจแก่แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่ที่เกิดโรคประปราย โดยเฉพาะการเฝ้าระวังผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงหรือมีโรคร่วม การวินิจฉัยภาวะแทรกซ้อนทางระบบหัวใจและหลอดเลือดหรือภาวะเลือดออกผิดปกติอย่างรวดเร็ว รวมถึงการบริหารจัดการยารักษาและหัตถการอย่างครอบคลุม เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วย</p> <p> </p> 2026-08-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 11 จังหวัดนครศรีธรรมราช https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JODPCIH/article/view/4762 ผลของโปรแกรมการให้คำปรึกษาแบบสั้นโดยใช้สติเป็นพื้นฐานต่อพฤติกรรมการจัดการตนเอง และผลลัพธ์ทางคลินิกในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรงพยาบาลลานสกา 2026-06-29T08:45:46+07:00 กฤษณ์ เพชรสำรวล kritpetsumraul@gmail.com <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการให้คำปรึกษาแบบสั้นโดยใช้สติเป็นพื้นฐานในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เข้ารับการรักษา ณ คลินิกโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD Clinic) โรงพยาบาลลานสกา ที่มีระดับ HbA1c ตั้งแต่ร้อยละ 7.0 ขึ้นไป จำนวน 70 ราย แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 35 ราย โดยวิธีสุ่มอย่างง่ายโดยการจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบประเมินสติศรีธัญญา แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวาน และแบบบันทึกผลทางคลินิก กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ ซึ่งประกอบด้วยการฝึกปฏิบัติสติพื้นฐาน การให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ และการใช้สมุดบันทึกสุขภาพใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Paired t-test และ Independent t-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยระดับสติ (43.5 ± 3.2) และพฤติกรรมการจัดการตนเอง (55.1 ± 5.1) สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p-</em>value &lt; 0.01) นอกจากนี้ ระดับ HbA1c เฉลี่ยของกลุ่มทดลองลดลงจากร้อยละ 8.3 เหลือ 7.2 ซึ่งต่ำกว่ากลุ่มควบคุมคิดเป็นร้อยละ 8.0 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p-</em>value &lt; 0.01)</p> <p>ดังนั้นโปรแกรมการให้คำปรึกษาแบบสั้นโดยใช้สติเป็นพื้นฐาน มีประสิทธิผลอย่างเป็นรูปธรรมในการส่งเสริมพฤติกรรมการจัดการตนเองและควบคุมระดับน้ำตาลสะสมในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2</p> 2026-08-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 11 จังหวัดนครศรีธรรมราช https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JODPCIH/article/view/4427 การพัฒนารูปแบบการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกในพื้นที่รับผิดชอบ โรงพยาบาลกะปงชัยพัฒน์ จังหวัดพังงา 2026-07-08T09:57:32+07:00 ปรียาภรณ์ บุญชู bunpreeya@gmail.com <p>การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบ สร้างรูปแบบ ทดลองใช้ และประเมินผลรูปแบบการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกในพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลกะปงชัยพัฒน์ โดยดำเนินการพัฒนารูปแบบการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก 4 ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสภาพปัญหา วิเคราะห์ปัญหาและความต้องการพัฒนา ขั้นตอนที่ 2 สร้างรูปแบบการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก ขั้นตอนที่ 3 ทดลองใช้รูปแบบการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก และขั้นตอนที่ 4 ประเมินผลรูปแบบการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม และการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา และใช้สถิติ Paired t-test สำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา </p> <p>ผลการศึกษาพบว่า การพัฒนารูปแบบการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกในพื้นที่รับผิดชอบโรงพยาบาลกะปงชัยพัฒน์ จำนวน 6 ด้าน ได้แก่ 1) กิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้เชิงปฏิสัมพันธ์ 2) การพัฒนา Check-list 5 จุดเสี่ยง ครัวเรือนต้นแบบ รณรงค์ เคาะประตูบ้าน ตรวจน้ำ คว่ำขัน ทุกเช้าวันอาทิตย์ 3) กำหนดวันรักษ์บ้าน รณรงค์ ทำความสะอาดพร้อมกันทุกเดือน 4) การสนับสนุนการใช้วัสดุธรรมชาติ5) ทีมหมู่บ้านปลอดยุง แจ้งเตือนจุดเสี่ยง Google Form ผ่าน Dashboard 6) มาตรการเฉพาะฤดูกาล Big Cleaning Day ก่อนฤดูผลไม้ การประเมินผลการใช้รูปแบบพบว่า ค่าร้อยละเฉลี่ยหลังการทดลองใช้รูปแบบสูงกว่าก่อนการทดลองใช้รูปแบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = -12.196, <em>p</em>-value &lt; 0.01) ค่าดัชนีลูกน้ำยุงลาย HI, CI, BI ลดลงอยู่ในระดับเสี่ยงต่ำ ผลการประเมินความพึงพอใจของประชาชนโดยรวมทุกด้านในระดับมากที่สุด (x̄= 4.54, S.D. = 0.57) ดังนั้นการเฝ้าระวังโรคไข้เลือดออกควรเฝ้าระวังพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้เลือดออกอย่างต่อเนื่อง และครอบคลุมทุกพื้นที่</p> 2026-08-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 11 จังหวัดนครศรีธรรมราช https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JODPCIH/article/view/4278 ความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับผลลัพธ์การรักษาโรคปอดบวม ในโรงพยาบาลเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ 2026-03-16T11:45:10+07:00 วิรยุทธ สนธิเมือง wirayutson@gmail.com <p>การศึกษาเชิงพรรณนาแบบย้อนหลังนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกโรคปอดบวม ผลลัพธ์การรักษา และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับผลลัพธ์การรักษาของผู้ป่วยโรคปอดบวมที่รักษาตัวในโรงพยาบาลเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ เก็บรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ป่วยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 ถึง31 ธันวาคม 2567 โดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย จำนวน 296 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ประกอบด้วย จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าต่ำสุด ค่าสูงสุด และสถิติเชิงอนุมาน ประกอบด้วย Chi-square Test และ Fisher’s Exact Test</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศชายร้อยละ 56.8 ความชุกของโรคปอดบวมที่นอนรักษาตัวในโรงพยาบาล 204.2 ต่อแสนประชากร ด้านผลลัพธ์การรักษา ผู้ป่วยเกิดผลลัพธ์ไม่พึงประสงค์ โดยต้องส่งต่อไปยังโรงพยาบาลระดับสูงกว่าร้อยละ 3.0 และเสียชีวิตร้อยละ 0.7 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับผลลัพธ์การรักษาโรคปอดบวมในโรงพยาบาลเกาะลันตา ได้แก่ โรคประจำตัว ระยะเวลานอนรักษาตัวในโรงพยาบาล การใช้ออกซิเจน และความอิ่มตัวของออกซิเจนต่ำ จากการศึกษาแสดงให้เห็นว่าปัจจัยดังกล่าวทำให้เกิดผลลัพธ์การรักษาที่ไม่พึงประสงค์สูงกว่า สะท้อนถึงความสำคัญของการประเมินความรุนแรงของโรคและเฝ้าระวังผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง เพื่อการดูแลรักษาและการส่งต่อที่เหมาะสมในโรงพยาบาลชุมชน</p> 2026-08-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 11 จังหวัดนครศรีธรรมราช https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JODPCIH/article/view/4578 ผลของโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลตนเองโดยการสนทนาแบบสร้างแรงจูงใจ ต่อความรู้ การรับรู้ และพฤติกรรมการดูแลตนเอง ในกลุ่มผู้ที่มีภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบางกุ้ง จังหวัดสุราษฎร์ธานี 2026-05-12T10:45:30+07:00 ชมัยพร นาคเพชร chamipornnak17@gmail.com <p>การศึกษาผลของโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลตนเองโดยการสนทนาแบบสร้างแรงจูงใจ ต่อความรู้ การรับรู้ และพฤติกรรมการดูแลตนเอง ในกลุ่มผู้ที่มีภาวะไขมันในเลือดผิดปกติเป็นการวิจัยแบบทดลองเบื้องต้น กลุ่มเดียวเปรียบเทียบก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้โปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลตนเองโดยการสนทนาแบบสร้างแรงจูงใจในกลุ่มประชาชนอายุ 45 - 70 ปี ที่เข้ารับการตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบางกุ้ง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ระหว่างเดือนมกราคม - พฤษภาคม 2567 คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 53 คน โดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลสุขภาพ พฤติกรรมด้านการบริโภคอาหาร พฤติกรรมด้านการออกกำลังกายและการดูแลจิตใจ ตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน และมีค่าความเที่ยง (Cronbach’s alpha) เท่ากับ 0.84 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และสถิติอนุมานด้วยสถิติ Paired samples t-test</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ค่าเฉลี่ยของพฤติกรรมด้านการบริโภคอาหารที่ดีในภาพรวมเพิ่มขึ้น ก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.69 และ 4.05 ตามลำดับ ค่าเฉลี่ยของพฤติกรรมด้านการออกกำลังกายและการดูแลจิตใจก่อน (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.60) และหลัง (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.13) เข้าร่วมโปรแกรมเพิ่มขึ้น เมื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบระดับไขมันในเลือดพบว่า ค่าเฉลี่ยของไขมันในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>-value &lt; 0.01) ซึ่งก่อนเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่มตัวอย่างมีค่าระดับไขมันในเลือดสูง (160 - 189 mg/dL) ร้อยละ 20.75 และหลังเข้าร่วมโปรแกรมมีค่าระดับไขมันในเลือดดีขึ้น โดยมีค่าระดับไขมันในเลือดระดับสูงลดลงเหลือร้อยละ 7.55</p> <p>ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าการสนทนาแบบสร้างแรงจูงใจเป็นการสื่อสารสองทางที่ช่วยให้เกิดผลลัพธ์ทางการสื่อสารที่ดี เข้าถึงจิตใจของกลุ่มเป้าหมาย และเป็นการกระตุ้นให้เกิดการดูแลตนเอง สามารถตอบสนองต่อปัญหาทางด้านสุขภาพ ทั้งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการรักษาสุขภาพและป้องกันการเจ็บป่วยให้กับตัวเองและครอบครัว การเปลี่ยนแปลงความรู้และการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องจะช่วยให้สามารถมีชีวิตที่ยืนยาวและสุขภาพดีได้</p> 2026-08-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 11 จังหวัดนครศรีธรรมราช