วารสารป้องกันควบคุมโรคและศาสตร์สุขภาพบูรณาการ https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JODPCIH <p><strong>วารสารป้องกันควบคุมโรคและศาสตร์สุขภาพบูรณาการ</strong> <strong>ตีพิมพ์เผยแพร่บทความทางด้านการป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพ ทางการแพทย์และสาธารณสุข รับบทความเป็นภาษาไทยและเป็นภาษาอังกฤษ จัดพิมพ์ปีละ 3</strong><strong> ฉบับ</strong></p> <p><strong>ฉบับที่ </strong><strong>1</strong><strong> :</strong><strong> มกราคม</strong><strong> – </strong><strong>เมษายน </strong></p> <p><strong>ฉบับที่ </strong><strong>2</strong><strong> :</strong> <strong>พฤษภาคม</strong><strong> – </strong><strong>สิงหาคม </strong></p> <p><strong>ฉบับที่ </strong><strong>3 :</strong> <strong>กันยายน</strong><strong> – </strong><strong>ธันวาคม </strong></p> สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 11 จังหวัดนครศรีธรรมราช Office of Disease Prevention and Control Region 11 Nakhon Sri Thammarat th-TH วารสารป้องกันควบคุมโรคและศาสตร์สุขภาพบูรณาการ 3088-1102 <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 11 จังหวัดนครศรีธรรมราช (Office of Disease Prevention and Control Region 11 Nakhon Sri Thammarat)</p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 11 จังหวัดนครศรีธรรมราช และ บุคคลากรท่านอื่น ๆในสำนักงานฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p> <p><span class="fontstyle0">ห้ามนำข้อความทั้งหมด หรือบางส่วนไปพิมพ์ซ้ำ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากกองบรรณาธิการวารสาร</span></p> ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความรุนแรงของผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก อำเภอจุฬาภรณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JODPCIH/article/view/4060 <p>โรคไข้เลือดออกเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทยโดยเฉพาะในเขตพื้นที่เมือง การแพร่ระบาดและอัตราป่วยตายมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องแม้จะมีนวัตกรรมการป้องกันโรค การวิจัยแบบผลมาหาเหตุครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาลักษณะทั่วไปของผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก 2) เพื่อวิเคราะห์ลักษณะทางคลินิกของผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก 3) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเกิดความรุนแรงของผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก ดำเนินการศึกษาในผู้ป่วยยืนยันโรคไข้เลือดออก (รหัส 506) จำนวน 438 ราย ในช่วงปี พ.ศ. 2556–2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติถดถอยโลจิสติก (Binary และ Multiple Logistic Regression) เพื่อหาค่า Odds Ratio (OR) ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (ร้อยละ 53.9) กลุ่มอายุ 10–19 ปี (ร้อยละ 35.6) และส่วนใหญ่เป็นนักเรียน (ร้อยละ 62.8) อาการทางคลินิกที่พบมากที่สุดคือ ไข้ (ร้อยละ 95.9) รองลงมาคือ ไอ และปวดกล้ามเนื้อ ผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความรุนแรงของโรค พบว่าปัจจัยที่มีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ภาวะเกล็ดเลือดต่ำกว่า 100,000 cells/mm<sup>3</sup> (OR=194.63) ระยะเวลาเริ่มป่วยจนถึงโรงพยาบาลที่ล่าช้า (OR=118.39) การมีโรคประจำตัว (OR = 10.72), อาการปวดท้อง (OR = 4.62), เลือดออกตามร่างกาย (OR = 4.19) และภาวะโภชนาการเกินหรือ BMI ≥ 25 (OR = 1.70)</p> <p>ข้อสรุปที่สำคัญจากการวิจัยครั้งนี้คือ ความล่าช้าในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์และภาวะเกล็ดเลือดต่ำเป็นตัวพยากรณ์ความรุนแรงที่สำคัญที่สุด รวมถึงกลุ่มผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวและภาวะอ้วนมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคขั้นรุนแรง ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายคือควรนำปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ไปพัฒนาระบบคัดกรองผู้ป่วย (Triage System) ในสถานพยาบาลระดับปฐมภูมิเพื่อลดอัตราความรุนแรงและการเสียชีวิตในอนาคต</p> เชาวัฒน์ ขุนใหม่ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 11 จังหวัดนครศรีธรรมราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 1 3 88 110 ความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์กับการกลายพันธุ์ของยีน EGFR ในผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิด NSCLC ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JODPCIH/article/view/3892 <p>มะเร็งปอดชนิดไม่ใช่เซลล์เล็ก (NSCLC) เป็นมะเร็งที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงที่สุดทั่วโลก การกลายพันธุ์ยีน EGFR ได้ปฏิวัติการรักษาด้วย precision medicine ที่ช่วยปรับปรุงอายุขัยและคุณภาพชีวิตผู้ป่วยอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความชุกของการกลายพันธุ์ยีน EGFR จากการศึกษาเชิงวิเคราะห์ย้อนหลัง ในผู้ป่วย NSCLC ณ โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช และวิเคราะห์ปัจจัยทางคลินิกที่เกี่ยวข้อง การศึกษาเป็นแบบวิเคราะห์ย้อนหลังในผู้ป่วย NSCLC จำนวน 359 ราย ที่ได้รับการตรวจวิเคราะห์ยีน EGFR ด้วยระบบ Idylla ระหว่าง พ.ศ. 2565-2567 วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการกลายพันธุ์กับอายุ เพศ ชนิดทางพยาธิวิทยา และประเภทสิ่งส่งตรวจ ใช้สถิติ chi-square test, t-test และ binary logistic regression</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ความชุกการกลายพันธุ์ของยีน EGFR จำนวน 132 ราย (36.77%) ส่วนใหญ่เป็นชนิด Exon 19 deletion (55.30%) และ L858R point mutation (30.30%) ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการกลายพันธุ์ EGFR พบว่า เพศหญิงมีโอกาสเกิดการกลายพันธุ์มากกว่าเพศชาpประมาณ 3.18 เท่า (AOR = 3.182, 95% CI: 1.970–5.139) ผู้ป่วย adenocarcinoma มีอัตราการพบการกลายพันธุ์สูงกว่า squamous cell carcinoma อย่างมีนัยสำคัญ (<em>p</em> &lt; 0.001) ขณะที่อายุและประเภทสิ่งส่งตรวจไม่มีความสัมพันธ์กับการกลายพันธุ์ ข้อค้นพบนี้สนับสนุนความสำคัญของการตรวจคัดกรองยีน EGFR อย่างเป็นระบบในผู้ป่วย NSCLC ทุกราย เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาด้วย EGFR-TKI ที่มีประสิทธิภาพสูงและผลข้างเคียงน้อยกว่าเคมีบำบัดแบบดั้งเดิม</p> พัฒน์ระพี ทองเทพ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 11 จังหวัดนครศรีธรรมราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 1 3 111 128 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความวิตกกังวลของมารดาครรภ์แรกในระยะรอคลอด: การศึกษาแบบภาคตัดขวาง https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JODPCIH/article/view/3947 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความวิตกกังวลและปัจจัยที่สัมพันธ์ต่อความวิตกกังวลของมารดาครรภ์แรกในระยะรอคลอด กลุ่มตัวอย่างคือหญิงตั้งครรภ์ครรภ์แรก จำนวน 138 ราย ที่เข้ารับบริการในห้องรอคลอด ณ โรงพยาบาลหลังสวน จังหวัดชุมพร เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความวิตกกังวล แบบวัดความรู้เกี่ยวกับการคลอด แบบวัดทัศนคติต่อการคลอด แบบวัดความคาดหวังต่อการคลอด และแบบวัดการสนับสนุนทางสังคม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และ Pearson’s product correlation coefficient</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยความวิตกกังวลอยู่ที่ 42.75 (SD = 8.60) ซึ่งอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 53.60 และพบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับระดับความวิตกกังวลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับการคลอด (r = –0.343, p-value &lt; 0.001) ทัศนคติต่อการคลอด (r = –0.318, p-value &lt; 0.001) การสนับสนุนทางสังคม (r = –0.447, p-value &lt; 0.001) และความคาดหวังต่อการคลอด (r = –0.421, p-value &lt; 0.001)</p> <p>ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า มารดาครรภ์แรกมีความวิตกกังวลในระดับปานกลางถึงสูง และปัจจัยด้านความรู้เกี่ยวการคลอด ทัศนคติต่อการคลอด การสนับสนุนทางสังคม และความคาดหวังเกี่ยวกับการคลอดเป็นปัจจัยสำคัญที่สัมพันธ์กับระดับความวิตกกังวลอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นจึงมี ความจำเป็นต้องศึกษาปัจจัยเหล่านี้อย่างเป็นระบบ เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาแนวทางส่งเสริม สุขภาวะทางจิตใจของมารดาครรภ์แรกในระยะรอคลอด รวมทั้งควรจัดทำคู่มือให้ความรู้เพื่อลดความ วิตกกังวลของมารดาอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ</p> ชลธิชา เมฆนิติ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 11 จังหวัดนครศรีธรรมราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 1 3 129 142 การพัฒนาระบบการใช้ชุดน้ำยาตรวจไข้เลือดออกอย่างรวดเร็วชนิดที่ตรวจหาแอนติเจน NS1 (Dengue NS1 Rapid test) ในพื้นที่นำร่อง จังหวัดนนทบุรี https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JODPCIH/article/view/3763 <p>โรคไข้เลือดออกเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญ ยังคงพบผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตอย่างต่อเนื่อง การใช้ชุดน้ำยาตรวจไข้เลือดออกอย่างรวดเร็วชนิดที่ตรวจหาแอนติเจน NS1 (Dengue NS1 Rapid Test) เป็นแนวทางสำคัญในการลดความรุนแรงและเสียชีวิต แต่การดำเนินงานปัจจุบันยังขาดระบบที่ชัดเจน จึงมีความจำเป็นต้องพัฒนาระบบที่สามารถนำไปใช้ได้จริง การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการโดยมีการวางแผน ปฏิบัติ สังเกต และสะท้อนผล แบ่งการศึกษาเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ระยะเตรียมการ ศึกษาแนวทางการดำเนินงานที่เกี่ยวข้อง สถานการณ์และสภาพปัญหาในการใช้ Dengue NS1 Rapid Test ระยะที่ 2 ระยะพัฒนาและดำเนินการปรับปรุงระบบ รวมถึงการจัดอบรมการใช้ Dengue NS1 Rapid Test ให้กับเจ้าหน้าที่และการสื่อสารกับเจ้าหน้าที่และประชาชน ระยะที่ 3 ระยะติดตามและสะท้อนผลการพัฒนาระบบ Dengue NS1 Rapid Test โดยมีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วย<br />การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอนุมาน ได้แก่ Paired t-Test</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า การพัฒนาระบบการใช้ชุดตรวจ Dengue NS1 Rapid Test ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในระดับพื้นที่ โดยประชาชนมีความรู้และเห็นประโยชน์ของการตรวจมากขึ้น บุคลากรสาธารณสุขมีทักษะความเข้าใจ และการปฏิบัติงานที่เป็นระบบมากขึ้น ระบบรายงานได้รับการพัฒนาให้เชื่อมโยงข้อมูลกับฐานข้อมูลหลัก สามารถติดตามผู้ป่วยและควบคุมโรคได้รวดเร็วขึ้น หลังการพัฒนา พบว่า คะแนนความพึงพอใจต่อระบบโดยรวมสูงกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p-value</em>&lt;0.01) และมีความเหมาะสม และความเป็นไปได้ในการใช้ระบบในระดับมาก แสดงให้เห็นว่าระบบที่พัฒนาขึ้น สามารถประยุกต์ใช้ได้จริง และขยายผลไปยังพื้นที่อื่นได้</p> ปาจารีย์ อักษรนิตย์ สุภาวดี พวงสมบัติ ทิพยรัตน์ ผลิใบ พชร วงษ์ประเสริฐ รัตนาพร บุญมีป้อม วิไล วงค์ขัติ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 11 จังหวัดนครศรีธรรมราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 1 3 143 161 ความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อ HPV ด้วยวิธีการตรวจ HPV DNA Test ของสตรีในพื้นที่อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JODPCIH/article/view/3742 <p>การวิจัยเชิงพรรณนาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อ HPV ด้วยวิธีการตรวจ HPV DNA Test ของสตรีในพื้นที่อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยใช้ข้อมูลจากเวชระเบียนของสตรีที่มีอายุระหว่าง 30-60 ปี ที่มารับบริการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี HPV DNA Test ในโรงพยาบาลทุ่งสงและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในเครือข่ายโรงพยาบาลทุ่งสง ระหว่างวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2565 – 31 มีนาคม พ.ศ. 2567 ศึกษาความชุกในประชากรจำนวน 2,438 ราย และศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการติดเชื้อ HPV จำนวน 394 ราย วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงอนุมานไคสแควร์และการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติก</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ความชุกของการติดเชื้อ HPV คิดเป็นร้อยละ 8.1 โดยพื้นที่ที่มีความชุกและการกระจายตัวของการติดเชื้อ HPV มากที่สุด คือ รพ.สต.บ้านหนองหว้า ร้อยละ 15.2 รองลงมาคือ รพ.สต.ก้างปลา ร้อยละ 10.9 สายพันธุ์ที่มีการติดเชื้อสูงสุดคือ สายพันธุ์ HPV non 16, 18 มีความชุกสูงสุด คิดเป็นร้อยละ 6.23 รองลงมา คือ HPV 16 และ HPV 18 ร้อยละ 1.52 และ 0.33 ตามลำดับ เมื่อนำผลผิดปกติสายพันธุ์ non 16, 18 มาตรวจความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูก พบ ASCUS-C <br />มากที่สุดร้อยละ 25.7 ในกลุ่มอายุ 41-50 ปี ส่วนปัจจัยที่มีความสัมพันธ์และมีอิทธิพลต่อการติดเชื้อ HPV ด้วยวิธีการตรวจ HPV DNA Test คือ อายุ พบว่าสตรีที่มีอายุมากกว่า 40 ปี จะมีโอกาสที่ผลตรวจ HPV DNA Test ผิดปกติเป็น 2.26 เท่า ของสตรีที่อายุน้อยกว่าหรือเท่ากับ 40 ปี</p> เสริมศรี กิตติพัฒนศักดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 11 จังหวัดนครศรีธรรมราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 1 3 162 179