วารสารป้องกันควบคุมโรคและศาสตร์สุขภาพบูรณาการ
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JODPCIH
<p><strong> วารสารป้องกันควบคุมโรคและศาสตร์สุขภาพบูรณาการ มีนโยบายรับตีพิมพ์เผยแพร่บทความคุณภาพทางด้านการป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพ การแพทย์และสาธารณสุข และศาสตร์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัย และผลงานวิชาการด้านการป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพ รวมถึงด้านการแพทย์ สาธารณสุข และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องของนักวิจัย นวัตกร และผู้สนใจจากทั้งในและนอกหน่วยงาน รับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ตีพิมพ์เผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ</strong></p> <p class=""><strong>ฉบับที่ </strong><strong>1</strong><strong> :</strong><strong> มกราคม</strong><strong> – </strong><strong>เมษายน </strong></p> <p class=""><strong>ฉบับที่ </strong><strong>2</strong><strong> :</strong> <strong>พฤษภาคม</strong><strong> – </strong><strong>สิงหาคม </strong></p> <p class=""><strong>ฉบับที่ </strong><strong>3 :</strong> <strong>กันยายน</strong><strong> – </strong><strong>ธันวาคม </strong></p>
สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 11 จังหวัดนครศรีธรรมราช Office of Disease Prevention and Control Region 11 Nakhon Sri Thammarat
th-TH
วารสารป้องกันควบคุมโรคและศาสตร์สุขภาพบูรณาการ
3088-1102
<p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 11 จังหวัดนครศรีธรรมราช (Office of Disease Prevention and Control Region 11 Nakhon Sri Thammarat)</p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 11 จังหวัดนครศรีธรรมราช และ บุคคลากรท่านอื่น ๆในสำนักงานฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p> <p><span class="fontstyle0">ห้ามนำข้อความทั้งหมด หรือบางส่วนไปพิมพ์ซ้ำ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากกองบรรณาธิการวารสาร</span></p>
-
การพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุระยะยาวในกลุ่มที่มีภาวะพึ่งพิง
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JODPCIH/article/view/4533
<p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์สภาพปัญหาและความต้องการการพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุระยะยาวในกลุ่มที่มีภาวะพึ่งพิง 2) พัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุระยะยาวในกลุ่มที่มีภาวะพึ่งพิง และ 3) ประเมินผลรูปแบบที่พัฒนาขึ้น ดำเนินการในพื้นที่ตำบลบางนายสี อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง 45 คน แกนนำครอบครัวและผู้ดูแล 30 คน และภาคีเครือข่าย 21 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แนวคำถามการสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม แบบสอบถามความพึงพอใจ และแบบประเมินดัชนีบาร์เธลเอดีแอล (ADL) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และสถิติเชิงพรรณนา รวมถึง Paired T-test ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัญหาและความต้องการพบข้อจำกัดสำคัญ 7 ด้าน ได้แก่ สัดส่วนผู้ดูแลต่อผู้ป่วยไม่เหมาะสมความจำกัดด้านทักษะของผู้ดูแล ภาวะขาดแคลนผู้ดูแล อุปกรณ์ทางการแพทย์ไม่เพียงพอ จำนวนกลุ่มเป้าหมายที่เพิ่มขึ้น ขาดอุปกรณ์ฟื้นฟู และขาดความต่อเนื่องในการดูแลจากครอบครัวเนื่องจากรูปแบบเดิมเป็นการสั่งการจากบนลงล่างที่ขาดการมีส่วนร่วม ผู้วิจัยได้พัฒนา "WISDOM Model" ประกอบด้วย Workforce Optimization, Intensive Skill Upgrading, Smart Technology & Equipment, Domestic Participation, Organized Community-Based Care และ Monitoring & Evaluation โดยขับเคลื่อนผ่าน 7 กิจกรรมหลัก เน้นการเปลี่ยนจากการพึ่งพิงตัวบุคคลไปสู่ระบบพลังชุมชนและการใช้เทคโนโลยีสนับสนุน การประเมินผลด้านกระบวนการและผลผลิตพบว่าภาคีเครือข่ายและผู้เกี่ยวข้องมีความคิดเห็นต่อการใช้รูปแบบและความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับ "มากถึงมากที่สุด" ด้านผลกระทบพบว่า สถานะปัญหาสุขภาพของผู้สูงอายุกลุ่มเป้าหมายมีการพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยผลการประเมินหลังใช้รูปแบบ 10 เดือน พบว่าระดับปัญหาสุขภาพในทุกมิติ ลดลงจากระดับ "มากที่สุด" มาอยู่ในระดับ "ปานกลางถึงน้อย" WISDOM Model เป็นรูปแบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวที่มีประสิทธิภาพ สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงได้อย่างเป็นรูปธรรมผ่านการบูรณาการความร่วมมือของครอบครัวและภาคีเครือข่ายชุมชนอย่างยั่งยืน</p>
กมลขวัญ จุลแสน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 11 จังหวัดนครศรีธรรมราช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-29
2026-04-29
2 1
1
20
-
ความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะสูญเสียการได้ยินจากเสียงดังของพนักงานโรงงานแปรรูปไม้ จังหวัดนครศรีธรรมราช
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JODPCIH/article/view/4017
<p>งานวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงพรรณนาภาคตัดขวางมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะสูญเสียการได้ยินจากเสียงดัง (NIHL) ในลูกจ้างโรงงานแปรรูปไม้ จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 207 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นและเก็บข้อมูลการตรวจสมรรถภาพการได้ยิน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยลอจิสติกพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ความชุกของภาวะหูเสื่อมจากเสียงดังในลูกจ้างแปรรูปไม้ร้อยละ 54.6 เป็นการสูญเสียแบบสองข้าง (Bilateral) กลุ่มลูกจ้างที่มีภาวะหูเสื่อมจากเสียงดังพบว่าพนักงานส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์สามารถทำงานได้ คิดเป็นร้อยละ 31 สามารถทำงานได้อย่างมีข้อจำกัด คิดเป็นร้อยละ 64.6 และร้อยละ 4.5 มีการสูญเสียการได้ยินในระดับปานกลางขึ้นไป ซึ่งเข้าเกณฑ์การฟื้นฟูสมรรถภาพด้วยเครื่องช่วยฟัง เมื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า เพศชาย (aOR = .53, 95% CI 4.4, 20.23) และอายุที่เพิ่มขึ้น (aOR = 1.07, 95% CI 1.02, 1.12) มีความสัมพันธ์กับภาวะสูญเสียการได้ยินจากเสียงดังอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p>การวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าโรงงานแปรรูปไม้ควรเร่งแก้ไขปัญหาเสียงดังโดยในระยะยาวควรเน้นมาตรการทางวิศวกรรมเพื่อลดเสียงที่ต้นกำเนิด ส่วนในระยะสั้นควรเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันส่วนบุคคล ในระดับนโยบายควรมีการเพิ่มความถี่ในการตรวจสมรรถภาพการได้ยินเป็นทุก 6 เดือน สำหรับกลุ่มเสี่ยงสูง เพื่อกำกับดูแลมาตรการอนุรักษ์การได้ยินให้เป็นไปตามมาตรฐานกฎหมายอย่างเคร่งครัด</p>
ทันต์ทิชา วรดี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 11 จังหวัดนครศรีธรรมราช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-29
2026-04-29
2 1
21
35
-
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการรอดชีวิตของผู้ประสบอุบัติเหตุทางท้องถนนของโรงพยาบาลระดับตติยภูมิในจังหวัดนครศรีธรรมราช
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JODPCIH/article/view/4217
<p>การประเมินความรุนแรงของผู้ป่วยอุบัติเหตุด้วยระดับความรู้สึกตัว (Glasgow Coma Scale; GCS) เพียงอย่างเดียวอาจมีข้อจำกัดในการระบุภาวะเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาที่สำคัญ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการรอดชีวิตและพัฒนาเกณฑ์คะแนนสำหรับการทำนายการรอดชีวิตของผู้ประสบอุบัติเหตุทางท้องถนน ในผู้ป่วยจำนวน 435 ราย ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ จังหวัดนครศรีธรรมราช ระหว่างเดือนมกราคม 2566 ถึง เดือนธันวาคม 2567 ผู้วิจัยได้พัฒนาเกณฑ์การให้คะแนนแบบจำนวนเต็ม (0-12 คะแนน) จากสัมประสิทธิ์ถดถอยโลจิสติกส์ และทดสอบประสิทธิภาพของ Practical PS Score สำหรับการทำนายการรอดชีวิตของผู้ประสบอุบัติเหตุทางท้องถนน </p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการรอดชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value< 0.05) ได้แก่ ช่วงอายุ และระดับความรู้สึกตัว โดยพบว่ากลุ่มผู้สูงอายุ ≥ 60 ปี และผู้บาดเจ็บที่มีระดับความรู้สึกตัวรุนแรง (GCS ≤ 8) มีโอกาสรอดชีวิตลดลง (aOR = 0.33 และ 0.26 ตามลำดับ) อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับวัยทำงาน และผลการพัฒนาเกณฑ์คะแนนสำหรับการทำนายการรอดชีวิตด้วย Practical PS Score พบว่า มีความแม่นยำในการทำนายการรอดชีวิตสูงกว่าการใช้ GCS เพียงอย่างเดียว การกำหนดจุดตัดคะแนนที่ ≤ 11 ให้ค่าความไว และค่าทำนายผลลบ ร้อยละ 88.4 และ 92.1 ตามลำดับ </p> <p>ดังนั้น Practical PS Score จึงเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพและใช้งานง่าย เหมาะสำหรับการคัดกรองผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสูง ช่วยลดอัตราการประเมินอาการต่ำกว่าความเป็นจริงและสนับสนุนการตัดสินใจทางคลินิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
ขุมธน ถนนทิพย์
ทวีศักดิ์ สายอ๋อง
นันทพร กลิ่นจันทร์
สิริกรานต์ สุทธิสมพร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 11 จังหวัดนครศรีธรรมราช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-29
2026-04-29
2 1
36
50
-
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการขับเคลื่อนสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขสู่การเป็นระบบราชการ 4.0 (PMQA 4.0) ในยุคสังคมดิจิทัล
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JODPCIH/article/view/3948
<p>การวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จ และเสนอแนวทางการพัฒนาของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขในการเป็นระบบราชการ 4.0 ตามเกณฑ์ PMQA 4.0 เก็บข้อมูลในบุคลากรในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขส่วนกลาง 13 แห่ง และส่วนภูมิภาค 76 แห่ง ที่รับผิดชอบหรือเกี่ยวข้องกับงานพัฒนาคุณภาพ PMQA คำนวณขนาดของกลุ่มตัวอย่างจากสูตรของทาโร ยามาเน่ จำนวน 215 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม ผลการศึกษาพบว่า </p> <p>ผลคะแนนการดำเนินการตามเกณฑ์ PMQA 4.0 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ลดลงเมื่อเทียบกับปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 และ 2567 ร้อยละ 3.11 และ 4.96 ตามลำดับ ระดับความคิดเห็นต่อความสำเร็จในการขับเคลื่อนองค์กรโดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̅=4.17) การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณพบว่า ตัวแปรด้านการนำองค์การ ด้านการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ ด้านการมุ่งเน้นผู้รับบริการและ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ด้านการวัดการวิเคราะห์และการจัดการความรู้ ด้านการมุ่งเน้นบุคลากร และด้านการมุ่งเน้นระบบปฏิบัติการของหน่วยงานมีผลทางบวกต่อความสำเร็จตามเกณฑ์ PMQA 4.0 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>-value=0.01) และสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของความสำเร็จตามเกณฑ์ PMQA 4.0 ได้ร้อยละ 75.17 โดยที่ด้านการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์มีอิทธิพลสูงสุด </p> <p>ผลจากการวิจัยเสนอให้สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เน้นการเสริมสร้างความเข้มแข็ง ในทุกด้าน พัฒนาองค์ความรู้ โดยเฉพาะด้านการนำองค์การ เพื่อสร้างภาครัฐที่เปิดกว้าง เชื่อมโยงกัน ทำงานอย่างชาญฉลาดด้วยระบบดิจิทัล และมุ่งเน้นการให้บริการที่ตรงกับความต้องการของประชาชน ขับเคลื่อนไปสู่การเป็นระบบราชการ 4.0 อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
ชิตชนินทร์ นิยมไทย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 11 จังหวัดนครศรีธรรมราช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-29
2026-04-29
2 1
51
66
-
ประสิทธิผลของรูปแบบการให้บริการเคลือบหลุมร่องฟันในเด็กนักเรียนประถมศึกษา เครือข่ายบริการสุขภาพอำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JODPCIH/article/view/3910
<p>การวิจัยแบบตัดขวางประสิทธิผลของรูปแบบการให้บริการเคลือบหลุมร่องฟันในเด็กนักเรียนประถมศึกษา เครือข่ายบริการสุขภาพอำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการให้บริการเคลือบหลุมร่องฟันที่มีผลต่อการยึดติดของสารเคลือบหลุมร่องฟัน และศึกษาความชุกการเกิดโรคฟันผุในเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษา อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา ภายหลังการเคลือบหลุมร่องฟันที่ระยะเวลา 1 ปี กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาที่ได้รับการเคลือบหลุมร่องฟันในปี 2566 จำนวนทั้งหมด 255 คน ฟันที่ได้รับการประเมินการยึดติดของสารเคลือบหลุมร่องฟันและตรวจสภาวะฟันผุ จำนวนทั้งหมด 595 ซี่ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติไคสแควร์ </p> <p>ผลการศึกษา พบว่าการยึดติดของสารเคลือบหลุมร่องฟันระยะเวลา 1 ปี พบการหลุดบางส่วนมากที่สุด ร้อยละ 77.30 รองลงมาเป็นการหลุดทั้งหมด ร้อยละ 14.30 รูปแบบการให้บริการในโรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตำบลที่ไม่มีทันตาภิบาลประจำโดยทันตาภิบาลหมุนเวียนมีความสัมพันธ์กับการยึดติดของสารเคลือบหลุมร่องฟันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>-value<0.05) เมื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์การเกิดโรคฟันผุพบว่า มีความสัมพันธ์กับลักษณะการยึดติดของสารเคลือบหลุมร่องฟันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>-value<0.05) สำหรับรูปแบบการให้บริการในคลินิกทันตกรรมโรงพยาบาลตะกั่วทุ่งโดยทันตแพทย์ พบการเกิดโรคฟันผุมากที่สุด ร้อยละ 58.70 ดังนั้นควรมีการประเมินติดตามอย่างต่อเนื่องและศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม</p>
ผกามาศ แตงอุทัย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 11 จังหวัดนครศรีธรรมราช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-29
2026-04-29
2 1
67
76