วารสารโรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา https://he04.tci-thaijo.org/index.php/PPHJ <p><strong>วารสารโรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา (Phaholpolpayuhasena Hospital Journal: PPHJ)</strong> หรือชื่อเดิมคือ <em>กาญจนบุรีเวชสาร (Kanchanaburi Medical Journal)</em> มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่บทความวิชาการด้านการแพทย์ พยาบาล สาธารณสุข วิทยาศาสตร์สุขภาพ และสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขทั้งในและนอกโรงพยาบาล </p> <p>กำหนดเผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ (ทุก 4 เดือน) ดังนี้</p> <ul> <li><strong>ฉบับที่ </strong><strong>1 </strong>มกราคม - เมษายน </li> <li><strong>ฉบับที่ </strong><strong>2</strong> พฤษภาคม - สิงหาคม</li> <li><strong>ฉบับที่ </strong><strong>3</strong> กันยายน - ธันวาคม </li> </ul> <p>-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------</p> <p><strong><span style="text-decoration: underline;">ก่อนส่งบทความ</span> โปรดตรวจสอบสถานะการเผยแพร่และจำนวนเรื่องในการเผยแพร่วารสาร</strong></p> <p><strong>Link : <a href="https://www.canva.com/design/DAG5x2EEqW4/gXfGJi5xZjgI2wiSP5Da_g/view?utm_content=DAG5x2EEqW4&amp;utm_campaign=designshare&amp;utm_medium=link2&amp;utm_source=uniquelinks&amp;utlId=ha6280267b6">https://www.canva.com/design/DAG5x2EEqW4/gXfGJi5xZjgI2wiSP5Da_g/view?utm_content=DAG5x2EEqW4&amp;utm_campaign=designshare&amp;utm_medium=link2&amp;utm_source=uniquelinks&amp;utlId=ha6280267b6</a></strong></p> โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา th-TH วารสารโรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา 3057-0026 <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของโรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา</p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนาและบุคลากรท่านอื่น ๆ ในโรงพยาบาลฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใด ๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเอง</p> ผลของโปรแกรมการนิเทศแบบมีส่วนร่วมด้วยคู่มืออิเล็กทรอนิกส์ต่อการรับรู้กระบวนการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่ง https://he04.tci-thaijo.org/index.php/PPHJ/article/view/3579 <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการนิเทศแบบมีส่วนร่วมด้วยคู่มืออิเล็กทรอนิกส์ต่อการรับรู้กระบวนการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่ง</p> <p><strong>วิธีการวิจัย:</strong> เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลัง กลุ่มตัวอย่างคือพยาบาลวิชาชีพปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยศัลยกรรมและอายุรกรรม จำนวน 80 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 40 คน และกลุ่มควบคุม40 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการนิเทศแบบมีส่วนร่วมด้วยคู่มืออิเล็กทรอนิกส์ระยะเวลา 8 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการนิเทศแบบปกติเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามการรับรู้กระบวนการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการทดสอบค่าที</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้กระบวนการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองหลังใช้โปรแกรมสูงกว่าก่อนใช้โปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (4.19±0.27 และ 3.44±0.23; p&lt;0.001) และมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (4.19±0.27 และ 3.47±0.26; p&lt;0.001) โดยระดับการรับรู้ของกลุ่มทดลองอยู่ในระดับมาก ส่วนกลุ่มควบคุมอยู่ในระดับปานกลาง</p> <p><strong>สรุปผล:</strong> โปรแกรมการนิเทศแบบมีส่วนร่วมด้วยคู่มืออิเล็กทรอนิกส์ทำให้เกิดการรับรู้กระบวนการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง โดยเฉพาะด้านการวินิจฉัยทางการพยาบาลในการจัดลำดับความสำคัญและ ความรุนแรงเพื่อจัดการแก้ปัญหาที่สอดคล้องกับปัญหาในผู้ป่วยโรคหลอดเลือด ผู้บริหารควรใช้โปรแกรมนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการรับรู้กระบวนการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่เพิ่มขึ้น</p> วาริตา ศรีชัย เนตรชนก ศรีทุมมา เพชรน้อย สิงห์ช่างชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-25 2026-05-25 14 2 1 13 ผลของโปรแกรมการจัดการบริการนัดหมายผ่านแอปพลิเคชันฮุกกะ ต่อคุณภาพบริการ ตามการรับรู้ของบุคลากรพยาบาล สำหรับแผนกผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่ง https://he04.tci-thaijo.org/index.php/PPHJ/article/view/3722 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยคุณภาพบริการตามการรับรู้ของบุคลากรพยาบาลที่ได้รับโปรแกรมการจัดการบริการนัดหมายผ่านแอปพลิเคชันฮุกกะ กับกลุ่มควบคุมที่ได้ปฏิบัติงานตามปกติ</p> <p><strong>วิธีการวิจัย</strong><strong>:</strong> การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลัง ดำเนินการวิจัยระหว่างเดือนธันวาคม 2567–กุมภาพันธ์ 2568 กลุ่มตัวอย่างคือบุคลากรพยาบาลงานผู้ป่วยนอกอายุรกรรมและงานผู้ป่วยนอกศัลยกรรมโรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่ง จังหวัดราชบุรี จำนวน 54 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 27 คน และกลุ่มควบคุม 27 คน เลือกตัวอย่างแบบเจาะจง เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามคุณภาพบริการตามการรับรู้ของบุคลากรพยาบาล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการทดสอบค่าที</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>ข้อมูลส่วนบุคคลของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีลักษณะใกล้เคียงกัน หลังเข้าร่วมโปรแกรม การจัดการบริการนัดหมายผ่านแอปพลิเคชันฮุกกะ กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยคุณภาพบริการตามการรับรู้ของบุคลากรพยาบาลมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (4.16±0.41 และ 3.19±0.45; p&lt;0.001) และเพิ่มขึ้นจากก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (2.96±0.58 และ 4.16±0.41; p&lt;0.001)</p> <p><strong>สรุปผล</strong>: การจัดการบริการด้านการใช้เทคโนโลยีบูรณาการเข้ากับแนวคิดการนัดหมายด้วยแอปพลิเคชัน มีส่วนช่วยให้ผู้รับบริการมาตามวันนัดหมายและตามเวลานัดหมายได้ ทำให้ผู้รับบริการเข้าถึงการรับบริการได้ง่ายขึ้นและส่งผลถึงคุณภาพในการให้บริการ</p> กุลฉัตต ฮั่วจั่น กรรณิการ์ ฉัตรดอกไม้ไพร เพชรน้อย สิงห์ช่างชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-25 2026-05-25 14 2 14 27 ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะและทัศนคติในการป้องกันการติดเชื้อในหอผู้ป่วยของพยาบาลวิชาชีพ https://he04.tci-thaijo.org/index.php/PPHJ/article/view/3771 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยของสมรรถนะและทัศนคติในการป้องกันการติดเชื้อในหอผู้ป่วยของพยาบาลวิชาชีพระหว่างก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะและทัศนคติในการป้องกันการติดเชื้อในหอผู้ป่วยของพยาบาลวิชาชีพ</p> <p><strong>วิธีการวิจัย</strong><strong>:</strong> การวิจัยแบบกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลัง กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลวิชาชีพปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยของโรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 จำนวน 30 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบประเมินสมรรถนะและทัศนคติในการป้องกันการติดเชื้อ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการทดสอบลำดับที่โดยเครื่องหมายของวิลค็อกซัน และการทดสอบค่าทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> หลังการเข้าร่วมโปรแกรมพยาบาลวิชาชีพมีคะแนนเฉลี่ยสมรรถนะด้านการป้องกันการติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (4.25±0.58 และ 3.88±0.51; p=0.031) ทัศนคติเกี่ยวกับการป้องกันการติดเชื้อดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (4.25±0.35 และ 3.97±0.48; p=0.017) ส่วนสมรรถนะด้านการเฝ้าระวังการติดเชื้อเพิ่มขึ้น แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (4.00±0.66 และ 3.80±0.48; p=0.170)</p> <p><strong>สรุปผล</strong><strong>:</strong> โรงพยาบาลหรือหน่วยบริการสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดอบรมเพื่อพัฒนาบุคคลากรทั้งพยาบาลควบคุมการติดเชื้อประจำหอผู้ป่วยพยาบาลวิชาชีพ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาระบบการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อต่อไป อย่างไรก็ตามด้านการเฝ้าระวังการติดเชื้อควรเพิ่มกิจกรรมและกำกับติดตามผลระยะยาวต่อไป</p> ชลิดา เกียรติดิลกรัฐ ดวงฤทัย เสมคุ้มหอม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-07 2026-07-07 14 2 28 41 การศึกษาการเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ทางหัวใจและหลอดเลือดที่ 6 สัปดาห์ในผู้ป่วยที่มี HEART Score ต่ำที่ได้รับการจำหน่ายจากห้องฉุกเฉิน https://he04.tci-thaijo.org/index.php/PPHJ/article/view/4117 <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาการเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ทางหัวใจและหลอดเลือด (majoradverse cardiovascular events, MACE) ภายใน 6 สัปดาห์ ในผู้ป่วยที่มี HEART Score ต่ำ และได้รับการจำหน่ายจากห้องฉุกเฉิน รวมถึงศึกษาการกลับมารักษาซ้ำและปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิด MACE</p> <p><strong>วิธีการวิจัย:</strong> เป็นการศึกษากลุ่มประชากรตามการสังเกตแบบไปข้างหน้า ในผู้ป่วยอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่มาด้วยอาการเจ็บหน้าอกที่ห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา ระหว่างเดือนเมษายน – พฤศจิกายน 2568 โดยคัดเลือกผู้ป่วยที่มี HEART Score ต่ำ (0–3 คะแนน) และได้รับการจำหน่ายกลับบ้าน ติดตามผลลัพธ์ที่ 6 สัปดาห์ ผ่านการโทรศัพท์และตรวจสอบฐานข้อมูลโรงพยาบาล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบของฟิชเชอร์และการทดสอบแมนน์-วิทนีย์ยู</p> <p><strong>ผลการวิจัย: </strong>ผู้ป่วยจำนวน 161 ราย มีอายุเฉลี่ย 49.7±16.8 ปี เป็นเพศหญิง ร้อยละ 54.7 ไม่มีโรคประจำตัวร้อยละ 57.1 พบอัตราการเกิด MACE ภายใน 6 สัปดาห์ ร้อยละ 1.2 (2 ราย) ประกอบด้วย ST-elevation myocardial infarction (STEMI) 1 ราย และ Non-ST-elevation myocardial infarction (NSTEMI) 1 ราย มีผู้ป่วยกลับมารักษาซ้ำร้อยละ 16.1 โดยส่วนใหญ่เป็นโรคที่ไม่เกี่ยวข้องกับหัวใจและหลอดเลือด การมีโรคประจำตัวเป็นเบาหวานมีความสัมพันธ์กับการเกิด MACE อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.020)</p> <p><strong>สรุปผล:</strong> HEART Score เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการคัดกรองผู้ป่วยที่มาด้วยอาการเจ็บหน้าอกใน ห้องฉุกเฉิน โดยผู้ป่วยที่มี HEART Score ต่ำมีอัตราการเกิด MACE ต่ำ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวเป็นเบาหวานร่วมด้วยอาจต้องการการติดตามอย่างใกล้ชิด แม้จะมีคะแนนต่ำ</p> สุภัทรชา มณีเพชร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-04 2026-08-04 14 2 42 53 ผลกระทบของการใช้แอมเฟตามีนในหญิงตั้งครรภ์เดี่ยวต่อผลลัพธ์ของมารดา และทารกแรกเกิดโดยการศึกษาแบบย้อนหลังในโรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา กาญจนบุรี https://he04.tci-thaijo.org/index.php/PPHJ/article/view/4550 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาผลกระทบต่อมารดาและทารกแรกเกิดในหญิงตั้งครรภ์เดี่ยวที่ใช้แอมเฟตามีน</p> <p><strong>วิธีการวิจัย</strong><strong>: </strong>เป็นการศึกษาแบบย้อนหลัง โดยรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนของหญิงตั้งครรภ์เดี่ยวที่มาคลอด ณ โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา จังหวัดกาญจนบุรี ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2563 ถึง 31 ธันวาคม 2567 จำนวน 200 ราย แบ่งเป็นกลุ่มที่ตรวจพบแอมเฟตามีนในปัสสาวะ จำนวน 100 ราย และกลุ่มควบคุม 100 ราย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>หญิงตั้งครรภ์ที่ใช้แอมเฟตามีนมีอัตราการไม่ฝากครรภ์สูงกว่ากลุ่มควบคุม (ร้อยละ 48.00 และ 3.00; p&lt;0.001) ด้านผลลัพธ์ของมารดาหญิงตั้งครรภ์ที่ใช้แอมเฟตามีนมีอัตราการคลอดบุตรเองทางธรรมชาติสูงกว่ากลุ่มควบคุม (ร้อยละ75.00 และ 56.00; p=0.005) พบอัตราการเสียเลือดหลังคลอดน้อยกว่ากลุ่มควบคุม (187.50 และ 238.16 มล., p=0.032) พบภาวะครรภ์เป็นพิษสูงกว่า (ร้อยละ 22.00 และ 2.00, p&lt;.001) และอัตราการคลอดก่อนกำหนดสูงกว่า (ร้อยละ 42.00 และ 8.00; p&lt;.001) ด้านผลลัพธ์ของทารกมีน้ำหนักแรกเกิดต่ำกว่า (2,689.61±540.12 และ 3,091.04±460.82 กรัม; p&lt;.001) และเส้นรอบวงศีรษะเล็กกว่า (32.28±1.66 และ 33.62±2.33 ซม.; p&lt;.001) เมื่อวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกพหุตัวแปรพบว่าการคลอดก่อนกำหนด (aOR 0.14; 95% CI 0.06-0.36; p&lt;0.001) และภาวะครรภ์เป็นพิษ (aOR 0.04; 95% CI 0.01–0.23; p&lt;0.001) มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อควบคุมปัจจัยกวน</p> <p><strong>สรุปผล</strong><strong>: </strong>การใช้แอมเฟตามีนในหญิงตั้งครรภ์เดี่ยวส่งผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ทั้งต่อมารดาและทารกอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ภาวะครรภ์เป็นพิษการคลอดก่อนกำหนดและกลุ่มอาการถอนยาในทารกแรกเกิดควรมีนโยบายคัดกรองสารเสพติดในหญิงตั้งครรภ์และพัฒนาแนวทางการดูแลแบบสหสาขาวิชาชีพ</p> ไพลิน ตันโชติเวช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-11 2026-08-11 14 2 54 67 ผลของการฝึกการทรงตัวต่อความสามารถในการเคลื่อนไหวของผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม โรงพยาบาลกระทุ่มแบน https://he04.tci-thaijo.org/index.php/PPHJ/article/view/3859 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อศึกษาระดับความสามารถในการทรงตัว ความสามารถในการเคลื่อนไหวเปรียบเทียบก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมตารางสี่สหายและความพึงพอใจหลังใช้งานโปรแกรมตารางสี่สหายของผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม โรงพยาบาลกระทุ่มแบน</p> <p><strong>วิธีการวิจัย</strong><strong>:</strong> งานวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียว วัดผลก่อนและหลัง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมที่มารับบริการในแผนกกายภาพบำบัด ได้รับโปรแกรมออกกำลังกายด้วยตารางสี่สหายเป็นเวลา 8 สัปดาห์ ประเมินความสามารถในการทรงตัวด้วย Timed Up and Go test (TUGT) และการเคลื่อนไหวด้วย Knee Injury and Osteoarthritis Outcome Score (KOOS) ก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรม และประเมินความพึงพอใจหลังจบโปรแกรม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการทดสอบค่าทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกันและการทดสอบลำดับที่โดยเครื่องหมายของวิลค็อกซัน</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong>: กลุ่มตัวอย่างเพศหญิง 14 คน หลังเข้าร่วมโปรแกรมพบว่า ความสามารถในการทรงตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (TUGT 9.47±1.36 และ 12.21±2.49 วินาที; p&lt;0.001) และความสามารถในการเคลื่อนไหวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 4 ด้าน จาก 5 ด้าน ได้แก่ ความเจ็บปวด อาการอื่น ๆ การทำกิจวัตรประจำวัน และคุณภาพชีวิตที่เกี่ยวข้องกับเข่า (p&lt;0.001, p=0.002, p=0.001 และ p=0.009 ตามลำดับ) นอกจากนี้ ความพึงพอใจต่อโปรแกรมอยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด (ร้อยละ 98.57)</p> <p><strong>สรุปผล</strong><strong>: </strong>โปรแกรมฝึกการทรงตัวด้วยตารางสี่สหายช่วยเพิ่มความสามารถในการทรงตัวและการเคลื่อนไหวในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในงานกายภาพบำบัดได้ ในอนาคตควรศึกษาด้วยกลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่ขึ้น มีกลุ่มเปรียบเทียบ และติดตามผลระยะยาวเพื่อยืนยันประสิทธิผลของโปรแกรม</p> วราพร ปัญญาวงศ์ ปิยทัศน์ เอกบุตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-19 2026-08-19 14 2 68 82