https://he04.tci-thaijo.org/index.php/SAHJ/issue/feed
วารสารสุขภาพสตรอง แอนด์ เฮลที้
2026-01-25T22:20:44+07:00
Rojana Phonrak, RN
pranitan2519@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารสุขภาพสตรอง แอนด์ เฮลที้ (Online)<br />ISSN 3057-1103 (Online)<br /><br />นโยบายและขอบเขตการเผยแพร่<br /></strong>วารสารสุขภาพสตรอง แอนด์ เฮลที้เป็นวารสารทางวิชาการ จัดเผยแพร่โดยบริษัท สตรอง แอนด์ เฮลที้ จำกัด มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ ถ่ายทอดองค์ความรู้ ด้านการแพทย์และสาธารณสุข โดยมีขอบเขตเนื้อหาการตีพิมพ์ ประกอบด้วย ด้านการแพทย์ วิทยาศาสตร์การแพทย์สาธารณสุข และนวัตกรรมสุขภาพ การพยาบาล เภสัชกรรม อนามัยสิ่งแวดล้อม อาชีวอนามัยและความปลอดภัย และด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ</p> <p><strong>กระบวนการประเมินบทความ<br /></strong>บทความทุกบทความจะถูกประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ในสาขาที่เชี่ยวชาญอย่างน้อย 2 ท่าน แบบผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน (double blind peer review) </p> <p><strong>ประเภทของบทความ<br /></strong>บทความวิจัย บทความวิชาการ กรณีศึกษา บทวิจารณ์ และบทความปริทัศน์</p> <p><strong>ภาษาที่เผยแพร่<br /></strong>ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>กำหนดเผยแพร่<br /></strong>วารสารฯ กำหนดเผยแพร่กำหนดการเผยแพร่ : 3 ฉบับต่อปี ดังนี้</p> <p>ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน</p> <p>ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม </p> <p>ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม</p> <p>กำหนดการออกฉบับละ 4 - 6 บทความ</p> <p><strong>เจ้าของวารสาร : </strong>บริษัท สตรอง แอนด์ เฮลที้ จำกัด</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์ :</strong> 2000 บาท/บทความ</p>
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/SAHJ/article/view/4215
PDF
2026-01-25T22:20:44+07:00
รจนา พลรักษ์
sahjournal.th@gmail.com
2026-01-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพสตรอง แอนด์ เฮลที้
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/SAHJ/article/view/3984
ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพการให้บริการของบุคลากรในสถานบริการสุขภาพปฐมภูมิ จังหวัดสระแก้ว
2025-11-27T12:24:51+07:00
สุมาลี จันทร์เรือง
sumalee13.cha@gmail.com
ปณิธาน กระสังข์
Panitan2519@gmail.com
ปรัชญกุล ตุลาชม
sumalee13.cha@gmail.com
จำเนียร วงษ์ศรีแก้ว
sumalee13.cha@gmail.com
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา คุณภาพการให้บริการของบุคลากรในสถานบริการสุขภาพปฐมภูมิ แรงสนับสนุนทางสังคม แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรในสถานบริการสุขภาพปฐมภูมิ วิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อแรงสนับสนุนทางสังคม แรงจูงใจในการปฏิบัติงาน กับคุณภาพการให้บริการของบุคลากรในสถานบริการสุขภาพปฐมภูมิ ระเบียบวิธีวิจัยเชิงสำรวจ ประชากรเป็นแบบจำเพาะเจาะจงที่ได้จากวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย โดยวิธีจับฉลาก ซึ่งประชากรเป็นบุคลากรสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในสถานบริการสุขภาพปฐมภูมิในอำเภอเมืองทั้งหมด จำนวน 169 คน เริ่มวิจัยเดือน มกราคม ถึงเดือน กันยายน 2568 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถาม มีกำหนดเริ่มวิจัยเดือน มกราคม ถึงเดือน กันยายน 2568 มีค่า Reliability เท่ากับ .98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติวิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคูณ<br /> ผลการศึกษาพบว่า คุณภาพการให้บริการของบุคลากรในสถานบริการสุขภาพปฐมภูมิ โดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก แรงสนับสนุนทางสังคม และแรงจูงใจในการปฏิบัติงานโดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก แรงสนับสนุนทางสังคม และแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน ด้าน ลักษณะงานที่ปฏิบัติ ความก้าวหน้า ความรักความผูกพัน มีอิทธิพลต่อคุณภาพการให้บริการของบุคลากรในสถานบริการสุขภาพปฐมภูมิ โดยร่วมกันทำนาย ได้ร้อยละ 57.00 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p>
2026-01-20T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพสตรอง แอนด์ เฮลที้
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/SAHJ/article/view/3983
การปฏิบัติงานที่ส่งผลต่อความสุขของบุคลากรการแพทย์แผนไทย จังหวัดสระแก้ว
2025-11-27T12:21:18+07:00
วิลัยพร ชาวเวียง
wilaipornchaowiang2532@gmail.com
ปณิธาน กระสังข์
Panitan2519@gmail.com
ปรัชญกุล ตุลาชม
wilaipornchaowiang2532@gmail.com
จำเนียร วงษ์ศรีแก้ว
wilaipornchaowiang2532@gmail.com
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความสุข การปฏิบัติงานและ ความสัมพันธ์ระหว่างการปฏิบัติงานกับความสุขของบุคลากรการแพทย์แผนไทย โดยประยุกต์ใช้แนวคิดการปฏิบัติงานของเมเนียน และแนวคิดความสุขในการปฏิบัติงานของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ประชากรเป็นบุคลากรการแพทย์แผนไทยจังหวัดสระแก้ว จำนวน 189 คน ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม ค่าดัชนีความสอดคล้องของเครื่องมือได้เท่ากับ 0.931 และค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือทั้งฉบับได้เท่ากับ 0.978 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน<br /> ผลการศึกษา พบว่า 1) ระดับความสุขในการปฏิบัติงานของบุคลากรการแพทย์แผนไทย โดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมีความสุขปานกลาง 2) การปฏิบัติงานโดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก 3) การปฏิบัติงานโดยรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความสุขในการปฏิบัติงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p>
2026-01-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพสตรอง แอนด์ เฮลที้
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/SAHJ/article/view/4116
การพัฒนารูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยเบาหวานที่มีแผลที่เท้า ด้วยการจัดการดูแลตนเองและ การจัดการรายกรณี แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้ว
2026-01-08T14:50:26+07:00
สุรีพร แก้วเกตุ
suriphon.kaeoket@gmail.com
กศิมา สง่ารัตนพิมาน
Kasima_2010@hotmail.com
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สถานการณ์ปัญหาการดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่มีแผลที่เท้า 2) พัฒนารูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยเบาหวาน 3) ประเมินผลการพัฒนารูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยเบาหวาน โดยประยุกต์แนวคิด ทฤษฎีการจัดการตนเองของแคนเฟอร์และกาลิก-บายส์ ระเบียบวิธีวิจัยเป็นวิจัยและพัฒนา ประชากร ผู้ป่วยเบาหวาน และญาติ พยาบาลวิชาชีพ จำนวน 7,441 คน กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ 1) พยาบาลวิชาชีพจำนวน 10 คน 2) ผู้ป่วยเบาหวานที่มีแผลที่เท้า จำนวน 35 คน 3) ญาติ/ผู้ดูแล จำนวน 35 คน เลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์ แบบทดสอบความรู้และแบบสอบถาม ค่าดัชนีความสอดคล้องของเครื่องมือได้เท่ากับ 0.82 ค่าความยากง่าย และค่าอำนาจจำแนก เท่ากับ .34, .82 ค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือทั้งฉบับได้เท่ากับ 0.847 สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติ Paired sample t-test และ Wilcoxon sign rank test<br /> ผลการศึกษา พบว่า 1) พยาบาลยังขาดองค์ความรู้ และทักษะเฉพาะในการพยาบาลผู้ป่วยเบาหวานที่มีแผลที่เท้า 2) รูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยเบาหวานได้แก่ 1) การประเมินคัดกรอง และจำแนกผู้ป่วยเบาหวาน ตามระดับความเสี่ยงต่อการเกิดแผลเท้าเบาหวาน 2) การดูแลแผลเท้าเบาหวานเพื่อส่งเสริมการหายของแผล 3) การจัดการตนเองในการดูแลแผลเท้าเบาหวานต่อเนื่องที่ 4) การจัดการรายกรณีการประสานความร่วมมือกับทีมสหสาขาวิชาชีพ 3) หลังพัฒนารูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยเบาหวานและญาติ มีคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับการดูแลเท้าสูงกว่าก่อนการพัฒนารูปแบบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ผู้ป่วยเบาหวานและญาติ มีค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลแผลที่เท้าสูงกว่าก่อนการพัฒนารูปแบบการพยาบาล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ความรุนแรงของแผลเท้าเบาหวานมีคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าก่อนการพัฒนารูปแบบการพยาบาล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01 ความพึงพอใจต่อรูปแบบการพยาบาลของผู้ป่วยเบาหวานและญาติอยู่ในระดับมาก พยาบาลมีการปฏิบัติการพยาบาลตามรูปแบบ การพยาบาลแผลเท้าเบาหวานที่พัฒนาขึ้นร้อยละ 100 หลังพัฒนารูปแบบพยาบาลมีคะแนนเฉลี่ยความรู้สูงกว่าก่อนการพัฒนารูปแบบการพยาบาล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 มีค่าเฉลี่ยทักษะการดูแลเท้าผู้ป่วยเบาหวานโดยรวมสูงกว่าก่อนการพัฒนารูปแบบการพยาบาลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 หลังพัฒนารูปแบบพยาบาลมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด และหลังพัฒนารูปแบบการพยาบาลไม่พบการติดเชื้อของแผลและการกลับมารักษาซ้ำ</p>
2026-01-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพสตรอง แอนด์ เฮลที้
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/SAHJ/article/view/4132
ผลของโปรแกรมการดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ให้เข้าสู่ระยะสงบและการพยาบาลทางไกล ต่อพฤติกรรมการดูแลตนเอง และระดับน้ำตาลในเลือดสะสมของ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 โรงพยาบาลดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
2026-01-09T09:53:42+07:00
สรัญญา พิจารณ์
saranya.pch@gmail.com
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมระหว่างกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม 2) เปรียบเทียบค่าน้ำตาลสะสมในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมระหว่างกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุมโดยประยุกต์แนวคิด ทฤษฎีการจัดการตนเองของแคนเฟอร์ และกาลิก-บายส์ ได้แก่ 1. การกำกับตนเอง 2. การประเมินตนเอง 3. การเสริมแรงตนเอง ระเบียบวิธีวิจัยแบบกึ่งทดลอง สองกลุ่มวัดสองครั้ง ประชากร จำนวน 4,023 คน กลุ่มทดลอง 32 คน กลุ่มควบคุม จำนวน 32 คน เลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบประเมินพฤติกรรม ค่าดัชนีความสอดคล้องได้เท่ากับ .72 ค่าความเชื่อมั่นเครื่องมือทั้งฉบับ ได้เท่ากับ .794 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ แจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติการทดสอบแบบ Piar t-test และ Independent sample t-test<br /> ผลการศึกษา พบว่า 1) หลังได้รับโปรแกรม กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเอง สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรม และสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) หลังได้รับโปรแกรม กลุ่มทดลองมีค่าน้ำตาลสะสมในเลือดลดลงกว่าก่อนได้รับโปรแกรม และลดลงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05<br /> ข้อเสนอแนะการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าโปรแกรมการพยาบาลทางไกลสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ดีขึ้นควรนำการพยาบาลทางไกลปรับใช้กับผู้ป่วยจะส่งผลให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลตนเองได้ถูกต้องสามารถเปรียบเทียบระดับน้ำในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ ลดค่าน้ำตาลสะสมในเลือดส่งผลให้ลดความรุนแรงของโรคได้</p>
2026-01-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพสตรอง แอนด์ เฮลที้