วารสารสุขภาพสตรอง แอนด์ เฮลที้
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/SAHJ
<p><strong>วารสารสุขภาพสตรอง แอนด์ เฮลที้ (Online)<br />ISSN 3057-1103 (Online)<br /><br />นโยบายและขอบเขตการเผยแพร่<br /></strong>วารสารสุขภาพสตรอง แอนด์ เฮลที้เป็นวารสารทางวิชาการ จัดเผยแพร่โดยบริษัท สตรอง แอนด์ เฮลที้ จำกัด มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ ถ่ายทอดองค์ความรู้ ด้านการแพทย์และสาธารณสุข โดยมีขอบเขตเนื้อหาการตีพิมพ์ ประกอบด้วย ด้านการแพทย์ วิทยาศาสตร์การแพทย์สาธารณสุข และนวัตกรรมสุขภาพ การพยาบาล เภสัชกรรม อนามัยสิ่งแวดล้อม อาชีวอนามัยและความปลอดภัย และด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ</p> <p><strong>กระบวนการประเมินบทความ<br /></strong>บทความทุกบทความจะถูกประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ในสาขาที่เชี่ยวชาญอย่างน้อย 2 ท่าน แบบผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน (double blind peer review) </p> <p><strong>ประเภทของบทความ<br /></strong>บทความวิจัย บทความวิชาการ กรณีศึกษา บทวิจารณ์ และบทความปริทัศน์</p> <p><strong>ภาษาที่เผยแพร่<br /></strong>ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>กำหนดเผยแพร่<br /></strong>วารสารฯ กำหนดเผยแพร่กำหนดการเผยแพร่ : 3 ฉบับต่อปี ดังนี้</p> <p>ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน</p> <p>ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม </p> <p>ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม</p> <p>กำหนดการออกฉบับละ 4 - 6 บทความ</p> <p><strong>เจ้าของวารสาร : </strong>บริษัท สตรอง แอนด์ เฮลที้ จำกัด</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์ :</strong> 2000 บาท/บทความ</p>
บริษัท สตรอง แอนด์ เฮลที้ จำกัด
th-TH
วารสารสุขภาพสตรอง แอนด์ เฮลที้
3057-1103
-
บทบรรณาธิการ
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/SAHJ/article/view/4420
<p> วารสารสุขภาพสตรอง แอนด์ เฮลที้ (STRONG AND HEALTHY JOURNAL) เดินทางเข้าสู่ปีที่ 2 ของการเผยแพร่บทความ และถือเป็นฉบับที่ 4 ของการเผยแพร่ ซึ่งทำให้วารสารมีความน่าเชื่อถือทางด้านวิชาการมากขึ้น อีกทั้งบทความทุกฉบับที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในฉบับปัจจุบันนี้มีความน่าสนใจเป็นอย่างมากโดยเนื้อหาของบทความวิจัยดังกล่าวล้วนมีเป้าหมายเพื่อการแก้ปัญหาสุขภาพของประชาชนรวมถึงปัญหาสาธารณสุขของประเทศเป็นหลัก ซึ่งองค์ความรู้ที่ได้จากในแต่ละการศึกษาสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับทุกพื้นที่ที่มีลักษณะประชากรที่ใกล้เคียงกันได้โดยรูปแบบของการศึกษาประกอบไปด้วยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีคุณค่าต่อสังคมเป็นอย่างมากสอดคล้อง กับวัตถุประสงค์ของวารสารที่ต้องการให้ผู้อ่านบทความวิจัยสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้จากงานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสารของเราไปใช้ประโยชน์ได้อย่างสูงสุด<br> ทั้งนี้วารสารคำถึงความเป็นมาตรฐาน และมีคุณภาพ โดยฉพาะมาตรฐานในการพิจารณาบทความวิจัยจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญโดยยังคงได้กำหนดให้บทความวิจัยทุกฉบับของวารสารต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละสาขาอย่าง 2 ท่าน ดังนั้น ผู้นิพนธ์สามารถใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัยที่ได้รับการเผยแพร่ในวารสารของเราตามหลักเกณฑ์ของ ก.พ.อ. หรือเพื่อวัตถุประสงค์อื่นที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้นิพนธ์ต่อไป หากท่านมีข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ หรือพบปัญหาใดที่เกิดขึ้นจากทางวารสาร<br> ทางกองบรรณาธิการยินดีรับข้อเสนอแนะ โดยจะนำข้อเสนอดังกล่าวไปปรับปรุงเพื่อให้เกิดการพัฒนาคุณภาพของวารสารให้ดียิ่ง และขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจในการส่งบทความวิจัยเพื่อพิจารณาตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารของเราด้วยความเคารพ</p>
รจนา พลรักษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพสตรอง แอนด์ เฮลที้
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-04
2026-03-04
2 1
-
ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพการให้บริการของบุคลากรในสถานบริการสุขภาพปฐมภูมิ จังหวัดสระแก้ว
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/SAHJ/article/view/3984
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา คุณภาพการให้บริการของบุคลากรในสถานบริการสุขภาพปฐมภูมิ แรงสนับสนุนทางสังคม แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรในสถานบริการสุขภาพปฐมภูมิ วิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อแรงสนับสนุนทางสังคม แรงจูงใจในการปฏิบัติงาน กับคุณภาพการให้บริการของบุคลากรในสถานบริการสุขภาพปฐมภูมิ ระเบียบวิธีวิจัยเชิงสำรวจ ประชากรเป็นแบบจำเพาะเจาะจงที่ได้จากวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย โดยวิธีจับฉลาก ซึ่งประชากรเป็นบุคลากรสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในสถานบริการสุขภาพปฐมภูมิในอำเภอเมืองทั้งหมด จำนวน 169 คน เริ่มวิจัยเดือน มกราคม ถึงเดือน กันยายน 2568 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถาม มีกำหนดเริ่มวิจัยเดือน มกราคม ถึงเดือน กันยายน 2568 มีค่า Reliability เท่ากับ .98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติวิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคูณ<br /> ผลการศึกษาพบว่า คุณภาพการให้บริการของบุคลากรในสถานบริการสุขภาพปฐมภูมิ โดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก แรงสนับสนุนทางสังคม และแรงจูงใจในการปฏิบัติงานโดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก แรงสนับสนุนทางสังคม และแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน ด้าน ลักษณะงานที่ปฏิบัติ ความก้าวหน้า ความรักความผูกพัน มีอิทธิพลต่อคุณภาพการให้บริการของบุคลากรในสถานบริการสุขภาพปฐมภูมิ โดยร่วมกันทำนาย ได้ร้อยละ 57.00 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p>
สุมาลี จันทร์เรือง
ปณิธาน กระสังข์
ปรัชญกุล ตุลาชม
จำเนียร วงษ์ศรีแก้ว
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพสตรอง แอนด์ เฮลที้
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-20
2026-01-20
2 1
e3984
e3984
-
การปฏิบัติงานที่ส่งผลต่อความสุขของบุคลากรการแพทย์แผนไทย จังหวัดสระแก้ว
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/SAHJ/article/view/3983
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความสุข การปฏิบัติงานและ ความสัมพันธ์ระหว่างการปฏิบัติงานกับความสุขของบุคลากรการแพทย์แผนไทย โดยประยุกต์ใช้แนวคิดการปฏิบัติงานของเมเนียน และแนวคิดความสุขในการปฏิบัติงานของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ประชากรเป็นบุคลากรการแพทย์แผนไทยจังหวัดสระแก้ว จำนวน 189 คน ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม ค่าดัชนีความสอดคล้องของเครื่องมือได้เท่ากับ 0.931 และค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือทั้งฉบับได้เท่ากับ 0.978 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน<br /> ผลการศึกษา พบว่า 1) ระดับความสุขในการปฏิบัติงานของบุคลากรการแพทย์แผนไทย โดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมีความสุขปานกลาง 2) การปฏิบัติงานโดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก 3) การปฏิบัติงานโดยรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความสุขในการปฏิบัติงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p>
วิลัยพร ชาวเวียง
ปณิธาน กระสังข์
ปรัชญกุล ตุลาชม
จำเนียร วงษ์ศรีแก้ว
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพสตรอง แอนด์ เฮลที้
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-19
2026-01-19
2 1
e3983
e3983
-
การพัฒนารูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยเบาหวานที่มีแผลที่เท้า ด้วยการจัดการดูแลตนเองและ การจัดการรายกรณี แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้ว
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/SAHJ/article/view/4116
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สถานการณ์ปัญหาการดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่มีแผลที่เท้า 2) พัฒนารูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยเบาหวาน 3) ประเมินผลการพัฒนารูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยเบาหวาน โดยประยุกต์แนวคิด ทฤษฎีการจัดการตนเองของแคนเฟอร์และกาลิก-บายส์ ระเบียบวิธีวิจัยเป็นวิจัยและพัฒนา ประชากร ผู้ป่วยเบาหวาน และญาติ พยาบาลวิชาชีพ จำนวน 7,441 คน กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ 1) พยาบาลวิชาชีพจำนวน 10 คน 2) ผู้ป่วยเบาหวานที่มีแผลที่เท้า จำนวน 35 คน 3) ญาติ/ผู้ดูแล จำนวน 35 คน เลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์ แบบทดสอบความรู้และแบบสอบถาม ค่าดัชนีความสอดคล้องของเครื่องมือได้เท่ากับ 0.82 ค่าความยากง่าย และค่าอำนาจจำแนก เท่ากับ .34, .82 ค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือทั้งฉบับได้เท่ากับ 0.847 สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติ Paired sample t-test และ Wilcoxon sign rank test<br /> ผลการศึกษา พบว่า 1) พยาบาลยังขาดองค์ความรู้ และทักษะเฉพาะในการพยาบาลผู้ป่วยเบาหวานที่มีแผลที่เท้า 2) รูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยเบาหวานได้แก่ 1) การประเมินคัดกรอง และจำแนกผู้ป่วยเบาหวาน ตามระดับความเสี่ยงต่อการเกิดแผลเท้าเบาหวาน 2) การดูแลแผลเท้าเบาหวานเพื่อส่งเสริมการหายของแผล 3) การจัดการตนเองในการดูแลแผลเท้าเบาหวานต่อเนื่องที่ 4) การจัดการรายกรณีการประสานความร่วมมือกับทีมสหสาขาวิชาชีพ 3) หลังพัฒนารูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยเบาหวานและญาติ มีคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับการดูแลเท้าสูงกว่าก่อนการพัฒนารูปแบบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ผู้ป่วยเบาหวานและญาติ มีค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลแผลที่เท้าสูงกว่าก่อนการพัฒนารูปแบบการพยาบาล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ความรุนแรงของแผลเท้าเบาหวานมีคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าก่อนการพัฒนารูปแบบการพยาบาล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01 ความพึงพอใจต่อรูปแบบการพยาบาลของผู้ป่วยเบาหวานและญาติอยู่ในระดับมาก พยาบาลมีการปฏิบัติการพยาบาลตามรูปแบบ การพยาบาลแผลเท้าเบาหวานที่พัฒนาขึ้นร้อยละ 100 หลังพัฒนารูปแบบพยาบาลมีคะแนนเฉลี่ยความรู้สูงกว่าก่อนการพัฒนารูปแบบการพยาบาล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 มีค่าเฉลี่ยทักษะการดูแลเท้าผู้ป่วยเบาหวานโดยรวมสูงกว่าก่อนการพัฒนารูปแบบการพยาบาลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 หลังพัฒนารูปแบบพยาบาลมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด และหลังพัฒนารูปแบบการพยาบาลไม่พบการติดเชื้อของแผลและการกลับมารักษาซ้ำ</p>
สุรีพร แก้วเกตุ
กศิมา สง่ารัตนพิมาน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพสตรอง แอนด์ เฮลที้
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-24
2026-01-24
2 1
e4116
e4116
-
ผลของโปรแกรมการดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ให้เข้าสู่ระยะสงบและการพยาบาลทางไกล ต่อพฤติกรรมการดูแลตนเอง และระดับน้ำตาลในเลือดสะสมของ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 โรงพยาบาลดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/SAHJ/article/view/4132
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมระหว่างกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม 2) เปรียบเทียบค่าน้ำตาลสะสมในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมระหว่างกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุมโดยประยุกต์แนวคิด ทฤษฎีการจัดการตนเองของแคนเฟอร์ และกาลิก-บายส์ ได้แก่ 1. การกำกับตนเอง 2. การประเมินตนเอง 3. การเสริมแรงตนเอง ระเบียบวิธีวิจัยแบบกึ่งทดลอง สองกลุ่มวัดสองครั้ง ประชากร จำนวน 4,023 คน กลุ่มทดลอง 32 คน กลุ่มควบคุม จำนวน 32 คน เลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบประเมินพฤติกรรม ค่าดัชนีความสอดคล้องได้เท่ากับ .72 ค่าความเชื่อมั่นเครื่องมือทั้งฉบับ ได้เท่ากับ .794 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ แจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติการทดสอบแบบ Piar t-test และ Independent sample t-test<br /> ผลการศึกษา พบว่า 1) หลังได้รับโปรแกรม กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเอง สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรม และสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) หลังได้รับโปรแกรม กลุ่มทดลองมีค่าน้ำตาลสะสมในเลือดลดลงกว่าก่อนได้รับโปรแกรม และลดลงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05<br /> ข้อเสนอแนะการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าโปรแกรมการพยาบาลทางไกลสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ดีขึ้นควรนำการพยาบาลทางไกลปรับใช้กับผู้ป่วยจะส่งผลให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลตนเองได้ถูกต้องสามารถเปรียบเทียบระดับน้ำในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ ลดค่าน้ำตาลสะสมในเลือดส่งผลให้ลดความรุนแรงของโรคได้</p>
สรัญญา พิจารณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพสตรอง แอนด์ เฮลที้
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-24
2026-01-24
2 1
e4132
e4132
-
ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุที่พึ่งพาตนเองได้ในเขตโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเนินแสนสุข อำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/SAHJ/article/view/3988
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุที่พึ่งพาตนเองได้ แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุที่พึ่งพาตนเองได้ แรงสนับสนุนทางสังคมเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุที่พึ่งพาตนเองได้ และความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ ปัจจัยแรงสนับสนุนทางสังคม กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุที่พึ่งพาตนเองได้ โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ และทฤษฎีแรงสนับสนุนทางสังคม ประชากรเป็นผู้สูงอายุพึ่งพาตนเองได้ จำนวน 266 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม ค่าดัชนีความสอดคล้องของเครื่องมือได้เท่ากับ 0.91 และค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือทั้งฉบับได้เท่ากับ 0.954 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน<br /> ผลการศึกษา พบว่า 1) พฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุที่พึ่งพาตนเองได้ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก 2) แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุที่พึ่งพาตนเองได้ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก 3) แรงสนับสนุนทางสังคมเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุที่พึ่งพาตนเองได้ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก 4)ปัจจัยแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ ปัจจัยแรงสนับสนุนทางสังคม มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุที่พึ่งพาตนเองได้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p>
ประภาพรรณ พราวศรี
ปณิธาน กระสังข์
ประภาศรี ธนากูล
จำเนียร วงษ์ศรีแก้ว
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพสตรอง แอนด์ เฮลที้
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-31
2026-01-31
2 1
e3988
e3988
-
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจของบุคลากรโรงพยาบาลอุดรธานีต่อการให้บริการเคลื่อนย้ายรับส่งผู้ป่วยโดยการใช้ Smart Porter Grab ของหน่วยบริการเคลื่อนย้ายรับส่งผู้ป่วย
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/SAHJ/article/view/3358
<p> การเคลื่อนย้ายรับส่งผู้ป่วยมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาพยาบาล ต้องมีการบริหารจัดการระบบบริการเคลื่อนย้ายหรือรับส่งผู้ป่วย ลดความเสี่ยง ลดระยะเวลารอคอย ลดข้อผิดพลาด และผู้ป่วยได้รับความปลอดภัย มีประสิทธิภาพ การวิจัยครั้งนี้เพื่อศึกษาว่าความพึงพอใจของบุคลากรโรงพยาบาลอุดรธานีด้านการบริหารจัดการระบบบริการเคลื่อนย้ายรับส่งผู้ป่วย โดยใช้ Smart Porter Grab ของหน่วยบริการเคลื่อนย้ายรับส่งผู้ป่วยโรงพยาบาลอุดรธานี พบว่าบุคลากรโรงพยาบาลอุดรธานี ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 86.1 มีระดับการศึกษาปริญญาตรี ร้อยละ 78.1 เป็นผู้ดำรงตำแหน่งผู้ปฏิบัติงาน ร้อยละ 69.8 และมีความถี่ในการใช้บริการต่อเดือนมากกว่า 10 ครั้ง ร้อยละ 55.3 ปัจจัยที่มีส่วนสำคัญต่อการบริหารจัดการ(11 M) การบริหารทรัพยากรมนุษย์(Man)อัตราเฉลี่ย 3.76 การบริหารงบประมาณ(Money)อัตราเฉลี่ย 3.59 การบริหารงานทั่วไป(Management) อัตราเฉลี่ย 3.71 การบริหารวัสดุอุปกรณ์ (Material) อัตราเฉลี่ย 3.62 การบริหารคุณธรรม(Morality)อัตราเฉลี่ย 3.86 การให้บริการลูกค้า (Market)อัตราเฉลี่ย 3.74 การบริหารข่าวสาร(Message)อัตราเฉลี่ย 3.85 วิธีการ ระเบียบ แบบแผน หรือเทคนิค(Method) อัตราเฉลี่ย 3.90 การบริหารเวลา (Minute) อัตราเฉลี่ย 3.73 การประสานงาน (Mediation) อัตราเฉลี่ย 3.87 การวัดผลการปฏิบัติงาน (Measurement) อัตราเฉลี่ย 3.90 ความเสี่ยง (Riks) ไม่เกิดความเสี่ยงอัตราร้อยละ 73.1 ความพึงพอใจ อัตราเฉลี่ย 3.80 และการบริหารจัดการโดยรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความพึงพอใจ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และความสัมพันธ์ด้านความเสี่ยงกับความพึงพอใจ ส่วนใหญ่มีระดับความเสี่ยงอยู่ในระดับน้อย ร้อยละ 82.80 รองลงมาอยู่ในระดับเสี่ยงมาก ร้อยละ 11.50 และปัจจัยที่มีส่วนสำคัญต่อการบริหารจัดการ (11 M) ภาพรวมทั้งหมด มีความสัมพันธ์ทางสถิติในระดับสูง (p-value <0.001)</p>
ปุญญพัตน์ สาระขันธ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพสตรอง แอนด์ เฮลที้
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-04
2026-03-04
2 1
e3358
e3358