วารสารสุขภาพสตรอง แอนด์ เฮลที้ https://he04.tci-thaijo.org/index.php/SAHJ <p><strong>วารสารสุขภาพสตรอง แอนด์ เฮลที้ (Online)<br />ISSN 3057-1103 (Online)<br /><br />นโยบายและขอบเขตการเผยแพร่<br /></strong>วารสารสุขภาพสตรอง แอนด์ เฮลที้เป็นวารสารทางวิชาการ จัดเผยแพร่โดยบริษัท สตรอง แอนด์ เฮลที้ จำกัด มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ ถ่ายทอดองค์ความรู้ ด้านการแพทย์และสาธารณสุข โดยมีขอบเขตเนื้อหาการตีพิมพ์ ประกอบด้วย ด้านการแพทย์ วิทยาศาสตร์การแพทย์สาธารณสุข และนวัตกรรมสุขภาพ การพยาบาล เภสัชกรรม อนามัยสิ่งแวดล้อม อาชีวอนามัยและความปลอดภัย และด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ</p> <p><strong>กระบวนการประเมินบทความ<br /></strong>บทความทุกบทความจะถูกประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ในสาขาที่เชี่ยวชาญอย่างน้อย 2 ท่าน แบบผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน (double blind peer review) </p> <p><strong>ประเภทของบทความ<br /></strong>บทความวิจัย บทความวิชาการ กรณีศึกษา บทวิจารณ์ และบทความปริทัศน์</p> <p><strong>ภาษาที่เผยแพร่<br /></strong>ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>กำหนดเผยแพร่<br /></strong>วารสารฯ กำหนดเผยแพร่กำหนดการเผยแพร่ : 3 ฉบับต่อปี ดังนี้</p> <p>ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน</p> <p>ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม </p> <p>ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม</p> <p>กำหนดการออกฉบับละ 5 - 7 บทความ</p> <p><strong>เจ้าของวารสาร : </strong>บริษัท สตรอง แอนด์ เฮลที้ จำกัด</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์ :</strong> 2000 บาท/บทความ</p> บริษัท สตรอง แอนด์ เฮลที้ จำกัด th-TH วารสารสุขภาพสตรอง แอนด์ เฮลที้ 3057-1103 ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ เจตคติ กับพฤติกรรมการบริโภคโซเดียม ของประชาชนเทศบาลเมืองสระแก้ว https://he04.tci-thaijo.org/index.php/SAHJ/article/view/4202 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) วิเคราะห์ระดับปริมาณโซเดียมในตัวอย่างอาหาร 2) ระดับความรู้ เจตคติ และพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีโซเดียมของประชาชน 3) ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ และเจตคติ กับพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีโซเดียมของประชาชน โดยประยุกต์แนวคิด ทฤษฎีความรู้ เจตคติ และพฤติกรรมของเบญจมินบลูม ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ ประชากร 12,287 คน กำหนดสัดส่วนกลุ่มตัวอย่างตามแนวคิดของ แดเนียล จำนวน 373 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นเครื่องวัดระดับปริมาณโซเดียม (Salt Meter)ในการตรวจวัดระดับปริมาณโซเดียมในอาหาร แบบทดสอบความรู้ และแบบสอบถาม ค่าดัชนีความสอดคล้องของเครื่องมือได้เท่ากับ 0.88 ค่าความยากง่าย ค่าอำนาจจำแนกเท่ากับ 0.36, 0.71 และค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือทั้งฉบับได้เท่ากับ 0.99 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมู ลได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน<br /> ผลการศึกษา พบว่า 1) โดยรวมอาหารที่กลุ่มตัวอย่างบริโภคมีระดับโซเดียมอยู่ในระดับเค็มมาก ร้อยละ 76.94 2) ระดับความรู้เกี่ยวกับการบริโภคอาหารที่มีโซเดียมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก 3) ระดับความรู้เกี่ยวกับการบริโภคอาหารที่มีโซเดียม และเจตคติต่อการบริโภคอาหารที่มีโซเดียมมีความสัมพันธ์ทางบวก กับพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีโซเดียม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> วรินรำไพ บริณกุล อุดม คมพยัคฆ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพสตรอง แอนด์ เฮลที้ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-28 2026-09-28 2 3 e4202 e4202 ผลของการใช้โปรแกรมสื่อออนไลน์เพื่อส่งเสริมการฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมหลังได้รับยาเคมีบำบัด โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ https://he04.tci-thaijo.org/index.php/SAHJ/article/view/4606 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระดับความเหนื่อยล้า ความวิตกกังวล และภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมหลังได้รับยาเคมีบำบัด ก่อนและหลังได้รับโปรแกรม 2) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระดับการฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมหลังได้รับยาเคมีบำบัดก่อนและหลังได้รับโปรแกรม 3) ประเมินความพึงพอใจของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมหลังได้รับยาเคมีบำบัดหลังได้รับโปรแกรม โดยประยุกต์กรอบแนวคิดโปรแกรมสื่อออนไลน์ต่อการฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจ ระเบียบวิธีวิจัยแบบกึ่งทดลอง กลุ่มเดียววัดสองครั้ง ประชากรเป็นผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมอยู่ในระยะที่ I–III และได้รับยาเคมีบำบัด โดยเข้ารับการรักษาที่หน่วยเคมีบำบัด โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ ในช่วงระหว่างเดือนกันยายน – ธันวาคม 2568 จำนวน 32 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นโปรแกรมสื่อออนไลน์เพื่อฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ และแบบประเมินความเหนื่อยล้า ความวิตกกังวล และการฟื้นฟูสุขภาพและจิตใจ ค่าดัชนีความสอดคล้อง ได้เท่ากับ .72 ค่าความเชื่อมั่นเครื่องมือทั้งฉบับ ได้เท่ากับ .794 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ แจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติการทดสอบ Pair t – test<br /> ผลการศึกษา พบว่า หลังได้รับโปรแกรม กลุ่มทดลองมีระดับความเหนื่อยล้า ความวิตกกังวล และภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมหลังได้รับยาเคมีบำบัด ลดลงกว่าก่อนได้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยระดับการฟื้นฟูสภาพร่างกายของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมหลังได้รับยาเคมีบำบัดมีคะแนนการฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจลดลงจากก่อนได้ได้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งสะท้อนว่าผู้ป่วยมีการฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจดีขึ้นภายหลังได้รับโปรแกรม และหลังได้รับโปรแกรมกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจต่อโปรแกรมสื่อออนไลน์เพื่อส่งเสริมการฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมหลังได้รับยาเคมีบำบัดอยู่ในระดับมากที่สุด<br /> ผลการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า โปรแกรมสื่อออนไลน์สามารถส่งเสริมการฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมหลังได้รับยาเคมีบำบัดได้</p> สิริลักษณ์ เสือน้อย พัชรี สอนจิตต์ จิตราภรณ์ อนาศาสตร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพสตรอง แอนด์ เฮลที้ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-02 2026-10-02 2 3 e4606 e4606 พฤติกรรมการจัดการความเครียดและปัจจัยในการทำงานที่มีผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรสาธารณสุข สังกัดสำนักงานสาธารณสุขอำเภอในจังหวัดปทุมธานี https://he04.tci-thaijo.org/index.php/SAHJ/article/view/5028 <p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของพฤติกรรมการจัดการความเครียด และปัจจัยในการทำงานที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรสาธารณสุข สังกัดสำนักงานสาธารณสุขอำเภอในจังหวัดปทุมธานี จำนวน 204 คน คัดเลือกด้วยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม 54 ข้อ วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติการถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis)<br /> ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมการจัดการความเครียดโดยรวมอยู่ในระดับสูง ( x̄=4.19, S.D.=0.48) ปัจจัยในการทำงานอยู่ในระดับปานกลาง (x̄ =3.38, S.D.=0.37) และประสิทธิภาพการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก ( x̄=3.83, S.D.=0.50) พฤติกรรมการเผชิญความเครียดแบบมุ่งแก้ปัญหามีอิทธิพลเชิงบวกต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β=0.318, p=0.002) และสามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 12.3 ขณะที่ปัจจัยในการทำงานด้านความสำเร็จและความก้าวหน้าในงานมีอิทธิพลเชิงบวกต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β=0.503, p&lt;0.001) และสามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 34.4 <br /> การส่งเสริมทักษะการจัดการความเครียดแบบมุ่งแก้ปัญหาและการสร้างโอกาสด้านความสำเร็จและความก้าวหน้าในวิชาชีพ เป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรสาธารณสุข หน่วยงานควรพัฒนาระบบสนับสนุนบุคลากร การพัฒนาศักยภาพ และการบริหารทรัพยากรมนุษย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการสุขภาพอย่างยั่งยืน </p> สุรัตน์ อนันทสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพสตรอง แอนด์ เฮลที้ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-27 2026-09-27 2 3 e5028 e5028