วารสารสุขภาพสตรอง แอนด์ เฮลที้ https://he04.tci-thaijo.org/index.php/SAHJ <p><strong>วารสารสุขภาพสตรอง แอนด์ เฮลที้ (Online)<br />ISSN 3057-1103 (Online)<br /><br />นโยบายและขอบเขตการเผยแพร่<br /></strong>วารสารสุขภาพสตรอง แอนด์ เฮลที้เป็นวารสารทางวิชาการ จัดเผยแพร่โดยบริษัท สตรอง แอนด์ เฮลที้ จำกัด มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ ถ่ายทอดองค์ความรู้ ด้านการแพทย์และสาธารณสุข โดยมีขอบเขตเนื้อหาการตีพิมพ์ ประกอบด้วย ด้านการแพทย์ วิทยาศาสตร์การแพทย์สาธารณสุข และนวัตกรรมสุขภาพ การพยาบาล เภสัชกรรม อนามัยสิ่งแวดล้อม อาชีวอนามัยและความปลอดภัย และด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ</p> <p><strong>กระบวนการประเมินบทความ<br /></strong>บทความทุกบทความจะถูกประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ในสาขาที่เชี่ยวชาญอย่างน้อย 2 ท่าน แบบผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน (double blind peer review) </p> <p><strong>ประเภทของบทความ<br /></strong>บทความวิจัย บทความวิชาการ กรณีศึกษา บทวิจารณ์ และบทความปริทัศน์</p> <p><strong>ภาษาที่เผยแพร่<br /></strong>ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>กำหนดเผยแพร่<br /></strong>วารสารฯ กำหนดเผยแพร่กำหนดการเผยแพร่ : 3 ฉบับต่อปี ดังนี้</p> <p>ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน</p> <p>ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม </p> <p>ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม</p> <p>กำหนดการออกฉบับละ 4 - 6 บทความ</p> <p><strong>เจ้าของวารสาร : </strong>บริษัท สตรอง แอนด์ เฮลที้ จำกัด</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์ :</strong> 2000 บาท/บทความ</p> บริษัท สตรอง แอนด์ เฮลที้ จำกัด th-TH วารสารสุขภาพสตรอง แอนด์ เฮลที้ 3057-1103 แรงจูงใจ และปัจจัยค้ำจุน ที่ส่งผลต่อความคาดหวังของบุคลากรสาธารณสุข ในการถ่ายโอนภารกิจสู่องค์การบริหารส่วนจังหวัดสระแก้ว https://he04.tci-thaijo.org/index.php/SAHJ/article/view/4111 <p> การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคาดหวังของบุคลากรสาธารณสุขในการถ่ายโอนภารกิจสู่องค์การบริหารส่วนจังหวัด แรงจูงใจ ปัจจัยค้ำจุนของบุคลากร และความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจ ปัจจัยค้ำจุน กับความคาดหวังของบุคลากรสาธารณสุขในการถ่ายโอนภารกิจสู่องค์การบริหารส่วนจังหวัด โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีแรงจูงใจของ เฮอร์เบิร์ก เก็บข้อมูลกับบุคลากรสาธารณสุข จำนวน 169 คน สังกัดโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลของอำเภอเมืองสระแก้ว เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม ค่าดัชนีความสอดคล้องของเครื่องมือได้เท่ากับ 0.88 และค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือทั้งฉบับได้เท่ากับ 0.99 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน<br /> ผลการศึกษา พบว่า ความคาดหวังโดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก แรงจูงใจ และปัจจัยค้ำจุนมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก แรงจูงใจ และปัจจัยค้ำจุนมีความสัมพันธ์ทางบวก กับความคาดหวังของบุคลากรสาธารณสุขในการถ่ายโอนภารกิจสู่องค์การบริหารส่วนจังหวัด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 <br /> หน่วยงาน ต้นสังกัด และองค์การบริหารส่วนจังหวัดสระแก้ว ควรส่งเสริมการสร้างแรงจูงใจอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การยกย่องเชิดชูเกียรติ การเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และการสนับสนุนความก้าวหน้าในสายงาน เพื่อเพิ่มระดับความพร้อมของบุคลากรภายใต้โครงสร้างการบริหารใหม่ รวมถึงควรนำผลการศึกษานี้ไปใช้เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ในการวางแผนพัฒนาบุคลากร โดยบูรณาการการสร้างแรงจูงใจและการเสริมสร้างปัจจัยค้ำจุนไว้ในแผนพัฒนากำลังคน เพื่อให้การปรับตัวต่อการถ่ายโอนภารกิจเป็นไปอย่างราบรื่นและยั่งยืน</p> นิเวตร สมดี ปณิธาน กระสังข์ จำเนียร วงษ์ศรีแก้ว ปรัชญกุล ตุลาชม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพสตรอง แอนด์ เฮลที้ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-05 2026-06-05 2 2 e4111 e4111 ปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับความสุขของผู้สูงอายุ ในชมรมผู้สูงอายุ ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว https://he04.tci-thaijo.org/index.php/SAHJ/article/view/4136 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับความสุขของผู้สูงอายุ 2) แรงสนับสนุนทางสังคมของผู้สูงอายุ 3) เปรียบเทียบข้อมูล เพศ สถานภาพ ระดับการศึกษา รายได้ สิทธิ์การรักษา กับระดับความสุขของผู้สูงอายุ 4) ความสัมพันธ์ระหว่างแรงสนับสนุนทางสังคม กับระดับความสุขของผู้สูงอายุ โดยประยุกต์กรอบแนวคิด ทฤษฎีแรงสนับสนุนทางสังคมของเพ็นเดอร์ ระเบียบวิธีวิจัยเป็นวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรจำนวน 565 คน กำหนดสัดส่วนกลุ่มตัวอย่างตามแนวคิดของเครซี่และมอร์แกน จำนวน 234 คน โดยการสุ่มอย่างเป็นระบบ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม ค่าดัชนีความสอดคล้อง ได้เท่ากับ .918 และค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือทั้งฉบับได้เท่ากับ .872 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติ Independent Sample t-test, F-test (One-Way ANOVA) และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน<br /> ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับความสุขของผู้สูงอายุ มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) แรงสนับสนุนทางสังคมของผู้สูงอายุโดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก 3) เพศ ระดับการศึกษา รายได้ สิทธิ์การรักษา ที่ต่างกันมีระดับความสุขไม่แตกต่างกัน และสถานภาพที่ต่างกันมีระดับความสุขแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) แรงสนับสนุนทางสังคมของผู้สูงอายุโดยรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกกับระดับความสุขของผู้สูงอายุ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05<br /> หน่วยงาน ต้นสังกัดที่เกี่ยวข้องสนับสนุนส่งเสริมกิจกรรมของผู้สูงอายุในชมรมจะส่งผลให้ผู้สูงอายุมีความสุขเพิ่มขึ้น</p> <p> </p> รัศมี บุตรตะ อุดม คมพยัคฆ์ ปรัชญกุล ตุลาชม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพสตรอง แอนด์ เฮลที้ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-05 2026-06-05 2 2 e4136 e4136 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคคลการสายสนับสนุน โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้ว https://he04.tci-thaijo.org/index.php/SAHJ/article/view/4145 <p> การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษา เพื่อศึกษา 1)ระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุน ของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้ว 2)ปัจจัยปัจจัยภายในองค์กร และปัจจัยแรงจูงใจในการปฏิบัติงานบุคลากรสายสนับสนุน ของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้ว 3)วิเคราะห์อิทธิพลปัจจัยภายในองค์กร และปัจจัยแรงจูงใจในการปฏิบัติงานกับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานบุคลากรสายสนับสนุน โดยประยุกต์ใช้แนวคิดปัจจัยภายในองค์กรโมเดล 7S ของ McKinsey ร่วมกับ ทฤษฎีปัจจัยแรงจูงใจ ของ Frederick Herzberg สุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงบุคลากรสายสนับสนุน จำนวน 288 คน ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม ค่าดัชนีความสอดคล้องของเครื่องมือได้เท่ากับ 0.96 และค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือทั้งฉบับได้เท่ากับ 0.97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ<br /> ผลการศึกษา พบว่า ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลกรสายสนับสนุน ของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้ว มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก ปัจจัยภายในองค์กร มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก ปัจจัยแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก และปัจจัยภายในองค์กรส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงงาน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 ได้แก่ ด้านระบบ สามารถทำนายประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน ได้ร้อยละ 79.50 (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?r^{2}" alt="equation" />=0.795) ปัจจัยแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงงานอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05ได้แก่ ด้านความรับผิดชอบในงาน สามารถทำนายประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน ได้ร้อยละ 73.70 (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?r^{2}" alt="equation" />=0.737) ด้านความสำเร็จในงาน สามารถทำนายประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน ได้ร้อยละ 78.70 (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?r^{2}" alt="equation" />=0.787) ด้านความก้าวหน้า สามารถทำนายประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน ได้ร้อยละ 79.90 (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?r^{2}" alt="equation" />=0.799)</p> <p> </p> ประภัสสร ทองเชิด ปณิธาน กระสังข์ ปิยพจน์ ตุลาชม จำเนียร วงษ์ศรีแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพสตรอง แอนด์ เฮลที้ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-05 2026-06-05 2 2 e4145 e4145 ความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมการทำงานกับประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ของบุคลากรโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้ว https://he04.tci-thaijo.org/index.php/SAHJ/article/view/4150 <p> การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากร สภาพแวดล้อมการทำงานของบุคลากร ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมการทำงานกับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากร และเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลกับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากร โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีเกี่ยวกับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของ Plowman and Peterson และแนวคิดเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมการทำงานของ ศิวพร โปรยานนท์ในการวิจัย ประชากรเป็นบุคลากรที่ปฏิบัติงานในสายวิชาชีพ 7 วิชาชีพหลัก ประกอบด้วย แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาลวิชาชีพ นักกายภาพบำบัด นักเทคนิคการแพทย์ และนักรังสีการแพทย์ จำนวน 629 คน กำหนดสัดส่วนกลุ่มตัวอย่างตามแนวคิดของเครจซี่และมอร์แกน โดยแบ่งกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มแบบเป็นระบบ จำนวน 200 คน ระเบียบวิธีวิจัยเป็นวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม ค่าดัชนีความสอดคล้องของเครื่องมือได้เท่ากับ 0.94 และค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือทั้งฉบับได้เท่ากับ 0.92 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน Independent samples t-test และ F-test (One-way ANOVA) <br /> ผลการศึกษา พบว่า ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากร มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก สภาพแวดล้อมการทำงานของบุคลากร มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมการทำงาน ได้แก่ สภาพแวดล้อมด้านกายภาพ สภาพแวดล้อมด้านสังคม และสภาพแวดล้อมด้านจิตใจ มีความสัมพันธ์กับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ขณะที่ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ อายุ ระดับการศึกษา และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนของบุคลากรที่ต่างกัน มีประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานไม่แตกต่างกัน และปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ ระยะเวลาการปฏิบัติงานของบุคลากรที่ต่างกัน มีประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> ปิยาดา บัวคำ อุดม คมพยัคฆ์ จำเนียร วงษ์ศรีแก้ว ปรัชญกุล ตุลาชม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพสตรอง แอนด์ เฮลที้ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-05 2026-06-05 2 2 e4150 e4150 ผลของแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบจากการได้รับยานอร์อีพิเนฟริน ในห้องผู้ป่วยหนัก 3 โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้ว https://he04.tci-thaijo.org/index.php/SAHJ/article/view/4390 <p> การศึกษานี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) แบบสองกลุ่ม คือ กลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลการป้องกันหลอดเลือดดำอักเสบจากการได้รับยานอร์อีพิเนฟริน เปรียบเทียบอุบัติการณ์หลอดเลือดดำอักเสบ ในกลุ่มควบคุมที่ได้รับการดูแลตามแนวปฏิบัติฯกับกลุ่มทดลองที่ได้รับการดูแลตามแนวปฏิบัติฯร่วมกับการใช้เจลว่านหางจระเข้ ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นความเป็นไปได้ในการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันหลอดเลือดดำอักเสบ หอผู้ป่วยหนักอายุรกรรม 3 ในโรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่งในจังหวัดสระแก้ว ตามรูปแบบ ไอโอวา โมเดล เก็บข้อมูลในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2567– เมษายน 2567 กลุ่มตัวอย่างเป็น ผู้ป่วยที่ได้รับยานอร์อีพิเนฟรินที่เข้ามารับการรักษาในหอผู้ป่วยหนักอายุรกรรมจำนวน 60 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติที (Independent T-test)<br /> ผลการวิจัยพบว่าแนวปฏิบัติการพยาบาลร่วมกับการใช้เจลว่านหางจระเข้ อุบัติการณ์หลอดเลือดดำอักเสบเกิดในกลุ่มทดลองน้อยกว่ากลุ่มควบคุม 3.22 เท่า (OR=3.22, 95%CI 0.32-32.8) และมีระดับความรุนแรงการเกิดหลอดเลือดดำอักเสบแตกต่างกับกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ<br /> แนวปฏิบัติการพยาบาลชุดนี้สามารถนำไปใช้ในการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับยานอร์อีพิเนฟรินเป็นมาตรการที่ดีในการปรับปรุงระบบการเฝ้าระวังยาความเสี่ยงสูงในหอผู้ป่วยหนัก เพื่อเพิ่มผลลัพธ์ทางการพยาบาลที่ดีต่อผู้ป่วยและเพิ่มคุณภาพการดูแลของพยาบาลวิชาชีพได้เป็นอย่างดี</p> นงรัตน์ บุตรดี ชัชรีพร ชัยศิลป์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพสตรอง แอนด์ เฮลที้ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-05 2026-06-05 2 2 e4390 e4390 ผลของโปรแกรมการสอนแนะต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเอง ของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เขตเทศบาลนครภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต https://he04.tci-thaijo.org/index.php/SAHJ/article/view/4257 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ก่อนและหลังได้รับโปรแกรม 2) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ก่อนและหลังได้รับโปรแกรม โดยประยุกต์ทฤษฎีเกี่ยวกับการสอนแนะ ระเบียบวิธีวิจัยแบบกึ่งทดลอง กลุ่มเดียววัดสองครั้ง ประชากร จำนวน 116 คน จำนวน 40 คน เลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบทดสอบความรู้ และแบบสอบถาม ค่าดัชนีความสอดคล้อง ได้เท่ากับ .72 ค่าความยากง่าย และค่าอำนาจจำแนก ได้เท่ากับ .42 .69 ค่าความเชื่อมั่นเครื่องมือทั้งฉบับ ได้เท่ากับ .794 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ แจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติการทดสอบ Pair t-test<br /> ผลการศึกษา พบว่า หลังได้รับโปรแกรม กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเอง สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01<br /> ข้อเสนอแนะการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าการสอนแนะสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ดีขึ้นได้ ส่งเสริมให้นำกระบวนการสอนแนะรายบุคคลกับผู้ป่วยจะส่งผลให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลตนเองได้ถูกต้องสามารถควบคุมระดับน้ำในเลือดให้อยู่ในระดับปกติได้</p> ณภาส์ณัฐ อุดี วัชราภรณ์ ฉุนแสนดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพสตรอง แอนด์ เฮลที้ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-05 2026-06-05 2 2 e4257 e4257 บทบรรณาธิการ https://he04.tci-thaijo.org/index.php/SAHJ/article/view/4778 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ในยุคที่ระบบสุขภาพของประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายประการพร้อมกัน ทั้งการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Aged Society)&nbsp; การขาดแคลนบุคลากรสาธารณสุข ภาระโรคเรื้อรังที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนแรงกดดันจากการกระจายอำนาจด้านสาธารณสุขสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อคุณภาพการดูแลสุขภาพของประชาชนและประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรในระบบสุขภาพ วารสารสุขภาพสตรอง แอนด์ เฮลที้ ฉบับนี้ จะมีการนำเสนองานวิจัยที่มีความหลากหลายทั้งในมิติของบุคลากร ผู้ป่วย ผู้สูงอายุ และระบบสุขภาพท้องถิ่น ซึ่งจะขอนำเสนอบทความที่น่าสนใจบางส่วนมากล่าวถึง ดังนี้<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;บทความแรก คือการศึกษา ความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมการทำงานกับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรโรงพยาบาล ในบริบทที่โรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศประสบปัญหาบุคลากรไม่เพียงพอและมีอัตราลาออกสูง ผลการวิจัยนี้ยืนยันความสำคัญของการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้ออำนวย โดยเฉพาะสภาพแวดล้อมด้านจิตใจที่ได้คะแนนต่ำสุด ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กร การให้อิสระในการตัดสินใจ และค่าตอบแทนที่เป็นธรรมสอดรับกับประเด็นนโยบายที่สำคัญ บทความต่อมาคือการศึกษา แรงจูงใจและปัจจัยค้ำจุนที่ส่งผลต่อความคาดหวังของบุคลากรสาธารณสุขในการถ่ายโอนภารกิจสู่องค์การบริหารส่วนจังหวัด แสดงให้เห็นว่าความสำเร็จของนโยบายกระจายอำนาจสาธารณสุขมิได้ขึ้นอยู่กับโครงสร้างทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องการการสนับสนุนแรงจูงใจอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การยกย่องเชิดชูเกียรติ การเปิดโอกาสมีส่วนร่วม และการส่งเสริมความก้าวหน้าในสายงานควบคู่กันไปด้วย และปิดท้ายด้วยงานวิจัยทางคลินิก ผลของแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบจากการได้รับยานอร์อีพิเนฟรินแสดงให้เห็นคุณค่าของหลักฐานเชิงประจักษ์ในการพัฒนาแนวปฏิบัติทางคลินิกที่ปลอดภัย มีประสิทธิผล และนำไปปรับใช้ได้จริงในหน่วยงานผู้ป่วยวิกฤต<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;กองบรรณาธิการหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผลการวิจัยเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริหารสาธารณสุข นักวิชาการ และบุคลากรในพื้นที่ในการกำหนดนโยบายและพัฒนาระบบสุขภาพของไทยให้ก้าวต่อไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน กองบรรณาธิการขอขอบคุณผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิจัย และผู้อ่านทุกท่านที่ให้การสนับสนุนวารสารด้วยดีเสมอมา</p> รจนา พลรักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพสตรอง แอนด์ เฮลที้ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-05 2026-06-05 2 2