วารสารกุมารเวชศาสตร์
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP
<p>วารสารกุมารเวชศาสตร์ (Thai Journal of Pediatrics) เป็นวารสารวิชาการทางการแพทย์ที่เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ เกี่ยวกับกุมารเวชศาสตร์ เป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ</p>
ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย / สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย
th-TH
วารสารกุมารเวชศาสตร์
3027-8422
-
อัตราการรอดชีวิตและภาวะแทรกซ้อนในทารกแรกเกิดก่อนกำหนดที่มีน้ำหนักน้อยมาก ของโรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/3491
<p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>ทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อยมากเป็นกลุ่มทารกที่มีภาวะแทรกซ้อนและอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูง</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาอัตราการรอดชีวิตและภาวะแทรกซ้อนในทารกแรกเกิดน้ำหนักตัวน้อยมาก ของโรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การศึกษานี้เป็นการศึกษาย้อนหลังจากเวชระเบียนผู้ป่วยในและเวชระเบียนที่บันทึกในระบบอิเล็คทรอนิกส์ของทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อยกว่า 1,500 กรัม ที่ได้รับการรักษาในหออภิบาลทารกแรกเกิดในโรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช ข้อมูลประวัติของมารดา และประวัติการคลอดจากใบสรุปย่อคลอดของกลุ่มงานสูตินรีเวชกรรม ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2564 - วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2567</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>ทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อยกว่า 1,500 กรัม จำนวน 114 ราย มีน้ำหนักแรกเกิดเฉลี่ยเท่ากับ 1,299.1 ± 279 กรัม และอายุครรภ์เฉลี่ย 29.4 ± 3.4 สัปดาห์ อัตราการรอดชีวิตของทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อยกว่า 1,500 กรัมเท่ากับร้อยละ 74.6 (85/114) และ น้ำหนักน้อยกว่า 1,000 กรัมเท่ากับร้อยละ 60.5 (26/43) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการรอดชีวิตของทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อยกว่า 1,500 กรัม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติคือ อายุครรภ์ ≥ 28 สัปดาห์ (p value < 0.05) น้ำหนักแรกเกิด ≥ 1,000 กรัม (p value < 0.05), คะแนนแอปการ์ ที่ 1 และ 5 นาที > 5 (p value < 0.05), ไม่พบภาวะหายใจลำบาก (p value < 0.05) ภาวะหายใจลำบาก เป็นสาเหตุการเสียชีวิตมากที่สุด 11 รายคิดเป็นร้อยละ 37.9 ทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อยกว่า 1,500 กรัมที่รอดชีวิต 85 รายคิดเป็นร้อยละ 74.6 ไม่มีภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ 64 รายคิดเป็นร้อยละ 75.3 ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญที่พบมากที่สุดคือ โรคปอดเรื้อรัง</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>: </strong>อัตราการรอดชีวิตของทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อยกว่า 1,500 กรัมใกล้เคียงกับการศึกษาในประเทศและต่างประเทศที่กำลังพัฒนาแต่ต่ำกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญของทารกที่รอดชีวิตอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการรอดชีวิตของทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อยกว่า 1,500 กรัมในโรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช คือ อายุครรภ์ ≥ 28 สัปดาห์ น้ำหนักแรกเกิด ≥ 1,000 กรัม, คะแนนแอปการ์ ที่ 1 และ 5 นาที มากกว่า 5 และไม่พบภาวะหายใจลำบาก</p>
รัศมี ตั้งศิริ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และ สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
64 4
1
16
-
ปัญหาการนอนในกลุ่มอาการออทิซึมอายุ 4-6 ปี: การศึกษาแบบภาคตัดขวาง
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/3363
<p><strong>ความเป็นมา:</strong> ปัญหาการนอนพบได้บ่อยในเด็กที่มีภาวะออทิซึม (Autism Spectrum Disorder: ASD) ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรม การเรียนรู้ และคุณภาพชีวิต ยังมีข้อมูลจำกัดเกี่ยวกับปัญหาการนอนระหว่างเด็ก ASD กับเด็กพัฒนาการปกติ (Typical Development: TD)ในภาคใต้ของประเทศไทย</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาลักษณะปัญหาการนอนใน ASD กับ TD อายุ 4-6 ปี และศึกษาระดับพัฒนาการกับปัญหาการนอนใน ASD</p> <p><strong>วิธีการ:</strong> การศึกษาแบบภาคตัดขวาง (cross-sectional study) เก็บข้อมูลทั่วไปและพฤติกรรมการนอนโดยใช้แบบสอบถาม Children's Sleep Habits Questionnaire (CSHQ) และประเมินระดับพัฒนาการใน ASD ด้วยแบบคัดกรอง Denver II พร้อมแบ่งกลุ่มย่อยตามระดับพัฒนาการรวมและพัฒนาการที่ไม่ใช้ภาษา</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> ผู้เข้าร่วมจำนวน 82 คน เป็น ASD 41 คน (อายุเฉลี่ย 57.1 ± 6.9 เดือน) และ TD 41 คน (อายุเฉลี่ย 57.2 ± 7.1 เดือน) พบว่า ASD มีมัธยฐานระยะเวลาตื่นระหว่างคืนนานกว่ากลุ่ม TD อย่างมีนัยสำคัญ (2 (พิสัย 0-10) และ 0 (พิสัย 0-2) นาที; p value 0.017) คะแนนรวมเฉลี่ยของ CSHQ ไม่แตกต่างกันระหว่างกลุ่ม แต่ใน ASD มีคะแนนด้านระยะเวลาในการนอน (5 ± 1.5 และ 4.2 ± 1.3; p value 0.01) และคะแนนการตื่นระหว่างคืนสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ (4.4 ± 1.2 และ 3.8 ± 1; p value 0.024) การวิเคราะห์ถดถอยพบว่ามีเพียงคะแนนการตื่นระหว่างคืนที่ยังสูงกว่าใน ASD หลังควบคุมตัวแปรร่วม (adjusted B 0.59; 95% CI 0.08-1.10; p value 0.023) และการประเมินขนาดอิทธิพลยืนยันว่า ASD มีระยะเวลาตื่นกลางคืน (Cohen’s d=0.47) คะแนนระยะเวลาในการนอน (Cohen’s d=0.57) และคะแนนการตื่นระหว่างคืน (Cohen’s d=0.543) สูงกว่า TD อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ไม่พบความแตกต่างด้านปัญหาการนอนเมื่อจำแนก ASD ตามระดับพัฒนาการ</p> <p><strong>สรุป:</strong> ปัญหาการนอนพบได้ทั้งใน TD และ ASD ใน ASD การตื่นกลางคืนและระยะเวลานอนไม่เพียงพอเป็นประเด็นหลักด้านการนอนที่ควรประเมินและให้การดูแลอย่างเหมาะสม โดยเน้นการส่งเสริมสุขอนามัยการนอนที่ดี จัดกิจวัตรก่อนนอนที่เหมาะสมและสม่ำเสมอ ส่งเสริมการนอนด้วยตนเอง และลดสิ่งรบกวนในเวลากลางคืน</p>
อิงอร กังวานฐิติ
พัลลภา บรรเจิดลักษณ์
กรุณา พงศาวดาร
นิภาพร รักเลิศ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และ สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
64 4
17
34
-
ปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่ออัตราการเสียชีวิตในผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะช็อคจากการติดเชื้อในโรงพยาบาลสุรินทร์
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/3535
<p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>:</strong> ภาวะช็อคจากการติดเชื้อ (septic shock) จัดเป็นภาวะวิกฤตที่มีอัตราการตายสูงมาก อาจเสียชีวิตภายใน 24–72 ชั่วโมงแรก การดูแลผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะนี้จำเป็นต้องให้การรักษาเร็วและรอบด้าน อย่างไรก็ตาม ในประเทศที่กำลังพัฒนาอาจมีทรัพยากรที่จำกัด นำไปสู่การรักษาที่ไม่เพียงพอ รวมถึงทำให้เพิ่มอัตราการเสียชีวิต</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหาปัจจัยที่ส่งผลต่ออัตราการเสียชีวิตในผู้ป่วยเด็กภาวะ septic shock</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> การศึกษาย้อนหลังจากเวชระเบียนในผู้ป่วยเด็กที่เข้ารับการรักษาที่หอผู้ป่วยวิกฤตเด็ก โรงพยาบาลสุรินทร์ ช่วงเวลาระหว่าง พ.ศ. 2563 – 2567 โดยรวบรวมอาการแสดง ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการและการรักษา เพื่อหาปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่ออัตราการเสียชีวิตใน 28 วันด้วยวิธี logistic regression</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> การศึกษานี้มีผู้ป่วยทั้งหมด 120 ราย อัตราการเสียชีวิตภายใน 28 วันเป็นร้อยละ 39.2 พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่ออัตราการเสียชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ การได้รับยาปฏิชีวนะล่าช้ากว่า 60 นาที (OR 6.4, 95%CI 1.7-24.8, p value 0.007), การได้รับยาสเตียรอยด์ (OR 3.9, 95%CI 1.0-14.3, p value 0.044), และการมีภาวะอวัยวะล้มเหลวหลายระบบ (OR 14.7, 95%CI 3.6-60.7, p value < 0.001)</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>:</strong> การได้รับยาปฏิชีวนะล่าช้ากว่า 60 นาที การได้รับยาสเตียรอยด์ และการมีภาวะอวัยวะล้มเหลวหลายระบบ เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่ออัตราการเสียชีวิตของภาวะช็อคจากการติดเชื้อในผู้ป่วยเด็ก</p>
วรัชยา กิจอานันท์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และ สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
64 4
35
48
-
ฤทธิ์การต้านเชื้อแบคทีเรียของสเปรย์พ่นคอสูตรผสมโพวิโดน–ไอโอดีนและลิโดเคนต่อเชื้อ Streptococcus pyogenes; การศึกษาในหลอดทดลอง
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/3536
<p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>:</strong> ในเวชปฏิบัติทางคลินิกการแยกระหว่างการติดเชื้อคออักเสบจากเชื้อ <em>Streptococcus pyogenes</em> กับการติดเชื้อไวรัสที่หายได้เองนั้นเป็นเรื่องยาก ส่งผลให้มีการใช้ยาปฏิชีวนะเกินความจำเป็นในผู้ป่วยโรคคออักเสบเฉียบพลัน การใช้ผลิตภัณฑ์โพวิโดน–ไอโอดีนสำหรับช่องปากจึงอาจเป็นทางเลือกในการรักษาอาการเจ็บคอ โดยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะดื้อยาของจุลชีพในลำคอ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยเกี่ยวกับปริมาณความเข้มข้นต่อฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียต่อเชื้อ <em>S. pyogenes </em>ของสเปรย์พ่นคอที่มีโพวิโดน–ไอโอดีนยังมีอยู่อย่างจำกัด อีกทั้งผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ยังไม่มีส่วนประกอบที่ออกฤทธิ์ระงับปวด จึงมีงานวิจัยเพียงไม่กี่ชิ้นที่ศึกษาผลของสารระงับปวดต่อฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียของผลิตภัณฑ์โพวิโดน–ไอโอดีน</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียในหลอดทดลองของสเปรย์พ่นคอสูตรใหม่ที่ผสมระหว่างสารฆ่าเชื้อ povidone–iodine (PVP-I) และสารระงับปวด (lidocaine) ต่อเชื้อ <em>S. pyogenes</em></p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> ทำการทดสอบฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียของสเปรย์พ่นคอที่มีส่วนผสมของ PVP-I 0.45% ร่วมกับลิโดเคน 0.3% ต่อสายพันธุ์อ้างอิงของ <em>S. pyogenes</em>โดยใช้วิธีการทดสอบการฆ่าเชื้อแบบเชิงปริมาณตามมาตรฐาน EN13727:2012 + A2:2015 ผลิตภัณฑ์ทดสอบถูกเจือจางตามความเข้มข้นของ PVP-I ที่ 0.09%, 0.045%, 0.009%, 0.0045%, 0.00045% และ 0.000045% จากนั้นนำเชื้อแบคทีเรียไปผสมกับสารทดสอบเป็นเวลา 30 วินาทีภายใต้สภาวะสกปรกเพื่อจำลองสภาวะเสมือนช่องปาก แล้วนำไปเพาะบนจานเพาะเชื้อ (blood agar) จากนั้นทำการนับจำนวนโคโลนีที่เติบโตบนแต่ละจานและเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมเพื่อประเมินฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียของสารทดสอบ</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>บนจานเพาะเชื้อที่มีความเข้มข้นของ PVP-I ที่ 0.45%, 0.09%, 0.045% และ 0.009% ไม่พบโคโลนีของเชื้อ <em>S. pyogenes</em>หลังจากบ่มที่อุณหภูมิ 37°C เป็นเวลา 24 ชั่วโมง สำหรับจานที่พบการเจริญของเชื้อ พบว่าจำนวนโคโลนีมีความสัมพันธ์แบบผกผันกับความเข้มข้นของ PVP-I เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม จานที่มี PVP-I ความเข้มข้น 0.0045% และ 0.00045% พบว่ามีการลดจำนวนโคโลนีลง 97.45% และ 93.33% ตามลำดับ</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>:</strong> PVP-I ที่มีความเข้มข้นตั้งแต่ 0.009% เป็นต้นไป ร่วมกับลิโดเคน 0.3% แสดงฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย <em>S. pyogenes</em> ได้ดีในหลอดทดลอง ดังนั้นสเปรย์พ่นคอสูตรผสมความเข้มข้น PVP-I 0.45% ร่วมกับลิโดเคน 0.3% ซึ่งเข้มข้นกว่า PVP-I 0.009% ถึง 50 เท่า จึงสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อได้ และสามารถลดความกังวลในการใช้จริงทางคลินิกจากความเข้มข้นของ PVP-I อาจเจือจางลงจากกระบวนการทางสรีรวิทยาต่าง ๆ ของร่างกาย</p>
เทียนเอก ตรัยเสาวภาคย์
สุรภัทร อัศววิรุฬหการ
ชมพูนุช กลิ่นมาลัย
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และ สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
64 4
49
59
-
อัตราและปัจจัยที่ทำนายการหายจากโรคหืดในผู้ป่วยเด็ก: การศึกษาในผู้ป่วยกลุ่มกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/3469
<p><strong>ความเป็นมา:</strong> การหายจากโรคหืดในเด็กเป็นเป้าหมายสูงสุดของการรักษา การทราบอัตราการหายและปัจจัยที่เกี่ยวข้องจะช่วยกำหนดแนวทางดูแลในอนาคต</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาอัตราการหายจากโรคหืดในผู้ป่วยเด็ก และหาปัจจัยที่ทำนายการหายจากโรค</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> ศึกษาย้อนหลังเป็นเวลา 11 ปีจากเวชระเบียนผู้ป่วยอายุ 0–18 ปี ที่ได้รับการวินิจฉัยโรคหืด ณ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ อัตราการหายวิเคราะห์ด้วย Cox regression ระยะเวลาถึงการหายใช้ Kaplan–Meier และปัจจัยทำนายวิเคราะห์ด้วย logistic regression</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> ผู้ป่วย 296 ราย (ชาย 63%) อายุเริ่มมีอาการเฉลี่ย 50 เดือน และอายุวินิจฉัยเฉลี่ย 65 เดือน ผู้ป่วย 149 ราย (50%) หายจากโรค อัตราการหาย 8.27 ต่อ 100 คน-ปี ปัจจัยทำนายสำคัญ ได้แก่ การวินิจฉัยก่อนอายุ 5 ปี การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ และการใช้ยาสูดสเตียรอยด์ไม่เกินขนาดปานกลาง ค่ามัธยฐานระยะเวลาจนถึงการหายของแต่ละปัจจัยคือ 108 เดือน 70 เดือน และ 76 เดือน ตามลำดับ</p> <p><strong>สรุป:</strong> ครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยเด็กโรคหืดหายจากโรคได้ โดยการวินิจฉัยเร็ว การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ และโรคที่รุนแรงน้อยเป็นปัจจัยเพิ่มโอกาสหาย โดยการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้สัมพันธ์กับการหายเร็วที่สุด</p>
นันทนา ศิริพิพัฒนมงคล
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และ สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
64 4
60
77
-
ผลของการใช้แบบประเมินความรุนแรงของภาวะหายใจลำบากต่อความรวดเร็วในการดูแล และความพึงพอใจของบุคลากรในผู้ป่วยเด็กโรคระบบหายใจ
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/3631
<p><strong>ความเป็นมา:</strong> โรคระบบทางเดินหายใจเป็นสาเหตุสำคัญของการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลของผู้ป่วยเด็ก ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการประเมินความรุนแรงอย่างถูกต้อง และรวดเร็ว เครื่องมือหนึ่งที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ประเมินความรุนแรงของภาวะหายใจลำบากในเด็กคือ Clinical Respiratory Score (CRS) โดยมีจุดเด่นคือใช้งานง่าย ไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์ซับซ้อน และสามารถประเมินการเปลี่ยนแปลงของอาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ หอผู้ป่วยกุมารเวชกรรมและวิกฤตเด็ก (PICU) โรงพยาบาลสงขลาได้ให้บริการดูแลรักษาผู้ป่วยเด็กซึ่งพบว่า การประเมินผู้ป่วยเด็กมีความล่าช้า ประเมินผู้ป่วยและรายงานไม่ครอบคลุม การประเมินภาวะหายใจลำบากของพยาบาลไม่สามารถระบุได้ชัดเจน จึงได้ทำการศึกษาผลของการใช้ Clinical Respiratory Score (CRS) ต่อความรวดเร็วในการดูแลและความพึงพอใจของบุคลากรในผู้ป่วยเด็กโรคระบบหายใจ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>วัตถุประสงค์หลักเพื่อประเมินความรวดเร็วในการใช้แบบประเมินระบบหายใจ (Clinical Respiratory Score: CRS) ในการประเมินความรุนแรงของภาวะหายใจลำบาก และวัตถุประสงค์รองเพื่อประเมินความพึงพอใจของบุคลากรทางการแพทย์ต่อการใช้เครื่องมือ CRS ในการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคระบบหายใจ</p> <p><strong>วิธีการศึกษา: </strong>การศึกษากึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียว วัดผลหลังการทดลอง มีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (purposive) ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 45 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง แบบบันทึกระยะเวลาที่ผู้ป่วยได้รับการประเมินและแก้ไขภายใน 60 นาที แบบประเมินความรุนแรงของภาวะหายใจลำบาก (Clinical Respiratory Score: CRS) และแบบสอบถามความพึงพอใจของแพทย์และพยาบาลวิชาชีพ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ สถิติ One Sample t-test (Only Post -Test)</p> <p><strong>ผลการศึกษา: </strong>ผลการศึกษา พบว่า ค่าเฉลี่ยของเวลาในการประเมินผู้ป่วยด้วย CRS และได้รับการแก้ไข เท่ากับ 24.2 นาที (SD = 11.37) โดยได้ทำการทดสอบ one-sample t-test เพื่อพิจารณาว่าเวลาที่ใช้แตกต่างจากเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ 60 นาทีหรือไม่ ผลการทดสอบพบว่า มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = -21.1, p < 0.001) แสดงให้เห็นว่า ค่าเฉลี่ยเวลาที่สังเกตได้สั้นกว่าเกณฑ์มาตรฐานอย่างมีนัยสำคัญและพบว่า หลังการใช้แบบประเมินความรุนแรงของภาวะหายใจลำบาก แพทย์และพยาบาล (20 คน) มีความพึงพอใจอยู่ในระดับสูง (M= 55.5, SD= 5.94) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001</p> <p><strong>สรุป: </strong>การใช้แบบประเมิน Clinical Respiratory Score (CRS) เพื่อประเมินความรุนแรงภาวะหายใจลำบากในผู้ป่วยเด็กที่มีปัญหาระบบทางเดินหายใจ สามารถเพิ่มความรวดเร็วในการดูแลผู้ป่วยและได้รับการยอมรับจากบุคลากร (แพทย์และพยาบาลวิชาชีพ) ในระดับสูง จึงเป็นแนวทางที่เหมาะสมต่อการนำไปใช้จริงในสถานพยาบาล นอกจากนี้ ยังอาจช่วยลดความล่าช้าในการดูแลผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยได้รับความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น</p>
มณีรัตน์ ช่วยเกื้อ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และ สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
64 4
78
89
-
ผลการผ่าตัด systemic to pulmonary shunts ในเด็กที่มีโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ชนิดที่ทำให้เกิดอาการเขียวและมีเลือดไปปอดน้อยในโรงพยาบาลศรีนครินทร์ (พ.ศ. 2555 - 2559)
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/3372
<p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> ทารกโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ร้อยละ25 แสดงอาการตั้งแต่แรกเกิดและจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดช่วยเหลือในช่วง 1 ขวบปีแรกของชีวิต systemic to pulmonary shunts เป็นการผ่าตัดเพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังปอด เพื่อช่วยชีวิตทารกและเด็กที่มีภาวะเหล่านี้ การอุดตันของ shunt ถือเป็นภาวะแทรกซ้อนรุนแรงซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิต</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>ศึกษาผลการผ่าตัด systemic to pulmonary shunt ในทารกและเด็กที่มีภาวะหัวใจพิการแต่กำเนิด ชนิดที่ทำให้เกิดอาการเขียวและมีเลือดไปปอดน้อย และปัจจัยที่อาจมีผลต่อการอุดตันของ shunt ในช่วง 5 ปี หลังจากเริ่มมีการใช้แนวทางการบริหารยา aspirin หลังการทำ shunt ในโรงพยาบาลศรีนครินทร์</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>ศึกษาแบบย้อนหลังจากเวชระเบียนคลินิกกุมารเวชศาสตร์โรคหัวใจและคลินิกเครื่องเสียงสะท้อนความถี่สูงหัวใจด้วย ICD 10 codes ในผู้ป่วยเด็กผู้ป่วยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดที่ทำให้เกิดอาการเขียวและมีเลือดไปปอดน้อย อายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 18 ปี ที่เข้ารับการรักษาผ่าตัดในโรงพยาบาลศรีนครินทร์ระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2555 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2559</p> <p><strong>ผลการการศึกษา: </strong>ผู้ป่วยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดที่ทำให้เกิดอาการเขียวและมีเลือดไปปอดน้อยจำนวน 36 ราย เป็นกลุ่ม tetralogy of Fallot (TOF) 18 ราย กลุ่ม pulmonary atresia (PA) 11 ราย กลุ่ม tricuspid atresia (TA) 4 ราย และกลุ่ม critical pulmonary stenosis (PS) 3 ราย ผู้ป่วย 1 ราย (ร้อยละ 2.7) พบเกิดภาวะการอุดตันทางเบี่ยงเร็วภายใน 24 ชั่วโมงหลังการผ่าตัด มีผู้ป่วยเสียชีวิต 5 ราย (ร้อยละ 13.9) ภายหลังการผ่าตัด จากภาวะการติดเชื้อ (4 ราย) และเลือดออกมาก (1 ราย) มีผู้ป่วย 22 รายจาก 36 ราย ที่สามารถติดตามผลการรักษาในระยะยาวจนสิ้นสุดระยะเวลาการศึกษา พบมีการอุดตันทางเบี่ยง 7 ราย (ร้อยละ 25.9) กลุ่มที่มีการอุดตันทางเบี่ยงมีค่าเฉลี่ยขนาดของ main pulmonary artery (3.1 มม.) เล็กกว่ากลุ่มที่ไม่มีการอุดตันทางเบี่ยง (5.0 มม.) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p value 0.021) ค่ามัธยฐานของ right pulmonary artery (2.7 มม.), left pulmonary artery (2.8 มม.). น้ำหนักตัวก่อนผ่าตัด (3.1 กก.) ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของท่อทางเบี่ยง (3.5 mm.) จะน้อยกว่าในกลุ่มที่มีการอุดตันทางเบี่ยงเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่มีการอุดตัน ทางเบี่ยง (RPA=3.5 มม., LPA=3.5 มม., BW= 3.4กก., shunt size= 4.1mm.) อย่างมีนัยสำคัญทางคลินิกแต่ไม่มีความแตกต่างกันในทางสถิติ (RPA: p value 0.054; LPA: p value 0.139; BW: p value 0.145; shunt size: p value 0. 217).</p> <p><strong>สรุป: </strong>การผ่าตัด systemic to pulmonary shunt ในทารกที่มีภาวะหัวใจพิการแต่กำเนิด ชนิดที่ทำให้เกิดอากาเขียว และมีเลือดไปปอดน้อย มีการอุดตันของทางเบี่ยงเร็วภายในวันแรกหลังผ่าตัดน้อย ขนาดของ pulmonary artery เป็นปัจจัยที่สำคัญต่อความสำเร็จของการผ่าตัด อัตราการเสียชีวิตจะสัมพันธ์กับภาวะการติดเชื้อ </p>
รติกร ไชยศิวามงคล
อรรฆิศา ไชกิจภิญโญ
มนัส ปะนะมณฑา
ยุทธพงศ์ วงศ์สวัสดิวัฒน์
สมภพ พระธานี
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และ สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
64 4
90
103
-
ปัจจัยที่มีผลของการติดเชื้อรุนแรงในผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะไข้ร่วมกับเม็ดเลือดขาวนิวโตรฟิลต่ำ ในโรงพยาบาลลำปาง
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/3321
<p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>ภาวะไข้ร่วมกับเม็ดเลือดขาวนิวโทรฟิลต่ำ (febrile neutropenia) พบได้บ่อยในผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัด ผู้ป่วยกลุ่มความเสี่ยงสูงมีโอกาสเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดรุนแรงเกิดภาวะแทรกซ้อนและเสียชีวิตได้ จึงได้ทำการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการติดเชื้อรุนแรงในผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะไข้ร่วมกับเม็ดเลือดขาวนิวโตรฟิลต่ำเพื่อนำผลการศึกษาวิจัยไปใช้ในการให้การรักษาผู้ป่วย</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> ศึกษาปัจจัยเสี่ยงของการติดเชื้อในกระแสเลือดรุนแรง ใน ผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะไข้ร่วมกับเม็ดเลือดขาวนิวโทรฟิลต่ำในโรงพยาบาลลำปาง</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>เป็นแบบ retrospective study เก็บข้อมูลย้อนหลังจากเวชระเบียนโรงพยาบาลลำปาง ในผู้ป่วยอายุตั้งแต่ 0 ถึง 15 ปี ที่ได้รับการวินิจฉัยภาวะไข้ร่วมกับเม็ดเลือดขาวนิวโทรฟิลต่ำ ระหว่างปีพ.ศ.2559-2567 คำนวณขนาดตัวอย่างโดยการศึกษานำร่อง เปรียบเทียบสัดส่วนที่สนใจระหว่างประชากรสองกลุ่ม วิเคราะห์ผู้ป่วยที่มีภาวะไข้ร่วมกับเม็ดเลือดขาวนิวโตรฟิลต่ำและผู้ป่วยที่มีภาวะไข้ร่วมกับเม็ดเลือดขาวนิวโตรฟิลต่ำที่มีการติดเชื้อรุนแรง</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>มีผู้ป่วยที่มีภาวะไข้ร่วมกับเม็ดเลือดขาวนิวโทรฟิลต่ำจำนวน 197 ครั้ง เป็นหญิงจำนวน 116 คน (ร้อยละ 58.8) อายุเฉลี่ย 11 ปี แบ่งเป็นกลุ่มติดเชื้อรุนแรง 32 ครั้ง ปัจจัยที่มีผลต่อการติดเชื้อรุนแรงในผู้ป่วยที่มีภาวะไข้ร่วมกับเม็ดเลือดขาวนิวโตรฟิลต่ำ ได้แก่ เพศหญิง (OR 3.62, 95%CI 1.40, 9.37) ระดับอุณหภูมิกายมากกว่าหรือเท่ากับ 40 องศาเซลเซียส (OR 15.04, 95%CI 1.43, 158.02) และผลการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ผิดปกติ (OR 5.49, 95%CI 1.38, 21.74)</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>: </strong>การเฝ้าระวังและให้การรักษาอย่างทันท่วงทีในผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็ง โดยเฉพาะเพศหญิงเด็กที่มีอุณหภูมิกายมากกว่าหรือเท่ากับ 40 องศาเซลเซียส และเด็กที่มีผลการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ผิดปกติ อาจทำให้ป้องกันภาวะแทรกซ้อน และลดอัตราการเสียชีวิตได้</p>
วาทินี แสนโภชน์
ภควดี วุฒิพิทยามงคล
อนวัช บุปผาเจริญสุข
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และ สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
64 4
104
123
-
ปัจจัยเสี่ยงและผลลัทธ์ทางไตของผู้ป่วยเด็กทารกแรกเกิดที่ได้รับการวินิจฉัยไตวายฉับพลัน ในโรงพยาบาลสมุทรสาคร
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/3407
<p><strong>ความเป็นมา:</strong> ภาวะไตวายฉับพลัน (Acute kidney injury: AKI) ในทารกแรกเกิดมักถูกมองข้าม เนื่องจากลักษณะการทำงานของไตในทารกแตกต่างจากเด็กโต ส่งผลให้การวินิจฉัยล่าช้า มีภาวะแทรกซ้อน และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาปัจจัยเสี่ยงที่สัมพันธ์กับการเกิด AKI ในทารกแรกเกิด และผลลัพธ์ของการรักษา</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> ศึกษาเชิงพรรณนาแบบตัดขวาง ในทารกแรกเกิดที่มีและไม่มีภาวะ AKI ระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 ถึง 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 วิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงด้วยสถิติ univariable และ multivariable regression analysis</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> ผู้ป่วยทารกแรกเกิด 86 ราย ได้รับการวินิจฉัย AKI 43 ราย มีความรุนแรงระดับ 1 จำนวน 22 ราย (ร้อยละ 51.2), ระดับ 2 จำนวน 14 ราย (ร้อยละ 32.6) และระดับ 3 จำนวณ 7 ราย (ร้อยละ 16.3) โดยปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิด AKI อย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ patent ductus arteriosus (OR 4.9; 95%CI 1.2–20.4), ภาวะช็อก (OR 15.1; 95%CI 1.6–139.7) และการได้รับยา aminoglycoside (OR 4.5; 95%CI 1.5–13.4) และมีอัตราการเสียชีวิตในกลุ่มที่เกิด AKI ร้อยละ 25.6</p> <p><strong>สรุป:</strong> ทารกที่มีความเสี่ยงข้างต้นควรได้รับการติดตามการทำงานของไตอย่างใกล้ชิด เพื่อวินิจฉัยและรักษา AKI ได้อย่างทันท่วงที ลดภาวะแทรกซ้อนและอัตราการเสียชีวิต</p>
ภัทรียา แย้มพุชชง
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และ สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
64 4
124
138
-
จากความกลัวสู่ความมั่นใจ: การศึกษาเปรียบเทียบผลของการให้ความรู้ด้วยสื่อวิดีโอกับการให้ความรู้แบบปกติต่อความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติของผู้ดูแลเด็กเกี่ยวกับภาวะชักจากไข้ในเด็กในโรงพยาบาลปทุมธานี
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/3527
<p><strong>บทนำ:</strong> ภาวะชักจากไข้พบได้บ่อยในเด็กอายุ 6 เดือน ถึง 5 ปี แม้ส่วนใหญ่เป็นภาวะที่ไม่รุนแรงและหายได้เองเมื่อโตขึ้น แต่มักสร้างความวิตกกังวลให้กับผู้ดูแลเด็กเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากอาจมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับภาวะนี้ การให้ความรู้ที่ถูกต้องสามารถพัฒนาด้านความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติของผู้ดูแลเด็กได้ </p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อเปรียบเทียบผลของการให้ความรู้ด้วยสื่อวิดีโอกับการให้ความรู้แบบปกติในโรงพยาบาลต่อระดับความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติตัวของผู้ดูแลเด็กเกี่ยวกับอาการชักจากไข้ </p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษาเชิงทดลองในผู้ดูแลเด็กอายุ 6 เดือน–5 ปี จำนวน จำนวน 96 คน ผู้ป่วยเด็กได้รับการวินิจฉัยภาวะชักจากไข้และรับการรักษาแบบผู้ป่วยในที่โรงพยาบาลปทุมธานี ตั้งแต่ 1 กันยายน พ.ศ. 2567 ถึง 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 กลุ่มทดลอง (45 คน) รับชมสื่อวิดีโอให้ความรู้เปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม (51 คน) ได้รับการให้ความรู้แบบปกติ ประเมินผลตอบก่อนและหลังการให้ความรู้โดยใช้แบบสอบถาม KAP </p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> ก่อนการให้ความรู้ ทั้งสองกลุ่มมีความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ยกเว้นความถี่ของภาวะชักจากไข้ หลังการให้ความรู้ กลุ่มทดลองรับชมสื่อวิดีโอมีคะแนนความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ด้านความรู้เพิ่มขึ้น 23.5 เท่า (p value = 0.004) ด้านทัศนคติที่ดีขึ้น 74 เท่า (p value < 0.0001) และการปฏิบัติที่เหมาะสมเพิ่มขึ้น 13.4 เท่า (p value = 0.003) เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ได้รับการให้ความรู้แบบปกติ</p> <p><strong>สรุป:</strong> การให้ความรู้ผ่านสื่อวิดีโอสามารถเพิ่มความรู้ ปรับทัศนคติด้านบวก และส่งเสริมการปฏิบัติที่ถูกต้องของผู้ดูแลเด็กเกี่ยวกับภาวะชักจากไข้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
สาธิตา เจียมศรีพงษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และ สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
64 4
139
157