วารสารกุมารเวชศาสตร์
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP
<p>วารสารกุมารเวชศาสตร์ (Thai Journal of Pediatrics) เป็นวารสารวิชาการทางการแพทย์ที่เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ เกี่ยวกับกุมารเวชศาสตร์ เป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ</p>
ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย / สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย
th-TH
วารสารกุมารเวชศาสตร์
3027-8422
-
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะครรภ์เป็นพิษในมารดาและภาวะหายใจลำบากในทารกแรกเกิด
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/3682
<p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>:</strong> ภาวะหายใจลำบากในทารกแรกเกิด เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่ทำให้ทารกต้องเข้ารับการรักษาในหน่วยอภิบาลทารกแรกเกิดภาวะวิกฤต สาเหตุเกิดจากความผิดปกติที่ปอดและภายนอกปอด ปัจจัยที่ทำให้ทารกหายใจลำบากมีหลายปัจจัยรวมทั้งภาวะครรภ์เป็นพิษในมารดา โรงพยาบาลปัตตานี มีอุบัติการณ์ภาวะครรภ์เป็นพิษในมารดา และภาวะหายใจลำบากในทารกแรกเกิด ค่อนข้างสูง การศึกษาความเป็นสาเหตุระหว่างภาวะหายใจลำบากในทารกแรกเกิดและ ภาวะครรภ์เป็นพิษในมารดา ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลระหว่างภาวะครรภ์เป็นพิษในมารดา กับ ภาวะหายใจลำบากในทารกแรกเกิด</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> การศึกษาเชิงยืนยันสมมติฐานเพื่อศึกษาปัจจัยเสี่ยง แบบการศึกษาย้อนหลัง และการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่มย่อย ที่กลุ่มงานสูตินรีเวช และ กลุ่มงานกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลปัตตานี ศึกษาทารกแรกเกิดที่มีและไม่มีภาวะหายใจลำบาก ที่คลอดจากมารดาภาวะครรภ์เป็นพิษ และมารดาความดันโลหิดปกติ ระหว่างมกราคม ถึง มิถุนายน พ.ศ. 2566 ค้นหาข้อมูลทารกแรกเกิด ที่คลอดจากมารดาภาวะครรภ์เป็นพิษ ทุกรายในช่วงเวลาที่ศึกษา และสุ่มทารกแรกเกิด ที่คลอดจากมารดาที่มีความดันโลหิตปกติ ในวันที่พบมารดาภาวะครรภ์เป็นพิษ จากฐานข้อมูลเดียวกัน สืบค้นข้อมูลจากบันทึกเวชระเบียนผู้ป่วยและจาก Program Hos-Xp ของโรงพยาบาล เปรียบเทียบการมีปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ของภาวะหายใจลำบาก ในทารกทั้งสองกลุ่ม ด้วย exact probability test และ t-test วิเคราะห์เส้นทางของความสัมพันธ์ด้วยแบบจำลองสมการโครงสร้าง</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> ผู้ป่วยจากทั้งสองกลุ่ม มีทารกแรกเกิดที่มีภาวะหายใจลำบาก 46 ราย และทารกที่ไม่มีภาวะหายใจลำบาก 228 ราย ลักษณะที่อาจเป็นปัจจัยที่มีผลต่อภาวะหายใจลำบาก ในทารกแรกเกิด ที่ได้จากแบบจำลองสมการโครงสร้าง ได้แก่ 1ภาวะน้ำหนักตัวน้อย(OR=4.03; 95% CI; 1.78, 9.09) 2. ภาวะคลอดก่อนกำหนด (OR=2.49; 95% CI; 1.11, 5.56) และ 3. ภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (OR=3.00; 95% CI; 1.55, 5.79) ส่วนภาวะครรภ์เป็นพิษ ในมารดาเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหายใจลำบากในทารกเพียง 1.30 เท่า และไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่นัยสำคัญ พบใน เส้นทางความสัมพันธ์ ระหว่าง ภาวะครรภ์เป็นพิษ กับ ภาวะคลอดก่อนกำหนดภาวะคลอดก่อนกำหนด กับ ภาวะน้ำหนักตัวน้อย และ ภาวะน้ำหนักตัวน้อย กับ ภาวะหายใจลำบากในทารกแรกเกิด ทั้ง 3 เส้นทางความสัมพันธ์ส่วน ภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ไม่ได้อยู่ใน เส้นทาง ของความสัมพันธ์ข้างต้น</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>:</strong> ภาวะครรภ์เป็นพิษไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงโดยตรงต่อการเกิดภาวะหายใจลำบากในทารกแรกเกิด แต่มีผลทางอ้อมผ่านการคลอดก่อนกำหนดและน้ำหนักแรกเกิดน้อย</p>
นันธิดา โลหะวิจารณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และ สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
65 1
1
18
-
ผลการใช้เจลเดกซ์โทรสแบบรับประทานเพื่อป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำในทารกแรกเกิดกลุ่มเสี่ยง
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/4137
<p><strong>ความเป็นมา</strong>: ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำในทารกแรกเกิดเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยโดยเฉพาะในทารกกลุ่มเสี่ยง ปัจจุบันมีการนำเจลเดกซ์โทรสแบบรับประทาน ซึ่งผลิตโดยห้องยาของโรงพยาบาล มาใช้เป็นแนวทางใหม่เพื่อป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำในทารกแรกเกิดกลุ่มเสี่ยง</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อศึกษาอุบัติการณ์ของการเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำในชั่วโมงแรกหลังเกิด ในทารกกลุ่มเสี่ยงที่ได้รับเจลเดกซ์โทรสแบบรับประทานตามแนวทางการป้องกันใหม่ และปัจจัยที่สัมพันธ์กับการป้องกันที่ไม่สำเร็จ และเพื่อเปรียบเทียบอุบัติการณ์ของการเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำหลังเกิดเมื่อใช้แนวทางการป้องกันใหม่เปรียบเทียบกับการใช้แนวทางเดิมก่อนมีการใช้เจลเดกซ์โทรสแบบรับประทาน</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong>: การศึกษาแบบไปข้างหน้า ในทารกกลุ่มเสี่ยงจำนวน 342 ราย ที่อายุครรภ์มากกว่า 35 สัปดาห์ ซึ่งได้รับเจลเดกซ์โทรสแบบรับประทาน พร้อมกับการให้เริ่มนมเร็ว ทำการศึกษาระหว่างเดือนเมษายน พ.ศ. 2566 ถึง ธันวาคม พ.ศ. 2566 เปรียบเทียบอุบัติการณ์ของการเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำที่อายุ 1 ชั่วโมง และผลการรักษาอื่น ๆ กับข้อมูลกลุ่มควบคุมย้อนหลัง ในทารกกลุ่มเสี่ยง 418 ราย ที่ได้รับการดูแลตามแนวทางก่อนมีการใช้เจลเดกซ์โทรส</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong>: ทารกกลุ่มเสี่ยง 11 ราย (ร้อยละ 3.2) ที่ได้รับเจลเดกซ์โทรส เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ และ 4 ราย (ร้อยละ 1.2) ได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำ โดยพบว่าการใช้อินซูลินของมารดาที่เป็นเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์เป็นปัจจัยที่สัมพันธ์กับการป้องกันที่ไม่สำเร็จ (p value 0.04) เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมย้อนหลัง ซึ่งเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำร้อยละ 12.7 และมีการได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำร้อยละ 12 พบว่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (p value < 0.001)</p> <p><strong>สรุป</strong>: การใช้เจลเดกซ์โทรสแบบรับประทานช่วยลดอุบัติการณ์ของการเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำและการได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยพบว่าการใช้อินซูลินของมารดาระหว่างตั้งครรภ์เป็นปัจจัยหลักที่สัมพันธ์กับการป้องกันที่ไม่สำเร็จ</p>
วชิราภรณ์ พัชรมงคล
พิชญา ถนอมสิงห์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และ สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
65 1
19
32
-
ผลลัพธ์จากการใช้สารเมทแอมเฟตามีนระหว่างตั้งครรภ์ต่อทารกแรกเกิด
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/4146
<p><strong>ความเป็นมา:</strong> การใช้สารเสพติดในสตรีตั้งครรภ์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนในทารก คือ ทารกเกิดก่อนกำหนด น้ำหนักแรกเกิดน้อย และมักมีอาการถอนยา ส่งผลเสียต่อระบบร่างกาย ทำให้ต้องนอนโรงพยาบาลและเพิ่มค่าใช้จ่ายในการรักษา การศึกษาช่วยให้ผู้รักษาทราบถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในทารกแรกเกิดและใช้ในการจัดทำแนวทางการดูแลเพื่อลดภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นกับทารก</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาลักษณะทางคลินิกและภาวะแทรกซ้อนในทารกที่เกิดจากมารดาที่ใช้สารเมทแอมเฟตามีนก่อนคลอด</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> เป็นการศึกษาข้อมูลย้อนหลังจากเวชระเบียนของโรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช คัดเลือกกลุ่มศึกษาจากทารกที่ผลตรวจสารเมทแอมเฟตามีนในปัสสาวะของทารกให้ผลบวกและ คัดเลือกกลุ่มควบคุมจากทารกที่เกิดจากมารดาที่ไม่ใช้สารเมทแอมเฟตามีนและมีลักษณะทั่วไปคล้ายคลึงกับกลุ่มศึกษา ในด้านอายุมารดา ระดับการศึกษา อาชีพ และประวัติการฝากครรภ์ ระหว่าง 1 ตุลาคม พ.ศ. 2565- 30 กันยายน พ.ศ. 2568</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> ทารกที่เกิดจากมารดาที่ใช้สารเมทแอมเฟตามีนก่อนคลอดทั้งหมด 53 ราย เป็นเพศชายร้อยละ 52.8 ทารกคลอดก่อนกำหนด ร้อยละ 30.2 และน้ำหนักแรกเกิดน้อยกว่า 2,500 กรัม ร้อยละ 64.2 ค่าเฉลี่ยน้ำหนักแรกเกิด 2,685.5 กรัม ระยะเวลานอนโรงพยาบาล 4.44 <u>+ </u>2.52 วัน อาการทางคลินิกของทารกที่พบ ภาวะไม่สามารถรับนมได้ ร้อยละ 43.4 ปัญหาด้านการนอน ร้องกวน ร้อยละ 24.5 ภาวะไข้ ร้อยละ 15.1 พบน้ำหนักแรกเกิด ความยาว ต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p value < 0.05) ต้องการการใช้ออกซิเจนเพื่อช่วยกู้ชีพ อาการตัวเหลือง มากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p value < 0.05)</p> <p><strong>สรุป:</strong> ทารกที่เกิดจากมารดาที่ใช้สารเมทแอมเฟตามีนก่อนคลอดทำให้ทารกน้ำหนักแรกเกิดตัวน้อย ต้องการการช่วยกู้ชีพ ภาวะตัวเหลือง ภาวะไม่สามารถรับนมได้ ปัญหาด้านการนอน ร้องกวน ภาวะไข้ และนอนโรงพยาบาลนานขึ้น ดังนั้นแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปและกุมารแพทย์ต้องติดตามอาการอย่างใกล้ชิดในทารกกลุ่มนี้เพื่อวินิจฉัยและให้การรักษา</p>
รัศมี ตั้งศิริ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และ สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
65 1
33
52
-
ความสัมพันธ์ของผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ของทารกกับการตั้งครรภ์วัยรุ่นที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/4141
<p><strong>ความเป็นมา:</strong> การตั้งครรภ์ในวัยรุ่นยังคงเป็นปัญหาสำคัญด้านสาธารณสุขทั่วโลก และเป็นปัจจัยที่มีส่วนทำให้เกิดผลลัพธ์ทางมารดาและทารกที่ไม่พึงประสงค์</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อศึกษาผลลัพธ์การคลอดระหว่างมารดาวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ ได้แก่ การเกิดก่อนกำหนด น้ำหนักตัวน้อย และภาวะขาดออกซิเจนแรกเกิด</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษาแบบ retrospective cohort ใช้ข้อมูลจากทะเบียนการคลอดของสตรีอายุต่ำกว่า 35 ปี ระหว่างวันที่ 1 มกราคม <strong>– </strong>31 ธันวาคม พ.ศ. 2566 โดยแบ่งเป็นกลุ่มมารดาวัยรุ่น <strong>(</strong><20 ปี<strong>) </strong>และกลุ่มมารดาวัยผู้ใหญ่ (20–34 ปี<strong>) </strong>เปรียบเทียบผลลัพธ์ทั้งด้านมารดาและทารก และหาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับผลลัพธ์ทางทารกที่ไม่พึงประสงค์โดยการวิเคราะห์ multivariable logistic regression</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> จากการคลอดครรภ์เดี่ยวทั้งหมด 4,338 ราย พบว่าร้อยละ 8.6 เป็นมารดาวัยรุ่น มารดาวัยรุ่นมีแนวโน้มได้รับการฝากครรภ์ไม่เพียงพอ และพบภาวะแทรกซ้อนสูงกว่า ได้แก่ คลอดก่อนกำหนด ถุงน้ำคร่ำแตกก่อนเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด การติดเชื้อในถุงน้ำคร่ำ การติดเชื้อ HIV และซิฟิลิส อีกทั้งมีอัตราการตายคลอดสูงกว่า ทารกเกิดจากมารดาวัยรุ่นพบอัตราการคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักแรกเกิดน้อย น้ำหนักน้อยกว่าอายุครรภ์ ภาวะขาดออกซิเจนแรกเกิด ตัวเหลือง และการต้องเข้ารับการดูแลในหน่วยทารกแรกเกิดสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ หลังควบคุมปัจจัยกวน พบว่าการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นยังคงมีความสัมพันธ์กับผลลัพธ์ทางทารกที่ไม่พึงประสงค์</p> <p><strong>สรุปผล:</strong> การตั้งครรภ์ในวัยรุ่นเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อผลลัพธ์ทางทารกแรกเกิดที่ไม่พึงประสงค์หลายประการ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นของการส่งเสริมการฝากครรภ์ตั้งแต่ระยะแรก การคัดกรองและรักษาการติดเชื้ออย่างเหมาะสม รวมถึงการจัดบริการอนามัยการเจริญพันธุ์ที่เป็นมิตรและคำนึงถึงความเป็นส่วนตัวสำหรับวัยรุ่น เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและยกระดับผลลัพธ์ด้านสุขภาพของมารดาและทารกในกลุ่มเปราะบางนี้</p>
ฉัตรสุดา จันโท
สิริธร นวลจันทร
สิริกร เตชะศารทูล
เขมิสรา ไหมทอง
จันทกานต์ กมลลิ้มสกุล
เจริญขวัญ จอมพุทรา
พิชญา ถนอมสิงห์
สิรยา กิติโยดม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และ สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
65 1
53
68
-
ความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพัฒนาการล่าช้ารอบด้านในทารกคลอดก่อนกำหนด อายุ 6-24 เดือน: การศึกษาภาคตัดขวางในคลินิกทารกความเสี่ยงสูง
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/4041
<p><strong>ความเป็นมา</strong>: เนื่องด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบัน ทำให้อัตราการรอดชีวิตของทารกคลอดก่อนกำหนดเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ทารกกลุ่มนี้มักมีพัฒนาการทางระบบประสาทที่ยังไม่สมบูรณ์ และมีความเสี่ยงต่อการเกิดการบาดเจ็บทางสมอง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางระบบประสาท การเรียนรู้ในระยะยาว และอาจนำไปสู่ปัญหาทางสังคมในอนาคตได้</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong> : เพื่อศึกษาหาความชุกของพัฒนาการล่าช้ารอบด้านในทารกคลอดก่อนกำหนดอายุ 6 ถึง 24 เดือนที่ได้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า และศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์การพัฒนาการล่าช้ารอบด้านของทารกที่คลอดก่อนกำหนด</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong>: ศึกษาแบบภาคตัดขวาง ทารกคลอดก่อนกำหนดอายุ 6-24 เดือน ที่มาติดตามอาการที่คลินิกทารกความเสี่ยงสูง โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2566 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567 เข้ารับการตรวจคัดกรองพัฒนาการโดยเครื่องมือ Denver II โดยกุมารแพทย์พัฒนาการและพฤติกรรม และจะมีการทบทวนเวชระเบียนร่วมกับการสัมภาษณ์ผู้เลี้ยงดูโดยการให้ทำแบบสอบถาม เพื่อเก็บรวบรวมปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพัฒนาการล่าช้า</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> จำนวนกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 32 ราย พบว่ามีทารกคลอดก่อนกำหนดที่มีภาวะพัฒนาการล่าช้ารอบด้านทั้งหมด 9 ราย คิดเป็นร้อยละ 28.1 การได้รับยาสเตียรอยด์ก่อนคลอดของมารดาสัมพันธ์กับการลดภาวะพัฒนาการล่าช้ารอบด้านในทารกคลอดก่อนกำหนดอย่างมีนัยสำคัญ (OR 0.098, 95% CI 0.015-0.646, p value 0.028)</p> <p><strong>สรุป</strong>: ทารกคลอดก่อนกำหนดถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดภาวะพัฒนาการล่าช้า และมีความจำเป็นต้องได้รับการตรวจติดตามพัฒนาการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องมากกว่าทารกกลุ่มเสี่ยงต่ำ พบว่าการไม่ได้รับยาสเตียรอยด์ก่อนคลอดมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับภาวะพัฒนาการล่าช้ารอบด้านในทารกที่คลอดก่อนกำหนด เน้นย้ำถึงความสำคัญของการให้สเตียรอยด์ในมารดาที่มีภาวะคลอดก่อนกำหนดตามมาตรฐานการรักษา</p> <p> </p>
เจนจิรา เอื้อพุทจรรยา
กานตา เชี่ยวชาญเวช
วรพจน์ บุญสิทธิวราภรณ์
ธนิสร พรประสิทธิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และ สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
65 1
69
88
-
ความชุกของประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็กและความสัมพันธ์กับรูปแบบการเลี้ยงดูบุตรในผู้ปกครองของเด็กที่มีปัญหาพฤติกรรม
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/3967
<p><strong>ความเป็นมา: </strong> ประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็ก เป็นภาวะที่ส่งผลกระทบต่อตัวบุคคลในระยะยาวจนถึงในวัยผู้ใหญ่ ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อแนวทางการเลี้ยงดูบุตรของบุคคลนั้น ๆ ได้ หากการเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็กของผู้ปกครอง มีความสัมพันธ์กับรูปแบบการเลี้ยงดูของผู้ปกครองแล้ว อาจทำให้ผู้ป่วยนั้นได้รับประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็กเช่นเดียวกัน และนำไปสู่การเกิดประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็กในรุ่นถัดไปได้ แต่ข้อมูลเกี่ยวกับความชุกของประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็กของผู้ปกครองเด็กที่มีปัญหาพฤติกรรมในบริบทของประเทศไทยยังมีจำกัด</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาความชุกในการเกิดประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็ก ในผู้ปกครองของผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านพฤติกรรมที่เข้ารับการรักษาที่สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็กของผู้ปกครองกับลักษณะการเลี้ยงดู</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> การศึกษาเชิงพรรณนาภาคตัดขวาง ในผู้ปกครองของผู้ป่วยทุกรายที่เข้ารับการรักษาที่แผนกผู้ป่วยนอก ในศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะทางด้านพัฒนาการและพฤติกรรมเด็กด้วยปัญหาทางด้านพฤติกรรม ตั้งแต่ 1 กันยายน พ.ศ. 2564 ถึง 30 เมษายน พ.ศ. 2565 จำนวน 208 ราย รวบรวมข้อมูลจากการทำแบบสอบถาม โดยใช้ ACEs questionnaire ฉบับภาษาไทย และ modified PSDQ-Thai version วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติวิเคราะห์ แจกแจงจำนวนร้อยละ และศึกษาความสัมพันธ์ของประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็กกับรูปแบบการเลี้ยงดู ด้วย independent T-test , one- way ANOVA และ multiple logistic regression analysis</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> ความชุกของการเกิดประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็ก คิดเป็นร้อยละ 19.7 และพบว่าผู้ปกครองที่ไม่มีประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็กมีแนวโน้มที่จะเลี้ยงดูบุตรแบบเอาใจใส่มากกว่าผู้ปกครองที่มีประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็ก (p value 0.009) ในขณะที่ผู้ปกครองที่มีประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็กมีแนวโน้มที่จะเลี้ยงดูบุตรแบบควบคุม (p value 0.001) มากกว่า</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>: </strong>ประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็กในผู้ปกครองของผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านพฤติกรรมมีความชุกสูงถึงร้อยละ 19.7 และสอดคล้องกับรูปแบบการเลี้ยงดูบุตร การคัดกรองประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็กของผู้ปกครองอาจเป็นข้อมูลในการให้คำแนะนำเพื่อส่งเสริมการเลี้ยงดูบุตรอย่างเหมาะสม และลดโอกาสการส่งต่อประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็กของรุ่นถัดไปได้</p>
ธันยพร เมฆรุ่งจรัส
พรรณปพร ดิษบรรจง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และ สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
65 1
89
105
-
การเปรียบเทียบผลการให้ยาเสริมธาตุเหล็กระหว่างให้ยาสัปดาห์ละ 1 ครั้ง สัปดาห์ละ 2 ครั้ง และการให้ยาเสริมธาตุเหล็กสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ร่วมกับโปรแกรมเสริมโภชนาการต่อภาวะโลหิตจางในทารกอายุ 9 เดือน
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/3751
<p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กมปัจจุบันมีการป้องกันภาวะโลหิตจางโดยเสริมธาตุเหล็กรับประทานสัปดาห์ละครั้ง แต่ยังพบว่ามีภาวะโลหิตจางในเด็กไทยสูง</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กเปรียบเทียบระหว่างการให้ยาเสริมธาตุเหล็กสัปดาห์ละ 1 ครั้ง สัปดาห์ละ 2 ครั้ง และการให้สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ร่วมกับโปรแกรมเสริมโภชนาการในเด็ก</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษานี้เป็นการทดลองและมีกลุ่มควบคุม ทารกอายุ 6 เดือนที่มาเข้ารับบริการที่คลินิกสุขภาพเด็กดี ในเขตอำเภอหล่มสัก ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ถึง พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 โดยการสุ่มผู้เข้าร่วมโครงการวิจัยเป็น 3 กลุ่ม ทั้ง 3 กลุ่มจะได้รับยาน้ำเสริมธาตุเหล็ก กลุ่มควบคุมได้รับสัปดาห์ละ 1 ครั้ง กลุ่มทดลองกลุ่มที่ 1 สัปดาห์ละ 2 ครั้ง และกลุ่มทดลองกลุ่มที่ 2 สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ร่วมกับอบรมโปรแกรมเสริมโภชนาการ และติดตามประเมินผลลัพธ์เมื่ออายุ 9 เดือน โดยวิเคราะห์ข้อมูลสถิติเชิงอนุมานด้วย One way Anova และการเปรียบเทียบภาวะขาดธาตุเหล็กในกลุ่มควบคุมกับกลุ่มทดลองทั้ง 2 กลุ่ม ด้วย Chi-square test </p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> เมื่อสิ้นสุดการศึกษาในทารกอายุ 9 เดือน จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 96 คน (แบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับยาเสริมธาตุเหล็กสัปดาห์ละ 1 ครั้ง จำนวน 33 คน, กลุ่มที่ได้รับสัปดาห์ละ 2 ครั้ง จำนวน 33 คน และกลุ่มที่ได้รับสัปดาห์ละ 1 ครั้งร่วมกับโปรแกรมเสริมโภชนาการ จำนวน 30 คน) พบว่าอุบัติการณ์ของภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในกลุ่มทดลองทั้ง 2 กลุ่ม ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม ส่วนภาวะขาดธาตุเหล็กอย่างเดียว พบในกลุ่มควบคุมร้อยละ 15.2 และในกลุ่มทดลองในกลุ่มที่ 1 และ 2 ร้อยละ 6.1 และ 3.3 ตามลำดับ ซึ่งทั้งสองกลุ่มมีค่าน้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p value < 0.05) เมื่อพิจารณาความชุกรวมของทารกที่มีภาวะขาดธาตุเหล็กและโลหิตจาง พบว่าในกลุ่มควบคุมมีความชุกสูงถึงร้อยละ 36.4 ในขณะที่กลุ่มทดลองที่ 1 และ 2 พบร้อยละ 18.2 และ 10.0 ตามลำดับ ทั้งนี้ ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า กลุ่มทดลองที่ 2 (กลุ่มที่ได้รับยาเสริมธาตุเหล็กสัปดาห์ละ 1 ครั้งร่วมกับโปรแกรมเสริมโภชนาการ) มีอุบัติการณ์ต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p value < 0.05)</p> <p><strong>สรุป:</strong> การให้ยาน้ำเสริมธาตุเหล็กในทารกอายุ 6 เดือน กลุ่มให้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง และกลุ่มให้สัปดาห์ละครั้ง ร่วมกับอบรมโปรแกรมเสริมโภชนาการมีประสิทธิภาพในการป้องกันภาวะขาดธาตุเหล็กดีกว่าการให้ยาสัปดาห์ละครั้งอย่างเดียว</p>
ปริญญาพร ไหมแพง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และ สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
65 1
106
120
-
ผลการรักษาผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียด้วยแฟคเตอร์เข้มข้น
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/3912
<p><strong>ความเป็นมา: </strong>โรคฮีโมฟีเลียเป็นโรคเลือดออกง่ายหยุดยากทางพันธุกรรมที่เกิดจากขาดปัจจัยการแข็งตัวของเลือด การควบคุมอาการเลือดออก มีการพัฒนาการรักษาด้วยการให้แฟคเตอร์เข้มข้นที่สกัดจากพลาสมาเพื่อทดแทนแฟคเตอร์ แปด หรือ เก้า ที่ขาด ซึ่งมีทั้งการรักษาภาวะเลือดออกที่เกิดขึ้นแล้ว และการรักษาเพื่อป้องกันภาวะเลือดออกอย่างต่อเนื่องซึ่งให้ผลแตกต่างกัน รวมทั้งมีอุปสรรคที่ทำให้การรักษาไม่เป็นผลลุล่วง</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อศึกษาผลการรักษาโรคฮีโมฟีเลียด้วยแฟคเตอร์เข้มข้นและปัจจัยที่มีอุปสรรคต่อการรักษาโรคฮีโมฟีเลียในเด็ก</p> <p><strong>วิธีการศึกษา: </strong>การศึกษาแบบย้อนหลัง ในผู้ป่วยอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 21 ปี ที่ได้รับการวินิจฉัยโรคในช่วงตั้งแต่ 1 มกราคม พ.ศ. 2563 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2565 โดยบันทึกข้อมูลเพศ อายุ วันเกิด วันที่ได้รับการวินิฉัย ชนิดของโรคฮีโมฟีเลีย ระดับความรุนแรง ระดับสารต้านแฟคเตอร์ ชนิดการรักษา อายุที่เริ่มให้การรักษาเพื่อป้องกันภาวะเลือดออกอย่างต่อเนื่อง ความถี่และปริมาณแฟคเตอร์ที่ใช้รักษาเพื่อป้องกันภาวะเลือดออกอย่างต่อเนื่อง บุคคลที่ทำการฉีดแฟคเตอร์สำหรับผู้ที่ได้รับการรักษาเพื่อป้องกันภาวะเลือดออกอย่างต่อเนื่อง อัตราการเลือดออกเมื่อรักษาภาวะเลือดออกที่เกิดขึ้นแล้วและเมื่อรักษาเพื่อป้องกันภาวะเลือดออกอย่างต่อเนื่อง จำนวนครั้งที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ติดตามผลการรักษาในผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียที่ได้รับการรักษาเพื่อป้องกันภาวะเลือดออกอย่างต่อเนื่อง target joint และอุปสรรคที่มีผลต่อการรักษาโรคฮีโมฟีเลีย วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนา</p> <p><strong>ผลการศึกษา: </strong>การศึกษาผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคฮีโมฟีเลียในโรงพยาบาลขอนแก่นจำนวน 18 คน พบว่า มัธยฐานอัตราการเลือดออกหลังได้รับการรักษาเพื่อป้องกันภาวะเลือดออกอย่างต่อเนื่องคิดเป็น 0 ครั้ง / ปี และค่ามัธยฐานอัตราการเลือดออกหลังได้รับการรักษาภาวะเลือดออกที่เกิดขึ้นแล้วคิดเป็น 2 ครั้ง / ปี หลังจากติดตามการรักษาเป็นระยะเวลา 1 ปี ในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาเพื่อป้องกันอย่างต่อเนื่องมีอัตราการเลือดออกลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p value < 0.002) และอุปสรรคต่อการรักษาจากการตอบแบบสอบถาม ได้แก่ กลัวเข็ม มีจำนวนมากที่สุด</p> <p><strong>สรุป: </strong>อัตราการเลือดออกเมื่อให้การรักษาเพื่อป้องกันภาวะเลือดออกอย่างต่อเนื่องลดลงมากกว่าเมื่อเทียบกับการให้รักษาภาวะเลือดออกที่เกิดขึ้นแล้ว รวมทั้งหลังติดตามการรักษาเมื่อได้รับการรักษาเพื่อป้องกันภาวะเลือดออกอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 1 ปี มีอัตราการเลือดออกลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และอุปสรรคต่อการรักษา ได้แก่ กลัวเข็ม มีจำนวนมากที่สุด </p>
จุฬาลักษณ์ โคตรประดา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และ สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
65 1
121
135
-
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเกิด long covid syndrome ในผู้ป่วยเด็กอายุน้อยกว่า 18 ปี ที่รักษาในโรงพยาบาลทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/4107
<p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>:</strong> ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2562 มีการระบาดของโรค COVID-19 ทำให้มีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งมีอาการผิดปกติภายหลังการติดเชื้อในระยะเฉียบพลัน ซึ่งถูกนิยามว่าเป็นกลุ่มอาการ long COVID syndrome อาการเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันทั้งด้านร่างกายและจิตใจ หลายประเทศเริ่มมีการรายงานในผู้ใหญ่และต่อมาเริ่มมีรายงานในผู้ป่วยเด็ก แต่การศึกษาในบริบทประเทศไทยยังมีจำกัด</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อศึกษาอุบัติการณ์ อาการแสดง และปัจจัยที่มีผลต่อการเกิด long COVID syndrome ในผู้ป่วยเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>Prospective cohort study ในผู้ป่วยเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ที่ติดเชื้อโควิด-19 ยืนยันโดย RT-PCR และเข้ารับการรักษาระหว่างวันที่ 1 มกราคม - 30 มิถุนายน พ.ศ. 2565 จำนวน 334 คน การวินิจฉัย long COVID syndrome ใช้คำนิยามขององค์การอนามัยโลก (WHO) วิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องโดยใช้สถิติ Chi-square test และ Uni and Multivariate logistic regression analysis</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>อุบัติการณ์ของ long COVID syndrome เท่ากับร้อยละ 34.7 อาการที่พบบ่อย ได้แก่ ไอ (ร้อยละ 27.5) มีน้ำมูก คัดจมูก จาม (ร้อยละ 25.9) และหายใจลำบาก (ร้อยละ 16.2) <sup> </sup>ปัจจัยเสี่ยงที่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ เศรษฐฐานะทางครอบครัวต่ำ (adjusted OR = 4.12, p value 0.008), อาการป่วยเฉียบพลันรุนแรง (adjusted OR = 5.97, p value 0.01) และ การนอนโรงพยาบาลมากกว่า 1 วัน (adjusted OR = 8.99, p value 0.01) ในขณะที่การได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม ช่วยลดความเสี่ยง (adjusted OR = 0.23, p value 0.005)</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>: </strong>Long COVID syndrome ในเด็กมีอุบัติการณ์สูง โดยอาการหลักคืออาการระบบทางเดินหายใจและพฤติกรรม ปัจจัยที่พบว่ามีความเสี่ยง คือ ความรุนแรงของอาการป่วยในระยะเฉียบพลันและเศรษฐฐานะต่ำ การติดตามอาการและการส่งเสริมการฉีดวัคซีนในเด็กมีผลต่อการลดผลกระทบในระยะยาว</p>
พิมพัชร มนูญผล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และ สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
65 1
136
153
-
อาการทางระบบทางเดินหายใจของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการรักษาในโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/4113
<p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พบว่ามีอาการและความรุนแรงที่ค่อนข้างหลากหลายในผู้ป่วยเด็ก</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาอาการของระบบทางเดินหายใจในผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การศึกษาเชิงพรรณนา แบบเก็บข้อมูลย้อนหลัง โดยเก็บข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ป่วยของผู้ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2565 (ระยะเวลา 6 เดือน) ของผู้ป่วยเด็กอายุตั้งแต่ 29 วัน ถึง 15 ปี ที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และเข้ารับการรักษาที่หอผู้ป่วยเด็ก โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>จากผู้เข้าร่วมการศึกษาจำนวน 174 ราย พบว่าประชากรส่วนใหญ่มีอายุน้อยกว่า 5 ปี โดยมี มัธยฐาน 3 ปี เพศหญิงร้อยละ 50.6 มีโรคประจำตัวร่วมร้อยละ 26.4 ได้แก่ โรคอ้วนร้อยละ 10.3 โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง/มะเร็งร้อยละ 5.7 การวินิจฉัยแรกรับทางระบบทางเดินหายใจที่พบมากที่สุดคือ หวัดร้อยละ 57.5 คออักเสบร้อยละ 13.8 และปอดอักเสบร้อยละ 11.5 พบว่ามีการวินิจฉัยโรคปอดอักเสบที่มากกว่าในกลุ่มผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว ผู้ป่วยส่วนใหญ่เข้ารักษาในหอผู้ป่วยแยกโรคมากที่สุดร้อยละ 94.8 มีระยะเวลาการรักษาในโรงพยาบาลมัธยฐานอยู่ที่ 4 วัน ส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องได้รับออกซิเจนร้อยละ 89.1 ใส่ท่อช่วยหายใจและเครื่องช่วยหายใจร้อยละ 4.6 ใช้ออกซิเจนอัตราการไหลสูงผ่านจมูกร้อยละ 5.2 ออกซิเจนผ่านจมูกร้อยละ 1.1 ภาวะแทรกซ้อนที่พบมากที่สุดคือ ระบบทางเดินหายใจล้มเหลวเฉียบพลันร้อยละ 4.6 และไม่มีผู้ป่วยเสียชีวิตในการศึกษาครั้งนี้</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>: </strong>ผู้ป่วยเด็กติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ได้รับการรักษาในโรงพยาบาล ส่วนใหญ่มีอาการ การวินิจฉัยแรกรับทางระบบทางเดินหายใจที่พบมากที่สุดคือการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน และพบโรคปอดอักเสบในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว</p>
สุภัคสิริ ล้อจรัสศรีกุล
ปวีณา วิจักษณ์ประเสริฐ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และ สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
65 1
154
167