วารสารกุมารเวชศาสตร์ https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP <p>วารสารกุมารเวชศาสตร์ (Thai Journal of Pediatrics) เป็นวารสารวิชาการทางการแพทย์ที่เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ เกี่ยวกับกุมารเวชศาสตร์ เป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ</p> th-TH veerachaiw@yahoo.com (พลตรี ศ. วีระชัย วัฒนวีรเดช) chalinya.pr@gmail.com (ชลิญญา ปรีการ) Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ผลของการรักษาทางจิตเวชแบบสหวิชาชีพต่อการวินิจฉัยและการสั่งยาจิตเวชในเด็กและวัยรุ่นออทิซึมสเปกตรัมที่มีปัญหาพฤติกรรมรุนแรง: การศึกษาเปรียบเทียบย้อนหลังแบบก่อนและหลัง https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/4267 <p><strong>ความเป็นมา</strong>: เด็กและวัยรุ่นที่มีภาวะออทิซึมสเปกตรัมร่วมกับภาวะสติปัญญาบกพร่องและมีปัญหาพฤติกรรมรุนแรง มักมีความซับซ้อนทางจิตเวชและได้รับยาจิตเวชหลายขนาน ขณะที่โรคร่วมทางจิตเวชอาจยังไม่ได้รับการวินิจฉัยอย่างเหมาะสม การรักษาทางจิตเวชแบบสหวิชาชีพอาจช่วยเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัยและส่งเสริมการใช้ยาอย่างเหมาะสมมากขึ้น</p> <p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>เพื่อศึกษาผลของการนำรูปแบบการรักษาทางจิตเวชแบบสหวิชาชีพ (Interdisciplinary Psychiatric Treatment Model: IPTM) มาใช้ต่อการวินิจฉัยโรคร่วมทางจิตเวชและรูปแบบการสั่งยาจิตเวชในเด็กและวัยรุ่นที่มีภาวะออทิซึมสเปกตรัม ร่วมกับภาวะสติปัญญาบกพร่อง และมีปัญหาพฤติกรรมรุนแรง</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษานี้เป็นการศึกษาแบบย้อนหลังเปรียบเทียบก่อนและหลังการนำรูปแบบ IPTM มาใช้โดยทบทวนเวชระเบียนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาใน TRE-ADD program, Surrey Place, Toronto, Canada ระหว่างปี พ.ศ. 2553–2560 ซึ่งเป็นโปรแกรมบำบัดแบบไป-กลับที่เน้นการวิเคราะห์พฤติกรรม กลุ่มตัวอย่างมี 35 ราย แบ่งเป็น pre-IPTM 19 ราย และ post-IPTM 16 ราย เปรียบเทียบข้อมูลพื้นฐาน การวินิจฉัยโรคร่วมทางจิตเวช และการใช้ยาจิตเวช ณ วันแรกรับและเมื่อติดตามครบ 12 เดือน</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong>: กลุ่มตัวอย่างมีอายุ 8–17 ปี อายุเฉลี่ย 11.46 ± 2.67 ปี ข้อมูลพื้นฐานของทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อติดตามครบ 1 ปี พบว่ากลุ่ม post-IPTM ได้รับการวินิจฉัยโรควิตกกังวลมากกว่ากลุ่ม pre-IPTM อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ร้อยละ 25.0 เทียบกับ 0.0; p value 0.035) และพบความแตกต่างเชิงตัวเลขในทิศทางของโรคร่วมทางจิตเวชโดยรวมที่มากขึ้น และการใช้ยาหลายขนานรวมถึง ยารักษาโรคจิตที่ลดลง แม้ไม่ถึงระดับนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong>สรุป: </strong>IPTM อาจช่วยเพิ่มการตรวจพบโรคร่วมทางจิตเวชและสนับสนุนการใช้ยาจิตเวชอย่างจำเพาะมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้เป็นการศึกษาแบบ retrospective single-center ที่มีกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็ก จึงควรตีความผลด้วยความระมัดระวัง</p> นภัทร สิทธาโนมัย, วิกรม ดูอา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และ สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/4267 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ผลของการให้ความรู้ผ่านสื่อวีดิทัศน์ต่อความกลัวการใช้ยาทาสเตียรอยด์ในผู้ปกครองของผู้ป่วยเด็กโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง: การศึกษาวิจัยแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/4411 <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>ความกลัวในการใช้ยาทาสเตียรอยด์ ทำให้หลีกเลี่ยงการใช้ยา ส่งผลให้การควบคุมโรคเป็นไปได้ยาก</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาว่าการให้ความรู้เรื่องการใช้ยาทาสเตียรอยด์ผ่านสื่อวีดิทัศน์สามารถลดความกลัวในการใช้ยาทาสเตียรอยด์ในผู้ปกครองของผู้ป่วยเด็กโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังได้มากกว่าการรักษาตามมาตรฐานเพียงอย่างเดียวหรือไม่</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>เป็นการศึกษาในโรงพยาบาลเดี่ยว โดยทำการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม ที่ปกปิดกลุ่มทดลองแก่แพทย์ที่ดูแลรักษา ในผู้ปกครองของผู้ป่วยเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังจากกุมารแพทย์โรคผิวหนัง ที่โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา ในระหว่างวันที่ 1 พ.ค. 2567 – 31 ส.ค. 2568 จากนั้นสุ่มอาสาสมัครออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มทดลองซึ่งได้รับการรักษาตามมาตรฐานร่วมกับรับชม วีดิทัศน์ให้ความรู้เรื่องยาทาสเตียรอยด์ความยาวประมาณ 6 นาที จำนวน 1 ครั้ง และกลุ่มควบคุมซึ่งได้รับการรักษาตามมาตรฐานเพียงอย่างเดียว</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>มีผู้เข้าร่วมที่นำมาวิเคราะห์ทั้งสิ้น 50 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 24 คนและกลุ่มควบคุม 26 คน ผลลัพธ์หลักคือคะแนน TOPICOP ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างกลุ่มที่สัปดาห์ที่ 4 (ค่าความแตกต่างเฉลี่ย - 1.95 คะแนน, 95% CI - 5.26 ถึง 1.37; p value 0.25) และสัปดาห์ที่ 8 (ค่าความแตกต่างเฉลี่ย -1.09 คะแนน, 95% CI - 4.40 ถึง 2.23; p value 0.52) เช่นเดียวกับคะแนน VAS คะแนน SCORAD ผลลัพธ์ด้านการรักษา และผลข้างเคียง ซึ่งไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างกลุ่มในทั้งสองช่วงเวลา อย่างไรก็ตาม ทั้งสองกลุ่มมีคะแนนหลายด้านดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป</p> <p><strong>สรุป:</strong> การให้ความรู้เรื่องการใช้ยาทาสเตียรอยด์ผ่านสื่อวีดิทัศน์ไม่พบว่าช่วยลดคะแนน TOPICOP, VAS หรือ SCORAD ได้มากกว่าการรักษาตามมาตรฐานที่ระยะติดตาม 4 และ 8 สัปดาห์ ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมในกลุ่มตัวอย่างที่มากขึ้น โดยเฉพาะในผู้ปกครองที่มีความกลัวต่อยาทาสเตียรอยด์สูงตั้งแต่เริ่มต้น และอาจพิจารณารูปแบบการให้ความรู้ที่เข้มข้นมากขึ้น</p> มนัสยา สิทธิสันต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และ สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/4411 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ความแม่นยำของการวินิจฉัยโรคกลากที่หนังศีรษะในเด็กด้วย dermoscope https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/4305 <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>:</strong> กลากที่หนังศีรษะ เป็นการติดเชื้อราที่พบบ่อยในเด็ก การวินิจฉัยประกอบด้วยอาการและการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการซึ่งมีข้อจำกัดด้านเวลาและความร่วมมือของเด็ก dermoscope เป็นเครื่องมือ non-invasive ให้ผลรวดเร็วและเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัย</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อประเมินความแม่นยำของ dermoscope ในการวินิจฉัยโรคกลากที่หนังศีรษะในเด็ก เปรียบเทียบกับการตรวจทางห้องปฏิบัติการมาตรฐาน และเพื่อศึกษาลักษณะทาง dermoscope ที่สัมพันธ์กับโรค</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษาวิจัยเชิงวิเคราะห์ภาคตัดขวางในผู้ป่วยเด็กอายุ 0–18 ปี จำนวน 112 ราย การวินิจฉัยใช้อาการทางคลินิกร่วมกับผลตรวจทางห้องปฏิบัติการอย่างน้อยหนึ่งวิธีให้ผลบวก ได้แก่ KOH examination, Wood’s lamp หรือ fungal culture โดยใช้ dermoscope เป็นการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> ผู้ป่วย 84 ราย (ร้อยละ 75.0) ได้รับการวินิจฉัยโรคกลากที่หนังศีรษะ dermoscope ให้ค่าความไวสูงสุด (ร้อยละ 95.2) และมีความแม่นยำโดยรวมสูง (ร้อยละ 89.3) ลักษณะ dermoscopic findings ที่มีความจำเพาะสูง ได้แก่ perifollicular scale, comma hair, corkscrew hair, bent hair และ bar code-like hair ความสอดคล้องของการประเมินระหว่างผู้ตรวจอยู่ในระดับดีถึงดีมาก (Fleiss’ kappa = 0.75; Gwet’s AC = 0.84)</p> <p><strong>สรุป:</strong> Dermoscope เป็นเครื่องมือที่มีความแม่นยำสูง อาจเป็นเครื่องมือช่วยในการคัดกรองและสนับสนุนการวินิจฉัยโรคกลากที่หนังศีรษะในเด็กได้ภายใต้การตรวจโดยผู้ที่มีประสบการณ์ในการใช้งาน</p> ชนกานต์ สุขณีวัฒน์, พีระวัฒน์ เรือนบุตร, นิรมล นาคประเสริฐ, ลีลาวดี เตชาเสถียร, ธนะภูมิ รัตนานุพงศ์, วิฑูรย์ โล่ห์สุนทร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และ สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/4305 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การเปรียบเทียบระบบประเมินความเสี่ยงที่ใช้ทำนายภาวะไม่ตอบสนองต่อการให้อิมมูโนโกลบูลินทางหลอดเลือดดำในผู้ป่วยโรคคาวาซากิโรงพยาบาลชลบุรี https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/4458 <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>ภาวะหลอดเลือดโคโรนารีโป่งพองเป็นภาวะแทรกซ้อนสำคัญของโรคคาวาซากิ โดยผู้ป่วยที่ดื้อต่อ การให้อิมมูโนโกลบูลินมีความเสี่ยงสูงขึ้น ระบบคะแนนต่าง ๆ ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยประเมินความเสี่ยง ปรับการรักษาและลดภาวะแทรกซ้อน </p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อเปรียบเทียบความไวและความจำเพาะของระบบคะแนน Kobayashi และ Las Vegas Scoring System ในการทำนายภาวะไม่ตอบสนองต่อการให้อิมมูโนโกลบูลินในผู้ป่วยโรคคาวาซากิ โรงพยาบาลชลบุรี และเพื่อระบุปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะดังกล่าว</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> การศึกษานี้เป็นการศึกษาแบบย้อนหลังในผู้ป่วยโรคคาวาซากิ 142 รายเข้ารับการรักษา เป็น ผู้ป่วยใน ในโรงพยาบาลชลบุรี และได้รับ IVIg อย่างน้อย 1 ครั้ง ตั้งแต่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2561 ถึง 31 มีนาคม พ.ศ. 2568 วิเคราะห์ลักษณะประชากร อาการทางคลินิกและผลตรวจทางห้องปฏิบัติการด้วย independent t-test และ Chi-square test ประเมินประสิทธิภาพ ระบบคะแนนด้วย sensitivity, specificity, PPV, NPV และ AUC และวิเคราะห์ปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะไม่ตอบสนองต่อการให้ IVIg ด้วย multivariable logistic regression</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>คะแนน Kobayashi มี sensitivity, specificity, PPV และ NPV สูงกว่าคะแนน Las Vegas โดยค่า AUC ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (0.670 vs. 0.638; p value 0.703) การมีผื่น มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับภาวะไม่ตอบสนองต่อการให้ IVIg (adjusted OR 9.50; p value 0.009)</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>:</strong> ทั้งสองระบบคะแนนมีประสิทธิภาพในการพยากรณ์ระดับปานกลางและใกล้เคียงกันแม้จะมี ความจำเพาะสูงแต่ความไวต่ำจำกัดการใช้เป็นเครื่องมือคัดกรองเดี่ยวสำหรับภาวะดื้อต่อการให้อิมมูโนโกลบูลิน อาจจะต้องใช้ร่วมกับข้อมูลพื้นฐาน การประเมินทางคลินิกและข้อมูลทางห้องปฏิบัติการอื่น ๆ เพื่อหาระบบที่มีประสิทธิภาพในการทำนาย ภาวะไม่ตอบสนองต่อการให้ IVIg ในผู้ป่วยโรคคาวาซากิในกลุ่มประชากรเด็กไทย</p> วาสนา หงษ์กัน, ธนัญญา วชิรปุรานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และ สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/4458 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยทำนายการเกิดหลอดเลือดแดงโคโรนารีโป่งพองในผู้ป่วยโรคคาวาซากิ https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/4258 <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>:</strong>โรคคาวาซากิเป็นภาวะการเจ็บป่วยเฉียบพลันทำให้เกิดการอักเสบของหลอดเลือดขนาดกลาง และเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจที่เกิดขึ้นภายหลังในเด็ก โดยภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงที่สุดคือการเกิดหลอดเลือดแดงโคโรนารีโป่งพอง ดังนั้นการคัดกรองผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของโรคจึงมีความสำคัญ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายทางคลินิกที่สัมพันธ์กับการเกิดหลอดเลือดแดงโคโรนารีโป่งพองในผู้ป่วยโรคคาวาซากิ และพัฒนาคะแนนประเมินความเสี่ยงที่สามารถนำไปใช้ได้ในทางปฏิบัติ</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลังในผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการวินิจฉัยโรคคาวาซากิ ณ โรงพยาบาลนครพิงค์ เชียงใหม่ ระหว่างเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2559 ถึงตุลาคม พ.ศ. 2568 ทบทวนข้อมูลลักษณะทางคลินิก ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ ผลการตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ และการตอบสนองต่อการรักษา วิเคราะห์ปัจจัยทำนายอิสระของการเกิดหลอดเลือดแดงโคโรนารีโป่งพองด้วยการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกพหุคูณ และพัฒนาคะแนนประเมินความเสี่ยงจากแบบจำลอง พร้อมประเมินประสิทธิภาพด้วยพื้นที่ใต้โค้ง AuROC</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>ผู้ป่วยทั้งหมด 230 ราย พบการเกิดหลอดเลือดแดงโคโรนารีโป่งพองจำนวน 99 ราย (ร้อยละ 43.0) ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ เพศชาย อายุ &lt; 1 ปี ระดับ C-reactive protein ที่สูง ภาวะอัลบูมินในเลือดต่ำ และการไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยอิมมูโนโกลบูลินชนิดให้ทางหลอดเลือดดำ (ทั้งหมด p value &lt;0.05) คะแนนประเมินความเสี่ยงซึ่งมีช่วงคะแนน 0–7.5 คะแนน สามารถจำแนกผู้ป่วยออกเป็นกลุ่มความเสี่ยงต่ำ (<u>&lt;</u>2 คะแนน) ปานกลาง (2.5–5.5 คะแนน) และสูง (<em><u>&gt;</u></em>6 คะแนน) โดยพบอุบัติการณ์ของหลอดเลือดแดงโคโรนารีโป่งพองเพิ่มขึ้นตามระดับความเสี่ยง แบบจำลองมีความสามารถในการจำแนกกลุ่มในระดับที่ยอมรับได้ (AuROC 0.71, 95% CI:0.65-0.78) และมีความสอดคล้องของการคาดการณ์ผลลัพธ์อยู่ในระดับเหมาะสม</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>: </strong>การศึกษานี้ระบุปัจจัยทำนายสำคัญของการเกิดหลอดเลือดแดงโคโรนารีโป่งพองในผู้ป่วยโรคคาวาซากิ และเสนอคะแนนประเมินความเสี่ยงที่พัฒนาจากข้อมูลพื้นฐานซึ่งสามารถนำไปใช้ในการประเมินความเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของโรคได้ ทั้งนี้ควรมีการศึกษายืนยันผลเพิ่มเติมในอนาคต</p> นันทวัน สุอังคะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และ สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/4258 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การใช้ระบบคะแนนเพื่อจำแนกระหว่างกลุ่มอาการอักเสบหลายระบบหลังการติดเชื้อโควิด-19 และโรคคาวาซากิในเด็ก https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/4273 <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>ภาวะกลุ่มอาการอักเสบหลายระบบหลังการติดเชื้อโควิด-19 (Multisystem Inflammatory Syndrome in Children; MIS-C) เป็นภาวะอักเสบที่พบในเด็กภายหลังการติดเชื้อโควิด-19 โดยมีลักษณะทางคลินิกที่ทับซ้อนกับโรคคาวาซากิ (Kawasaki disease; KD) แต่มีความรุนแรง แนวทางการรักษา และพยากรณ์โรคที่แตกต่างกัน การจำแนกโรคให้ถูกต้องตั้งแต่ระยะแรกมีความสำคัญต่อการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อเปรียบเทียบลักษณะทางคลินิกของผู้ป่วย MIS-C และโรคคาวาซากิ และพัฒนาระบบคะแนนเพื่อช่วยจำแนกระหว่างสองภาวะดังกล่าว</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>เป็นการศึกษาแบบย้อนหลังเชิงวิเคราะห์ (retrospective study) ในผู้ป่วยเด็กอายุน้อยกว่า 18 ปี ที่ได้รับการวินิจฉัย MIS-C หรือโรคคาวาซากิ และเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลนครพิงค์ ระหว่างเดือนมกราคม พ.ศ. 2560 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2567 วิเคราะห์ข้อมูลอาการทางคลินิก ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ผลการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง และผลลัพธ์การรักษา โดยใช้สถิติ multivariable logistic regression เพื่อพัฒนาระบบคะแนน และประเมินประสิทธิภาพด้วยการวิเคราะห์ receiver operating characteristic (ROC)</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>ผู้ป่วยทั้งหมด 220 ราย แบ่งเป็นผู้ป่วย MIS-C จำนวน 41 ราย และโรคคาวาซากิ 179 ราย ผู้ป่วยกลุ่ม MIS-C มีอายุสูงกว่า อุณหภูมิร่างกายสูงสุดสูงกว่า ระยะเวลานอนโรงพยาบาลนานกว่า และมีความจำเป็นต้องได้รับยากระตุ้นหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงการรักษาในหอผู้ป่วยหนักมากกว่ากลุ่มโรคคาวาซากิ อาการทางระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินหายใจ ระบบประสาท และภาวะช็อกพบได้บ่อยกว่า ขณะที่อาการทางเยื่อบุและผิวหนัง รวมถึงค่าดัชนีการอักเสบ ได้แก่ erythrocyte sedimentation rate (ESR) และ C-reactive protein (CRP) พบสูงกว่าในกลุ่มโรคคาวาซากิ ระบบคะแนนที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย อายุ <u>&gt;</u>3 ปี น้ำหนักเทียบส่วนสูง <u>&gt;</u>ร้อยละ 120 อุณหภูมิสูงสุด <u>&gt;</u>39.3 °C จำนวนเกร็ดเลือด &lt;500,000 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร ระดับฮีโมโกลบิน &lt;9 g/dL ค่า CRP &lt;13 mg/dL และค่า ESR &lt;50 mm/h โดยมีพื้นที่ใต้โค้ง ROC เท่ากับ 0.87 (95% CI: 0.80–0.93) และ 0.86 (95% CI: 0.78–0.92) กรณีระบบคะแนนทางเลือกที่ไม่รวมค่า CRP</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>: </strong>ระบบคะแนนที่พัฒนาขึ้นมีความเรียบง่าย ใช้ข้อมูลพื้นฐานที่ตรวจได้ทั่วไป และมีประสิทธิภาพในการช่วยจำแนกระหว่าง MIS-C และโรคคาวาซากิ เหมาะสำหรับใช้เป็นเครื่องมือคัดกรอง โดยเฉพาะในสถานพยาบาลที่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากร</p> นันทวัน สุอังคะ, พัทธนันท์ พุทธิเกียรติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และ สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/4273 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยทางคลินิกที่มีผลต่อการตอบสนองของการรักษาด้วยยาสเตียรอยด์ชนิดสูดพ่นในเด็กก่อนวัยเรียนที่มีภาวะหายใจมีเสียงหวีดซ้ำในโรงพยาบาลอุดรธานี https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/4431 <p><strong>ความเป็นมา:</strong> ภาวะหายใจมีเสียงหวีดซ้ำในเด็กก่อนวัยเรียนเป็นปัญหาที่พบบ่อยและการตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาสเตียรอยด์ชนิดสูดพ่น (inhaled corticosteroids; ICS) มีความแตกต่างกัน การทราบปัจจัยที่สัมพันธ์กับการตอบสนองต่อการรักษาจะช่วยให้ดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้ผลดียิ่งขึ้น</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาปัจจัยทางคลินิกที่มีความสัมพันธ์กับการตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา ICS ในเด็กก่อนวัยเรียนที่มีภาวะหายใจมีเสียงหวีดซ้ำ และศึกษาอัตราการตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา ICS</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษาย้อนหลัง โดยทบทวนเวชระเบียนเด็กอายุ 1–5 ปี ที่มีภาวะหายใจมีเสียงหวีดซ้ำและได้รับการรักษาด้วยยา ICS ต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เดือน ในโรงพยาบาลอุดรธานี ระหว่างเดือน มกราคม พ.ศ. 2567 ถึง มิถุนายน พ.ศ. 2568 ประเมินการตอบสนองต่อการรักษาตามแนวทางการรักษาโรคหืดในเด็กของประเทศไทยวิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ด้วยสถิติ logistic regression</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> ผู้ป่วยทั้งหมด 121 ราย พบการตอบสนองต่อการรักษาดี 88 ราย (ร้อยละ 72.7) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการตอบสนองดีอย่างมีนัยสำคัญจากการวิเคราะห์พหุปัจจัย ได้แก่ อายุที่มากขึ้นเมื่อเริ่มรักษา (adjusted OR 1.87; 95% CI 1.18–3.13) และการมี เม็ดเลือดขาวชนิด eosinophil ที่สูง (adjusted OR 12.46; 95% CI 1.92–258.59) เป็นปัจจัยที่สัมพันธ์ต่อการตอบสนองดีต่อการรักษา ส่วนการสัมผัสควันบุหรี่ในบ้าน (adjusted OR 0.27; 95% CI 0.09–0.71) และการมีโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ (adjusted OR 0.22; 95% CI 0.07–0.64) เป็นปัจจัยที่สัมพันธ์กับการตอบสนองต่อยาไม่ดีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong>สรุป:</strong> เด็กก่อนวัยเรียนส่วนใหญ่ตอบสนองดีต่อการรักษาด้วยยา ICS ปัจจัยด้านอายุ การสัมผัสควันบุหรี่ในบ้าน โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ และการมีเม็ดเลือดขาวชนิด eosinophil สูง เป็นปัจจัยที่สัมพันธ์กับการตอบสนองต่อการรักษา การประเมินปัจจัยเหล่านี้ก่อนเริ่มรักษาอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ การรักษาในเด็กก่อนวัยเรียนที่มีภาวะหายใจมีเสียงหวีดซ้ำ</p> สุณิสา ศิลาเดช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และ สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/4431 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยเสี่ยงและผลลัพธ์ปอดอักเสบชุมชนรุนแรงจำแนกโดยใช้ระดับ CPS-ped ในผู้ป่วยเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/4415 <p><strong>ความสำคัญ</strong><strong>:</strong> ปอดอักเสบเป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่สำคัญในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ปอดอักเสบที่รุนแรงทำให้การแลกเปลี่ยนก๊าซลดลง เกิดภาวะพร่องออกซิเจน นำไปสู่การหายใจล้มเหลวเฉียบพลันชนิดที่ 1 การทราบปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อความรุนแรงของโรคอาจมีประโยชน์ในการเฝ้าระวังและวางแผนการรักษา</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาปัจจัยเสี่ยงทางคลินิกที่สัมพันธ์กับปอดอักเสบชุมชนรุนแรงและผลการรักษาในผู้ป่วยเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ที่รับการรักษาในโรงพยาบาล</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> เป็น prognostic factor research รูปแบบ retrospective design ศึกษาที่กลุ่มงานกุมารเวชกรรมโรงพยาบาลมุกดาหาร ศึกษาข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ป่วยใน ผู้ป่วยเด็กวินิจฉัยปอดอักเสบชุมชน รหัสโรคหลัก ICD-10 (J12-J18) ระหว่าง ตุลาคม 2566 ถึง กันยายน 2567 ใช้ Clinical progression scale for pediatric patient (CPS-ped) จำแนกเป็นกลุ่มที่มีอาการรุนแรง คือ CPS-ped ≥ 4 กลุ่มที่อาการไม่รุนแรง คือ CPS-ped &lt; 4 เปรียบเทียบปัจจัยทั้งสองกลุ่มด้วย exact probability test และวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงด้วย multivariable logistic regression รายงานผลเป็น adjusted odds ratio (aOR)</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>เวชระเบียนที่ทำการศึกษา 236 ราย เป็นเพศหญิง ร้อยละ 50.0 อายุเฉลี่ย 27.3±15.7 เดือน จำแนกเป็นกลุ่มปอดอักเสบรุนแรง 67 ราย (ร้อยละ 28.4) พบปัจจัยเสี่ยงปอดอักเสบรุนแรง ได้แก่ อายุต่ำกว่า 18 เดือน (aOR 3.04, 95% CI 1.22–7.56; p value 0.017) อัตราการหายใจเกินเกณฑ์อายุ (aOR 8.79, 95% CI 3.21–24.05; p value &lt; 0.001) เสียงปอดพบผิดปกติ (aOR 4.30, 95% CI 1.54–12.02; p value &lt; 0.001) พบการใช้กล้ามเนื้อช่วยหายใจ (aOR 7.55, 95% CI 2.61–21.88; p value &lt; 0.001) และความอิ่มตัวของออกซิเจนต่ำกว่า 95% (aOR 4.45, 95% CI 1.76–11.25; p value 0.002) ผลการรักษากลุ่มปอดอักเสบรุนแรงระยะเวลาการนอนโรงพยาบาลเฉลี่ย 5.1±3.0 วัน เสียชีวิต 2 ราย (ร้อยละ 3.0) กลุ่มปอดอักเสบไม่รุนแรงระยะเวลาการนอนโรงพยาบาลเฉลี่ย 3.4±1.8วัน ไม่มีผู้ป่วยเสียชีวิต</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>:</strong> ปัจจัยเสี่ยงปอดอักเสบชุมชนรุนแรงในผู้ป่วยเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ได้แก่ อายุต่ำกว่า 18 เดือน อัตราการหายใจเกินเกณฑ์อายุ เสียงปอดพบผิดปกติ พบการใช้กล้ามเนื้อช่วยหายใจ และความอิ่มตัวของออกซิเจนต่ำกว่า 95% ผลลัพธ์กลุ่มปอดอักเสบรุนแรงมีอัตราการเสียชีวิตร้อยละ 3.0 ตัวบ่งชี้ทางคลินิกเหล่านี้อาจช่วยแพทย์ในการคัดกรองผู้ป่วยที่ควรได้รับการช่วยหายใจ</p> พัชราวดี ศรีดาพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และ สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/4415 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ความชุกและปัจจัยเสี่ยงของภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำในทารกแรกเกิดที่มีความเสี่ยงที่ไม่มีอาการแสดง https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/4259 <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำในทารกแรกเกิดเป็นภาวะที่พบได้บ่อย อาจส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อสมองและส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางร่างกายและสติปัญญาอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าทารกจะไม่แสดงอาการของภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำก็ตาม ซึ่งทารกที่ไม่แสดงอาการ อาจส่งผลให้การวินิจฉัยและรักษาล่าช้า การตรวจคัดกรองระดับน้ำตาลในเลือดของทารกที่มีความเสี่ยงที่ไม่มีอาการแสดงจึงมีความสำคัญ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำในทารกแรกเกิดที่มีความเสี่ยงและไม่มีอาการ</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การศึกษาเชิงพรรณนาแบบย้อนหลัง โดยเก็บข้อมูลจากเวชระเบียนของทารกแรกเกิดที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำจำนวน 227 ราย ในหอผู้ป่วยทารกแรกเกิด โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ระหว่างเดือนมกราคมถึงธันวาคม พ.ศ. 2567 โดยทารกกลุ่มเสี่ยงได้แก่ ทารกที่มารดาเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ทารกที่คลอดก่อนกำหนดระหว่างอายุครรภ์ 34-36 สัปดาห์ 6 วัน ทารกแรกเกิดน้ำหนักตัวน้อยกว่า 2,500 กรัม และมากกว่า 4,000 กรัม จะได้รับการเจาะตรวจระดับน้ำตาลจากเส้นเลือดฝอยบริเวณส้นเท้าใน 4 ช่วงเวลา และยืนยันระดับน้ำตาลที่เจาะจากหลอดเลือดดำเมื่อพบค่าต่ำ วิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงด้วย multiple logistic regression และประเมินความสัมพันธ์ระหว่างระดับน้ำตาลจากส้นเท้าและหลอดเลือดดำด้วย Pearson’s correlation​​​​​​​​​​​​​​​​</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>พบความชุกของภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำในทารกแรกเกิดกลุ่มเสี่ยงร้อยละ 8.8 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติได้แก่ ทารกที่มารดาเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ที่ได้รับการรักษาด้วยยาฉีดอินซูลิน (OR = 7.91, 95% CI 1.12-51.9, p value &lt; 0.05) และทารกที่มีขี้เทาปนในน้ำคร่ำ (OR = 6.68, 95% CI 1.80-23.2, p value &lt; 0.05)</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>: </strong>ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำแบบไม่มีอาการพบได้บ่อยในทารกแรกเกิดกลุ่มเสี่ยง จึงมีความสำคัญอย่างมากในการคัดกรองอย่างเป็นระบบในทารกกลุ่มเสี่ยงทุกราย เพื่อให้ตรวจพบและได้รับการรักษาได้อย่างทันท่วงที</p> ชุติกาญจน์ รอดพยันต์, นภัสสร สารรัตนะ, ชลธิชา เลาหจีรพันธุ์, ปิติ เพลินชัยวาณิช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และ สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/4259 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ผลการศึกษาคุณภาพชีวิตผู้ป่วยเด็กโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียกลุ่มพึ่งพาการให้เลือด (transfusion–dependent thalassemia: TDT) ที่เข้ารับเลือดในโรงพยาบาลแม่สอด https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/4198 <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>:</strong> อุบัติการณ์ผู้ป่วยโรคโรคเลือดจางธาลัสซีเมียรายใหม่ในประเทศไทยประมาณ 12 รายต่อทารกแรกเกิด 1000 ราย และความชุกของผู้เป็นโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียมีประมาณร้อยละ 1 ของประชากรไทย ซึ่งผู้ป่วยเด็กโรคนี้มักเจริญเติบโตช้า เจ็บป่วย ต้องเติมเลือดเป็นระยะ ๆ ขาดเรียนบ่อย อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตโดยรวมของผู้ป่วย</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตและความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยพื้นฐาน ข้อมูลทางคลินิกและคุณภาพชีวิตรายด้านของผู้ป่วยเด็กโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียกลุ่มพึ่งพาการให้เลือด (transfusion–dependent thalassemia: TDT) ที่เข้ารับเลือดในโรงพยาบาลแม่สอด</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> การวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวางเชิงพรรณนา (descriptive cross-sectional study) ใช้แบบสำรวจคุณภาพชีวิตสำหรับเด็ก (PedsQL<sup>TM</sup> - Pediatric Quality of Life Inventory<sup>TM</sup>) รุ่นรุ่นที่ 4.0 ของ Jame W. Varni วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์หาความสัมพันธ์</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> กลุ่มตัวอย่าง 26 ราย มีคุณภาพชีวิตโดยรวมรายงานโดยผู้ป่วยและผู้ปกครองจัดอยู่ในเกณฑ์ต่ำร้อยละ 53.9 คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพกายอยู่ในเกณฑ์ต่ำร้อยละ 46-50 คุณภาพชีวิตด้านอารมณ์ประเมินอยู่ในเกณฑ์ต่ำประมาณร้อยละ 42-46 คุณภาพชีวิตด้านสังคมอยู่ในเกณฑ์ต่ำประมาณร้อยละ 42-46 คุณภาพชีวิตด้านการเรียนอยู่ในเกณฑ์ต่ำถึงประมาณร้อยละ 70-77 อายุของผู้ป่วยมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับต่ำกับคุณภาพชีวิตภาพรวม (<em>r</em> = 0.3921, p value 0.0476) สถานะชาวต่างชาติของผู้ป่วยสัมพันธ์เชิงลบในระดับต่ำกับคุณภาพชีวิตสุขภาพด้านร่างกายของผู้ป่วย (<em>r</em><sub>pb</sub> = 0.3892, p value 0.0494) ระดับการศึกษาของผู้ป่วยมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับปานกลางกับคุณภาพชีวิตภาพรวม (<em>r</em><sub>s </sub>= 0.5423, p value 0.0042) ซึ่งเป็นความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับปานกลางกับคุณภาพชีวิตด้านอารมณ์ (<em>r</em><sub>s</sub> = 0.4615, p value 0.0176) ระดับฮีโมโกลบินก่อนการให้เลือด (pre-transfusion Hb) สัมพันธ์เชิงบวกในระดับปานกลางกับคุณภาพชีวิตในภาพรวม (<em>r</em><sub>s</sub> = 0.4670, p value 0.0162) โดยสัมพันธ์เชิงบวกกับคุณภาพชีวิตด้านร่างกายในระดับปานกลาง (<em>r</em><sub>s</sub> = 0.4895, p value 0.0112) ด้านอารมณ์ (<em>r</em><sub>s</sub> = 0.3999, p value 0.0430) และด้านสังคม (<em>r</em><sub>s</sub> = 0.4070, p value 0.0391) คุณภาพชีวิตด้านร่างกายสัมพันธ์เชิงบวกกับคุณภาพชีวิตด้านอารมณ์ในระดับสูง (<em>r</em> = 0.7624, p value &lt;0.0001) สัมพันธ์เชิงบวกกับคุณภาพชีวิตด้านสังคมในระดับสูง (<em>r</em> = 0.7720, p value &lt;0.0001) และสัมพันธ์เชิงบวกกับคุณภาพชีวิตด้านการเรียนระดับสูง (<em>r</em> = 0.6906, p value 0.0001) คุณภาพชีวิตด้านอารมณ์สัมพันธ์เชิงบวกกับคุณภาพชีวิตด้านสังคมในระดับสูงมาก (<em>r = </em>0.8872, p value &lt;0.0001) และสัมพันธ์เชิงบวกกับคุณภาพชีวิตด้านการเรียนในระดับสูง (<em>r = </em>0.6817, p value 0.0001) เช่นเดียวกับคุณภาพชีวิตด้านสังคมมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับคุณภาพชีวิตด้านการเรียนในระดับสูง (<em>r</em> =0.7697, p value &lt;0.0001)</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>:</strong> คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเด็ก TDT ประมาณร้อยละ 50 อยู่ในระดับต่ำ ทั้งนี้คุณภาพชีวิตทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และโรงเรียนมีความสัมพันธ์เชิงบวกเกี่ยวเนื่องต่อกันในระดับสูงดังนั้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านหนึ่งอาจส่งผลถึงคุณภาพชีวิตด้านอื่นในทิศทางเดียวกัน</p> ศรีสุดา อัศวพลังกูล, วรรณพร ลิ่มปิติกุล, จิราณัฐ หาญพรม, นริศ วารณะวัฒน์, โสภณ อัศวพลังกูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และ สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/4198 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 รายงานเคสผู้ป่วย เนื้องอกไตแต่กำเนิดชนิด mesoblastic nephroma ที่มาด้วยมาภาวะความดันโลหิตต่ำรุนแรงจากการเสียเลือด https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/4148 <p><strong>ความเป็นมา</strong>: เนื้องอกไตชนิดเมโสบลาสติกแต่กำเนิด (congenital mesoblastic nephroma: CMN) เป็นเนื้องอกไตปฐมภูมิชนิดที่พบบ่อยที่สุดในทารกแรกเกิด โดยทั่วไปมีพยากรณ์โรคที่ดี และรักษาหายได้ด้วยการผ่าตัดโดยเฉพาะในชนิดคลาสสิก (classic type) อย่างไรก็ตามภาวะแทรกซ้อนรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตพบได้น้อยมาก รายงานฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอผู้ป่วยเด็ก CMN ชนิดคลาสสิกที่มีภาวะวิกฤตจากเลือดออกปริมาณมากในช่องท้อง</p> <p><strong>รายงานผู้ป่วย</strong>: ผู้ป่วยเด็กชายไทยอายุ 7 เดือน มาโรงพยาบาลด้วยอาการสำลัก ตรวจร่างกายพบภาวะซีด และคลำได้ก้อนในช่องท้องด้านซ้ายล่าง ระหว่างสังเกตอาการผู้ป่วยมีสัญญาณชีพทรุดลงอย่างรวดเร็ว เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นและเสียชีวิต ผลการชันสูตรศพพบก้อนเนื้องอกที่ไตซ้ายร่วมกับเลือดออกปริมาณมากในช่องหลังเยื่อบุช่องท้อง (massive retroperitoneal hemorrhage) ผลตรวจทางพยาธิวิทยาเข้าได้กับ CMN ชนิดคลาสสิก โดยพบสาเหตุการเสียชีวิตเกิดจากการแตกของหลอดเลือดแดงโป่งพอง (aneurysm) ของหลอดเลือดแดงไต (renal artery) ภายในก้อนเนื้องอก</p> <p><strong>สรุป</strong>: แม้เนื้องอกไตชนิด CMN ส่วนใหญ่จะมีการดำเนินโรคที่ไม่รุนแรง โดยเฉพาะชนิด classic แต่ในผู้ป่วยรายนี้ชี้ให้เห็นว่าเนื้องอกชนิดนี้สามารถเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงถึงชีวิตจากการแตกของเนื้องอกหรือหลอดเลือดได้ ซึ่งแพทย์ควรตระหนักถึงภาวะแทรกซ้อนนี้เพื่อการเฝ้าระวังและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม</p> เพียงฤทัย ประสพโชคนภาพร, สุรพงศ์ เลิศธรรมเกียรติ, ศุภมาศ หรินทจินดา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และ สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/4148 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700