วารสารกุมารเวชศาสตร์ https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP <p>วารสารกุมารเวชศาสตร์ (Thai Journal of Pediatrics) เป็นวารสารวิชาการทางการแพทย์ที่เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ เกี่ยวกับกุมารเวชศาสตร์ เป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ</p> th-TH veerachaiw@yahoo.com (พลตรี ศ. วีระชัย วัฒนวีรเดช) chalinya.pr@gmail.com (ชลิญญา ปรีการ) Wed, 30 Sep 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การเปลี่ยนแปลงทางระบาดวิทยาของการติดเชื้อ respiratory syncytial virus ในเด็กก่อนและหลังการระบาดของ COVID-19 ในโรงพยาบาลกลางกรุงเทพมหานคร https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/4505 <p><strong>ความเป็นมา:</strong> Respiratory Syncytial Virus (RSV) เป็นสาเหตุสำคัญของการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างในเด็กทั่วโลก การระบาดของโรค COVID-19 ส่งผลให้รูปแบบทางระบาดวิทยาของ RSV เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ในหลายพื้นที่</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อประเมินแนวโน้ม ลักษณะทางคลินิก และความรุนแรงของการติดเชื้อ RSV ในเด็กก่อนและหลังการระบาดของ COVID-19 ในกรุงเทพมหานคร</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษาย้อนหลังจากเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ของผู้ป่วยเด็กอายุน้อยกว่า 15 ปี ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อ RSV ในโรงพยาบาลกลาง ระหว่างเดือนมกราคม พ.ศ. 2561 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2566 โดยเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างช่วงก่อนการระบาด (พ.ศ. 2561–2563) และหลังการระบาด (พ.ศ. 2564–2566) ได้แก่ ข้อมูลประชากร ลักษณะทางคลินิก การให้ออกซิเจน ระยะเวลานอนโรงพยาบาล ค่าใช้จ่ายในการรักษา และการใช้ยาปฏิชีวนะ วิเคราะห์โดยใช้ Mann-Whitney U test และ chi-square test</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> พบผู้ป่วย RSV ทั้งหมด 137 ราย จำนวนผู้ป่วยติดเชื้อ RSV ค่อย ๆ ลดลงจนเป็นศูนย์ในปี พ.ศ. 2564 และเพิ่มขึ้นอีกครั้งในช่วงปี พ.ศ. 2565–2566 อายุมัธยฐานของผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 12 เดือนในช่วงก่อนการระบาด เป็น 18 เดือนในช่วงหลังการระบาด (p value 0.042) ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในด้านการให้ออกซิเจน ระยะเวลานอนโรงพยาบาล และค่าใช้จ่ายในการรักษา อย่างไรก็ตาม สัดส่วนของผู้ป่วยที่ต้องได้รับการช่วยหายใจขั้นสูงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น (ร้อยละ19.1 เทียบกับร้อยละ 5.8) ขณะที่การใช้ยาปฏิชีวนะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (ร้อยละ 26.5 เทียบกับร้อยละ 50.7, p value&lt; 0.05)</p> <p><strong>สรุป:</strong> ภายหลังการระบาดของ COVID-19 พบการเปลี่ยนแปลงของระบาดวิทยา RSV ในเด็ก โดยพบมีการกลับมาระบาดในลักษณะที่ผิดไปจากเดิม และผู้ป่วยมีอายุขณะเข้ารับการรักษาสูงขึ้นในช่วงหลังการระบาด ขณะที่ผลลัพธ์ทางคลินิกที่สำคัญโดยรวมไม่เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน การเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง และมาตรการการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ จึงมีความสำคัญในการลดภาระของโรคปอดอักเสบจากการติดเชื้อ RSV ในเด็ก</p> วัทนี ทวีสิทธิ์, สุทธินันท์ รุ่งวิถีชัยพร, อารีรัตน์ ชัยเรืองยศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และ สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/4505 Wed, 30 Sep 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาอาการทางคลินิกของทารกและเด็กที่เข้ารับการรักษาทางการแพทย์ด้วยอาการทางเดินหายใจจากเชื้ออาร์เอสวีภายหลังการรับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปเนอร์ซิวิแมบ https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/4686 <p><strong>ความเป็นมา:</strong> การติดเชื้อระบบทางเดินหายใจจากเชื้ออาร์เอสวีมักเป็นรุนแรงในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี nirsevimab เป็นภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปสำหรับป้องกันความรุนแรงของการติดเชื้อซึ่งมีฤทธิ์ยาวครอบคลุมทั้งฤดูกาลระบาด</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อทราบอุบัติการณ์ของการติดเชื้ออาร์เอสวีและการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจอื่น ๆ และความรุนแรงของการติดเชื้ออาร์เอสวีรวมทั้งปัจจัยที่มีผลการติดเชื้ออาร์เอสวีในผู้ที่ได้รับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> การศึกษานี้เป็นการติดตามทารกอายุ ≤ 12 เดือนที่ได้รับ nirsevimab ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ระหว่างฤดูกาลระบาดของอาร์เอสวี (พฤษภาคมถึงพฤศจิกายน พ.ศ. 2568) โดยเก็บข้อมูลจากเวชระเบียนและโทรศัพท์สอบถามข้อมูลจากผู้ปกครอง</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> จากผู้เข้ารับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปทั้งหมด 294 ราย มีอาสาสมัครที่เข้าเกณฑ์ทั้งหมด 180 ราย (ร้อยละ 61.2) มัธยฐานอายุของอาสาสมัครเป็น 6 เดือน (ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ 2-6 เดือน) เพศชายร้อยละ 51.7 ทารกคลอดครบกำหนดและไม่มีโรคประจำตัวร้อยละ 66.1 อาสาสมัครจำนวน 7 ราย (ร้อยละ 3.9) ติดเชื้อระบบทางเดินหายใจจากเชื้ออาร์เอสวี อัตราอุบัติการณ์ 7.8 ต่อ 1000 คน-เดือน (95%CI 3.2-15.9) อาสาสมัครต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล 1 คน อัตราอุบัติการณ์ 1.1 ต่อ 1000 คน-เดือน (95%CI 0.15-7.9) มัธยฐานเวลาในการติดเชื้อหลังจากได้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป 13 สัปดาห์ (ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ 6-16 เดือน) การสัมผัสผู้ป่วยที่ติดเชื้ออาร์เอสวีเป็นปัจจัยเสี่ยงของการติดเชื้อหลังจากได้รับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปโดยมีอัตราส่วนความเสี่ยง 6.4 (95% CI 1.5–26.3; p value &lt;0.05)</p> <p><strong>บทสรุป</strong><strong>: </strong>การให้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปเป็นวิธีป้องกันการเกิดการติดเชื้ออาร์เอสวีรุนแรงต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลในเด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดการติดเชื้อหลังจากได้รับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปคือการสัมผัสผู้ป่วยติดเชื้ออาร์เอสวี</p> นิรัชพร วิจักษณบุญ, นภาพร จันทศรีสวัสดิ์, ภาวินี เอกปิยะกุล, ธันยวีร์ ภูธนกิจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และ สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/4686 Wed, 30 Sep 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาคะแนนทางเดินหายใจในเด็กแม่สะเรียง (Maesariang Respiratory Score) สำหรับผู้ป่วยโรคติดเชื้อเฉียบพลันของระบบหายใจส่วนล่างอายุต่ำกว่า 5 ปี เพื่อทำนายการช่วยเหลือระบบทางเดินหายใจ https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/4661 <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>ผู้ป่วยโรคติดเชื้อเฉียบพลันของระบบหายใจส่วนล่าง เป็นกลุ่มโรคสาเหตุหลักของการเกิดทุพพลภาพ และการเสียชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กอายุต่ำกว่า ๕ ปี ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงในการเกิดโรคที่มีความรุนแรง การประเมินในเด็กเล็กจำเป็นต้องอาศัยการซักประวัติ การตรวจร่างกาย และประสบการณ์ของผู้ตรวจ ยังไม่มีเครื่องมือมาตรฐานที่เหมาะสมสำหรับทำนายความรุนแรงของโรคกลุ่มนี้ในเด็ก จึงมีการพัฒนาเครื่องมือขึ้นมาใหม่ ช่วยทำนายการช่วยเหลือระบบทางเดินหายใจ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อพัฒนาและประเมินความสามารถของคะแนนทางเดินหายใจในเด็กแม่สะเรียง (Maesariang Respiratory Score: MRS) สำหรับทำนายการช่วยเหลือระบบทางเดินหายใจในผู้ป่วยเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีที่เป็นโรคติดเชื้อเฉียบพลันของระบบหายใจส่วนล่าง</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong>: การศึกษานี้เป็นการศึกษาแบบภาคตัดขวาง เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2567 ถึง เดือนมกราคม พ.ศ.2569 ณ แผนกฉุกเฉิน และแผนกผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลแม่สะเรียง ในผู้ป่วยอายุ 1 เดือน ถึง ต่ำกว่า 5 ปี แพทย์วินิจฉัยโรคติดเชื้อเฉียบพลันของระบบหายใจส่วนล่าง เกณฑ์การคัดออก ได้แก่ โรคหลอดลมและกล่องเสียงอักเสบเฉียบพลัน โรคฝาปิดกล่องเสียงอักเสบเฉียบพลัน โรคปอดแต่กำเนิด โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ผู้ป่วยเจาะคอ ผู้ป่วยที่ใช้ออกซิเจนที่บ้าน และผู้ปกครองปฏิเสธเข้าร่วมการวิจัย ปัจจัยของ MRS ได้มาจากการศึกษาวิทยานิพนธ์ และการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการถดถอยโลจิสติกหลายตัวแปรโดยใช้การได้รับการช่วยเหลือระบบทางเดินหายใจเป็นเกณฑ์ การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาและเชิงอนุมาน วิเคราะห์ข้อมูลด้วย receiver operating characteristic curve (ROC) การทดสอบแบบถดถอยโลจิสติก กราฟมาตรฐานเทียบ (calibration plot) และการทดสอบของ Hosmer-Lemeshow (H-L) โดยใช้โปรแกรม SPSS เวอร์ชัน 31.0 กำหนดระดับนัยสำคัญค่า p value &lt; 0.05</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> มีผู้เข้าร่วมวิจัยทั้งหมด 504 คน MRS ประกอบด้วย 7 ปัจจัย ได้แก่ ภาวะเบื้องต้นทั่วไป สีผิว การใช้กล้ามเนื้อช่วยหายใจ อัตราการหายใจ อัตราการเต้นของหัวใจ เสียงปอดผิดปกติ และระดับออกซิเจนปลายนิ้ว การทดสอบความเที่ยงของการใช้เครื่องมือระหว่างกุมารแพทย์และแพทย์ใช้ทุน อยู่ในระดับดี พบค่า Intraclass Correlation Coefficiency (ICC) เท่ากับ 0.83 เมื่อวิเคราะห์พื้นที่ใต้กราฟ ROC (AUC) สำหรับ MRS ในการทำนายการให้ออกซิเจนทุกระดับ การให้ออกซิเจนแรงดันสูง และการใช้เครื่องช่วยหายใจ มีค่าเท่ากับ 0.86 (95%CI 0.82-0.89), 0.91 (95%CI 0.88-0.95) และ 0.90 (95%CI 0.82-0.98) ตามลำดับ เมื่อคะแนนจุดตัด ≥4 คะแนน ทำนายการให้ออกซิเจน และคะแนนจุดตัด ≥6 ทำนายการให้ออกซิเจนแรงดันสูงและการใช้เครื่องช่วยหายใจ ให้ค่าความไว เท่ากับ 86.9%, 91.4%, 86.3% และค่าความจำเพาะเท่ากับ 67.4%, 70%, 66.7% ตามลำดับ</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>:</strong> คะแนนทางเดินหายใจในเด็กแม่สะเรียง (MRS) ที่สร้างขึ้นใหม่นี้ อาจช่วยทำนายการได้รับการช่วยเหลือระบบทางเดินหายใจโดยเฉพาะการให้ออกซิเจนแรงดันสูง ในผู้ป่วยเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีที่มีโรคติดเชื้อเฉียบพลันของระบบหายใจส่วนล่างในบริบทของโรงพยาบาลชุมชน คะแนนที่สูงขึ้นสัมพันธ์กับการช่วยเหลือระบบทางเดินหายใจมากขึ้น การใช้ MRS ร่วมกับการตรวจร่างกายและการติดตามสัญญาณชีพอย่างต่อเนื่องอาจช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการประเมินและรักษาอย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามเป็นการศึกษาในโรงพยาบาลแห่งเดียว และยังต้องการการศึกษาความถูกต้องจากภายนอก</p> สลิล ตั้งชวาล, ขุนเขา ฤกษ์วรชัย, กนกกาญจน์ สันกลกิจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และ สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/4661 Wed, 30 Sep 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีผลต่อความล้มเหลวในการใช้เครื่องให้ออกซิเจนด้วยอัตราไหลสูงผ่านเครื่องทำความชื้นทาง nasal cannular ในผู้ป่วยเด็กที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ๕๐ พรรษา มหาวชิราลงกรณ https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/4594 <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>ภาวะหายใจลำบากในผู้ป่วยเด็กพบได้บ่อย ปัจจุบันมีการนำ heated humidified high flow nasal cannula<strong> (</strong>HHFNC) มาใช้มากขึ้น การทราบปัจจัยที่มีผลต่อการรักษาล้มเหลวจะช่วยให้ผู้ดูแลมีการเฝ้าระวังติดตามเพื่อให้เกิดผลลัพธ์การรักษาที่ดี</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาอัตราความล้มเหลวในการใช้ HHFNC และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความล้มเหลวในการใช้ HHFNC ในผู้ป่วยเด็กโรงพยาบาล ๕๐ พรรษา มหาวชิราลงกรณ</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong> เป็นการศึกษาแบบย้อนหลัง กลุ่มตัวอย่างได้จากเวชระเบียนผู้ป่วยเด็กอายุมากกว่า 1 เดือน -15 ปี ที่ได้รับการรักษาด้วย HHFNC ระหว่าง 1 ตุลาคม พ.ศ. 2565 ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2568 วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปและอัตราความล้มเหลวของการใช้ HHFNC ด้วยสถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความล้มเหลวในการใช้ HHFNC ด้วยสถิติ Chi-square test และ binary logistic regression analysis</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong> ผู้ป่วยที่ทำการศึกษาทั้งหมด 445 ราย มีอายุเฉลี่ย 36 เดือน เป็นเพศชายร้อยละ 61.6 ป่วยเป็นโรคปอดอักเสบ ร้อยละ 72.6 ส่วนใหญ่มีโรคประจำตัวเป็นโรคหอบหืด ร้อยละ 14.3 พบการรักษาด้วย HHFNC ล้มเหลว 30 ราย คิดเป็นอัตราร้อยละ 6.7 ที่ 2 ชั่วโมง ค่า ROX index ของกลุ่มล้มเหลวต่ำกว่ากลุ่มสำเร็จ (5.68 ± 2.16 เทียบกับ 9.26 ± 32.07, p value 0.001) และที่ 4 ชั่วโมง ค่า S/F ratio ของกลุ่มล้มเหลวต่ำกว่ากลุ่มสำเร็จ (200.84 ± 84.88 เทียบกับ 215.94 ± 80.74, p value 0.017) ปัจจัยที่สัมพันธ์กับโอกาสการเกิดความล้มเหลวต่อการรักษาด้วย HHFNC ได้แก่ ได้แก่ ประวัติเคยใช้เครื่องช่วยหายใจ (OR 4.35, 95% CI 1.23-14.29) อัตราการหายใจลดลง &lt; ร้อยละ 20 ภายใน 2 ชั่วโมง (OR 10.78, 95% CI 1.25-92.96) และ Max FiO2 &gt; 60% (OR 12.50, 95% CI 4.55-33.33)</p> <p><strong>สรุป</strong>: พบมีอัตราความล้มเหลวของการใช้ HHFNC ร้อยละ 6.74 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับโอกาสการเกิดความล้มเหลวต่อการรักษาด้วย HHFNC ได้แก่ ประวัติการใช้เครื่องช่วยหายใจ อัตราการหายใจลดลง &lt; ร้อยละ 20 ภายใน 2 ชั่วโมง และ max FiO2 &gt; 60% พบ S/F ratio และ ROX index ในกลุ่มล้มเหลวมีค่าต่ำกว่าแบบมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 4 และ 2 ชั่วโมงตามลำดับ</p> อัจฉรัตน์ กัลยา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และ สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/4594 Wed, 30 Sep 2026 00:00:00 +0700 การยอมรับของสารละลายเกลือแร่ที่ใช้น้ำตาลมะพร้าวในผู้ป่วยเด็กโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/4698 <p><strong>ความเป็นมา: </strong>การยอมรับด้านรสชาติเป็นปัจจัยสำคัญต่อความร่วมมือในการรับประทานสารละลายเกลือแร่สำหรับทดแทนสารน้ำทางปาก โดยเฉพาะในเด็กที่มีโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน ซึ่งรสชาติที่ไม่เป็นที่ยอมรับอาจจำกัดปริมาณสารละลายที่เด็กสามารถรับประทานได้ น้ำตาลมะพร้าวเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตจากธรรมชาติที่มีรสชาติเฉพาะและมีการบริโภคอย่างแพร่หลาย</p> <p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>เพื่อเปรียบเทียบการยอมรับของสารละลายสำหรับการทดแทนสารน้ำทางปากชนิดน้ำตาลมะพร้าวกับสารละลายเกลือแร่มาตรฐานในเด็กที่มีโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน</p> <p><strong>วิธีการศึกษา: </strong>การทดลองแบบสุ่ม มีกลุ่มควบคุม และปกปิดสองฝ่าย ในผู้ป่วยเด็กอายุน้อยกว่า 72 เดือน ที่มีโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันร่วมกับภาวะขาดน้ำเล็กน้อยถึงปานกลาง จำนวน 59 ราย สุ่มเป็นกลุ่มที่ได้รับสารละลายชนิดน้ำตาลมะพร้าว 28 ราย และสารละลายเกลือแร่มาตรฐาน 31 ราย ประเมินการยอมรับในระยะแรกและที่ 24 ชั่วโมงจากสีหน้าและพฤติกรรม ระดับความชอบ คะแนนการยอมรับ และความคิดเห็นของผู้ดูแล ส่วนปริมาณสารละลายที่ดื่ม การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ ผลลัพธ์ทางคลินิก และผลตรวจทางห้องปฏิบัติการประเมินเป็นผลลัพธ์รองเชิงสำรวจ</p> <p><strong>ผลการศึกษา: </strong>ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของการยอมรับระหว่างสองกลุ่ม โดยสัดส่วนที่ประเมินว่า “ชอบ” จากแบบประเมินภาพใบหน้าเท่ากับร้อยละ 50.0 เทียบกับ 36.7 (p value 0.535) คะแนน Visual analogue scale (VAS) เฉลี่ย 68.3 ± 17.5 เทียบกับ 62.1 ± 20.4 มม. (p value 0.258) และผู้ดูแลประเมินว่าเด็ก “ชอบ” ร้อยละ 51.7 เทียบกับ 34.6 (p value 0.608) ในกลุ่มน้ำตาลมะพร้าวและกลุ่มมาตรฐานตามลำดับ ปริมาณสารละลายที่ดื่มใน 24 ชั่วโมงมีค่ามัธยฐาน 90 เทียบกับ 30 มล. (p value 0.988) และผู้ป่วยได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำในปริมาณมากทั้งสองกลุ่ม ไม่พบเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่สัมพันธ์กับสารละลายที่ศึกษา</p> <p><strong>สรุป: </strong>การศึกษานี้ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติด้านการยอมรับระหว่างสารละลายชนิดน้ำตาลมะพร้าวกับสารละลายเกลือแร่มาตรฐาน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปริมาณสารละลายที่ดื่มมีน้อยและผู้ป่วยได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำในปริมาณมาก จึงไม่สามารถสรุปประสิทธิผลในการทดแทนสารน้ำหรือความเท่าเทียมทางการรักษาของสารละลายทั้งสองชนิดได้ นอกจากนี้ยังไม่ได้ตรวจวัด osmolarity และองค์ประกอบอิเล็กโทรไลต์ทั้งหมดของสารละลายชนิดน้ำตาลมะพร้าว จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในอนาคตเพื่อจะเปรียบเทียบประสิทธิภาพของเกลือแร่จากน้ำตาลมะพร้าวและสูตรมาตรฐานในแง่การแก้ภาวะขาดน้ำได้มากขึ้น</p> ชญานิศ ธนฤกษ์ชัย, สงวนศักดิ์ ฤกษ์ศุภผล, ลัคนา ฤกษ์ศุภผล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และ สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/4698 Wed, 30 Sep 2026 00:00:00 +0700 ผลของการใช้ยาอินโดเมทาซินในการป้องกันภาวะเลือดออกในโพรงสมองในทารกเกิดก่อนกำหนดการศึกษาแบบ retrospective cohort https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/4587 <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>:</strong> ภาวะเลือดออกในโพรงสมองเป็นภาวะที่พบบ่อยในทารกเกิดก่อนกำหนด โดยเฉพาะทารกที่อายุครรภ์และน้ำหนักแรกเกิดน้อยกว่า 1,251 กรัม ภาวะเลือดออกในโพรงสมองรุนแรงเพิ่มอัตราการเสียชีวิตและทำให้ทารกที่รอดชีวิตมีพัฒนาการล่าช้า ยาอินโดเมทาซินช่วยลดการเกิดเลือดออกในโพรงสมองในทารกได้</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาผลลัพธ์และผลข้างเคียงของยาอินโดเมทาซินในการป้องกันภาวะเลือดออกในโพรงสมองและความชุกและปัจจัยเสี่ยงของการเกิดภาวะเลือดออกในโพรงสมอง</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> ศึกษาแบบย้อนหลังจากการทบทวนเวชระเบียนผู้ป่วยในของทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อยกว่าหรือเท่ากับ 1,250 กรัม ในโรงพยาบาลขอนแก่น ช่วงกรกฎาคม พ.ศ. 2563 - มิถุนายน พ.ศ. 2567 </p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>มีทารกในการศึกษา 148 ราย อายุครรภ์เฉลี่ย 28 ± 3 สัปดาห์ (ค่าน้อยสุด ค่ามากสุด 24 - 35 สัปดาห์) น้ำหนักแรกเกิดเฉลี่ย 995 ± 189 กรัม (ค่าน้อยสุด ค่ามากสุด 490 – 1,250 กรัม) เพศชายร้อยละ 51.4 ทารกได้รับยาอินโดเมทาซินร้อยละ 16.9 ทารกที่ได้รับยาและไม่ได้รับยาเกิดเลือดออกในโพรงสมองไม่แตกต่างกันคือ ร้อยละ 52 และ ร้อยละ 49.6 ตามลำดับ แต่ทารกกลุ่มที่ได้รับยามีแนวโน้มเกิดเลือดออกในโพรงสมองรุนแรงน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับยา คือ ร้อยละ 12 และ ร้อยละ 18.7 ตามลำดับ แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ภาวะแทรกซ้อนของอินโดเมทาซินคือเพิ่มความเสี่ยงการเกิดลำไส้เน่าอักเสบระดับ 2 ขึ้นไป (p value 0.05)</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>:</strong> ทารกน้ำหนักน้อยกว่าหรือเท่ากับ 1,250 กรัม ที่ได้รับยาอินโดเมทาซินเพื่อป้องกันภาวะเลือดออกในโพรงสมอง เกิดภาวะเลือดออกในโพรงสมองระดับรุนแรงน้อยกว่าทารกที่ไม่ได้รับยา แต่อาจมีความเสี่ยงในการเกิดลำไส้เน่าอักเสบมากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับยา</p> ณัฏฐพิชา อุทัยวัฒนานนท์, สุวัฒนา อ่อนประสงค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และ สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/4587 Wed, 30 Sep 2026 00:00:00 +0700 ผลการรักษาด้วยสารลดแรงตึงผิวในทารกแรกเกิดที่มีโรคทางปอดที่เป็นปัจจัยเสี่ยงของภาวะความดันหลอดเลือดแดงปอดสูง https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/4607 <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>ภาวะความดันหลอดเลือดแดงปอดสูงเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตในทารกแรกเกิด การรักษาด้วยการให้สารลดแรงตึงผิว (surfactant therapy) ในทารกที่มีโรคทางปอดที่เป็นปัจจัยเสี่ยงของภาวะความดันหลอดเลือดแดงปอดสูง จะช่วยลดความรุนแรงของโรคได้ แต่การศึกษาผลของการรักษาด้วย surfactant ในทารกกลุ่มนี้ยังไม่เพียงพอ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาผลของการรักษาด้วย surfactant ในทารกที่มีโรคทางปอดที่เป็นปัจจัยเสี่ยงของภาวะความดันหลอดเลือดแดงปอดสูง และประเมินความสัมพันธ์ระหว่างการรักษาด้วย surfactant กับการเสียชีวิต</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>เป็นการศึกษาย้อนหลัง ในทารกอายุครรภ์มากกว่าหรือเท่ากับ 34 สัปดาห์ ที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะ moderate to severe PPHN จาก RDS, MAS หรือ congenital pneumonia และมีค่า oxygenation index (OI) มากกว่าหรือเท่ากับ 15 ที่มารับบริการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2561 ถึง 30 เมษายน พ.ศ.2568 เปรียบเทียบข้อมูลการรักษาและผลลัพธ์ทางคลินิกระหว่างกลุ่มที่ได้และไม่ได้ surfactant ผลลัพธ์หลักคืออัตราการเสียชีวิต วิเคราะห์ด้วย Chi-square test และ binary logistic regression จำนวน 3 โมเดล</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>ทารกจำนวน 168 ราย โดยแบ่งกลุ่มละ 84 ราย พบว่าอัตราการเสียชีวิตในกลุ่มที่ได้ surfactant ต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ร้อยละ 26.2 เทียบกับ ร้อยละ 53.6, p value &lt;0.001) เมื่อวิเคราะห์แบบไม่ปรับปัจจัย การได้รับ surfactant สัมพันธ์กับโอกาสเสียชีวิตที่ลดลง (OR = 0.31, 95% CI 0.16-0.59, p value &lt;0.001) และยังคงมีนัยสำคัญหลังปรับอายุครรภ์ ค่า OI แรกวินิจฉัย อายุที่ได้รับการวินิจฉัย และสถานที่เกิด (adjusted OR = 0.21, 95% CI 0.10-0.45, p value &lt;0.001) ผลยังคงสอดคล้องเมื่อเพิ่มการวินิจฉัยหลักในโมเดล sensitivity analysis (adjusted OR = 0.23, 95% CI 0.10-0.50, p value &lt;0.001)</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>: </strong>การให้ surfactant ในทารกที่มีภาวะ moderate to severe PPHN จาก RDS, MAS หรือ congenital pneumonia มีความสัมพันธ์กับการลดโอกาสเสียชีวิต อย่างไรก็ตามการศึกษาแบบย้อนหลังไม่สามารถสรุปความเป็นเหตุและผลได้โดยตรง จึงควรมีการศึกษาติดตามไปข้างหน้าร่วมกับแนวทางการรักษาที่เป็นมาตรฐาน<strong> </strong></p> สุกัญญา บุญบัวมาศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และ สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/4607 Wed, 30 Sep 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาผลการให้ยาน้ำเสริมธาตุเหล็กขนาดป้องกันกับการไม่ให้เสริมในการป้องกันภาวะซีดจากการขาดธาตุเหล็กในทารกกลุ่มอายุครรภ์ตั้งแต่ 34 สัปดาห์ขึ้นไปที่ช่วงอายุ 4-6 เดือน https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/4679 <p><strong>ความเป็นมา</strong>: ภาวะซีดจากการขาดธาตุเหล็กในเด็กมักพบได้อายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไปโดยเฉพาะในกลุ่มที่ได้รับนมแม่ล้วน ซึ่งธาตุเหล็กในร่างกายเริ่มมีการลดลงที่ช่วงอายุ 4 เดือนขึ้นไป ซึ่งสามารถส่งผลกระทบในด้านต่าง ๆ ในอนาคตโดยเฉพาะด้านระบบประสาทและการเรียนรู้ จึงได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบภาวะซีดระหว่างการรับประทานและไม่รับประทานยาน้ำเสริมธาตุเหล็กขนาดป้องกันเด็กที่อายุ 4-6 เดือน</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อศึกษาเปรียบเทียบภาวะซีด (ฮีโมโกลบิน และระดับเฟอร์ริติน) จากการขาดธาตุเหล็กในทารกอายุ 6 เดือนที่ได้รับยาน้ำเสริมธาตุเหล็กแบบป้องกัน กับผู้ที่ไม่ได้รับยาน้ำเสริมธาตุเหล็กในช่วงอายุ 4-6 เดือน</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong>: การศึกษาแบบไปข้างหน้าในเด็กสุขภาพดีที่อายุแรกเกิดตั้งแต่ 34 สัปดาห์ขึ้นไป อายุ 4-6 เดือน ที่มารับการตรวจสุขภาพเด็กดีที่โรงพยาบาลลำปางจำนวนทั้งหมด 185 คน แบ่งเป็นกลุ่มที่ 1 คือได้รับยาน้ำเสริมธาตุเหล็กทุกวันในขนาดป้องกันภาวะซีดที่ 1 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัมติดต่อกันทุกวัน ตั้งแต่อายุ 4 เดือนจนถึงอายุ 6 เดือน จำนวน 81 คน กลุ่มที่ 2 ไม่ได้รับยาน้ำเสริมธาตุเหล็กเพื่อป้องกันภาวะซีดจำนวน 104 คน โดยให้แบ่งเป็น 2 ช่วงเวลาคือ กลุ่มที่ 1 ระยะเวลา 3 เดือนแรกให้ยาน้ำเสริมธาตุเหล็กในเด็กที่อายุ 4 เดือนทุกคน และ กลุ่มที่ 2 ระยะเวลา 3 เดือนหลังไม่ให้ยาน้ำเสริมธาตุเหล็ก ติดตามภาวะโภชนาการ น้ำหนัก จำนวนและปริมาณการทานยาน้ำเสริมธาตุเหล็ก และตรวจค่าเลือด complete blood count (CBC), serum ferritin, reticulocyte count ทั้ง 2 กลุ่ม ที่อายุ 6 เดือน</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong>: เด็กสุขภาพดีที่มารับการตรวจเลือดทั้งหมด 185 คน พบเด็กที่มีภาวะซีดจากการขาดธาตุเหล็กฮีโมโกลบินต่ำกว่า 11 กรัม/เดซิลิตร จำนวน 56 คน คิดเป็นร้อยละ 30.2 ที่อายุ 4 เดือนกลุ่มได้รับยาน้ำเสริมธาตุเหล็กขนาดป้องกันมีภาวะซีดร้อยละ 24.7 เทียบกับร้อยละ 34.6 ในกลุ่มที่ไม่ได้รับยาน้ำเสริมธาตุเหล็ก กลุ่มที่ได้รับนมแม่อย่างเดียว และกลุ่มที่ได้รับทั้งนมแม่และนมผสม พบว่าเด็กที่ได้รับยาน้ำเสริมธาตุเหล็กจำนวน 81 คน มีภาวะซีดจากขาดธาตุเหล็ก 11 คน (ร้อยละ 13.6) และ 9 คน (ร้อยละ 11.1) ตามลำดับ และกลุ่มที่ไม่ได้รับยาน้ำเสริมธาตุเหล็กที่ซีดจากการขาดธาตุเหล็กมีจำนวน 19 คน (ร้อยละ 40.3) และ 17 คน(ร้อยละ 29.8) ตามลำดับ ไม่พบความแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p value 0.308 และ p value 0.303 ตามลำดับ) กลุ่มที่ได้รับธาตุเหล็กเพื่อป้องกันภาวะขาดธาตุเหล็กเริ่ม ที่อายุ 4 เดือนขึ้นไป พบว่าอายุ 6 เดือนเด็กที่ได้รับยาน้ำเสริมธาตุเหล็กมีผลต่างค่าเฉลี่ยของดัชนีระดับเฟอร์ริติน สูงกว่าเด็กที่ไม่ได้รับยาน้ำเสริมธาตุเหล็ก โดยเพิ่มขึ้น 14.20 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p value &lt;0.040) ภายหลังปรับปัจจัยร่วมยังไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (adjusted risk ratio [aRR] 0.79; 95% CI 0.49-1.27; p value 0.334) ภาวะขาดธาตุเหล็กซึ่งกำหนดจากระดับเฟอร์ริติน (serum ferritin) ต่ำกว่า 12 นาโนกรัม/มิลลิลิตร พบในกลุ่มที่ได้รับยาน้ำเสริมธาตุเหล็กร้อยละ 11.1 และกลุ่มที่ไม่ได้รับร้อยละ 21.2 การเสริมธาตุเหล็กสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อภาวะขาดธาตุเหล็กที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (aRR 0.50; 95% CI 0.25-0.98; adjusted odds ratio 0.37; 95% CI 0.14-0.97; p value 0.044) กลุ่มที่ได้รับยาน้ำเสริมธาตุเหล็กมีค่าเฉลี่ยระดับเฟอร์ริตินหลังปรับปัจจัยร่วมสูงกว่า 18.18 นาโนกรัม/มิลลิลิตร (95% CI 4.30-32.07; p value 0.011) และมีค่าฮีมาโตคริท (hematocrit) สูงกว่าร้อยละ 0.77 (95% CI 0.02-1.53; p value 0.044) ส่วนความแตกต่างของระดับฮีโมโกลบินและดัชนีเม็ดเลือดแดงอื่นหลังปรับปัจจัยร่วมไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong>สรุป</strong>: การเริ่มให้ยาน้ำเสริมธาตุเหล็กในเทารกที่คลอดใกล้ครบกำหนดและทารกครบกำหนดปริมาณ 1 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัมที่อายุ 4 เดือนขึ้นไป สามารถเพิ่มระดับธาตุเหล็กเฟอร์ริตินในร่างกายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติโดยไม่เกิดภาวะเหล็กสะสมเกิน และสนับสนุนเรื่องการป้องกันภาวะขาดธาตุเหล็กในเด็กเล็กในจังหวัดลำปาง เพื่อลดความเสี่ยงก่อนที่เด็กจะได้รับอาหารเสริม</p> ศิราณี วงศ์เรืองศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และ สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/4679 Wed, 30 Sep 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาระบบดึงข้อมูลจากรายงานการตรวจคลื่นสะท้อนหัวใจเพื่อสร้างฐานข้อมูลโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดโดยอัตโนมัติ https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/4478 <p><strong>ความเป็นมา:</strong> โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด (Congenital Heart Disease - CHD) เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในเด็กในประเทศไทย แต่การจัดการข้อมูลทางคลินิกยังคงกระจัดกระจายอยู่ในระบบที่แยกส่วนและไม่มีมาตรฐาน การสร้างทะเบียนข้อมูลผู้ป่วย (disease registries) ด้วยตนเองนั้นต้องใช้ทรัพยากรและเวลาเป็นจำนวนมาก</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อประเมินระบบอัตโนมัติสำหรับสร้างทะเบียนผู้ป่วยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดจากรายงานผลการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (echocardiography reports)</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> กระบวนการสกัดข้อมูลอัตโนมัติ (automated data extraction workflow) ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยใช้ N8N เป็นแพลตฟอร์มหลักในการเชื่อมต่อระบบ (integration platform) ระบบจะประมวลผลรายงานผลการตรวจหัวใจฯ ในรูปแบบไฟล์ภาพ โดยเริ่มจากการแปลงภาพเป็นข้อความด้วยเทคโนโลยีการรู้จำอักขระด้วยแสง (Optical Character Recognition - OCR) จากนั้น ปัญญาประดิษฐ์เชิงตัวแทน (agentic AI) ซึ่งขับเคลื่อนด้วยแบบจำลอง ChatGPT-4o จะทำการสกัดข้อมูลทางคลินิกที่สำคัญ โดยแปลงข้อความที่ไม่มีโครงสร้างให้เป็นข้อมูลที่มีโครงสร้างในรูปแบบ JSON ตามชุดคำสั่งที่ได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะ ข้อมูลที่มีโครงสร้างนี้จะถูกนำเข้าสู่ Google Sheet ซึ่งทำหน้าที่เป็นฐานข้อมูลทะเบียนผู้ป่วยโดยอัตโนมัติ โดยประเมินความแม่นยำ (accuracy) ด้วยการเปรียบเทียบผลลัพธ์ของระบบกับข้อมูลที่ตรวจสอบด้วยตนเองโดยกุมารแพทย์โรคหัวใจ มีการปรับปรุงชุดคำสั่งเพื่อเพิ่มความแม่นยำหลังจากที่พบข้อผิดพลาดของชุดคำสั่งแรก และประเมินประสิทธิภาพ (efficiency) ด้วยการเปรียบเทียบระยะเวลาที่ใช้ในการประมวลผลอัตโนมัติกับระยะเวลาที่ใช้ในการป้อนข้อมูลด้วยตนเอง</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> มีจำนวนภาพรายงานผลการตรวจหัวใจทั้งสิ้น 301 รายงาน ระบบอัตโนมัติสามารถระบุการวินิจฉัยหลัก (main diagnosis) ได้อย่างถูกต้อง(Accuracy) ถึง 86.67% และการวินิจฉัยเพิ่มเติม (additional diagnoses) 88.00% หลังจากการปรับปรุงชุดคำสั่งค่าความถูกต้องเพิ่มขึ้นถึง 95.34% และ 97% ตามลำดับระบบใช้เวลาประมวลผลเฉลี่ยเพียง 12.33 วินาทีต่อรายงาน ซึ่งน้อยกว่าเวลาเฉลี่ยของการลงข้อมูลเอง 71.7 วินาทีต่อรายงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p value &lt; 0.001) ระบบมีมีอัตราความผิดพลาดร้ายแรง (major error) ซึ่งทำให้กระบวนการทำงานไม่สำเร็จเพียง 0.997% และมีอัตราความผิดพลาดเล็กน้อย (minor error) ซึ่งยังคงสามารถสกัดข้อมูลได้แม้มีปัญหาเกิดขึ้น อยู่ที่ 9.9%</p> <p><strong>สรุป:</strong> ระบบที่พัฒนาขึ้นนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นวิธีการที่แม่นยำ มีประสิทธิภาพ และเชื่อถือได้สำหรับการสร้างทะเบียนผู้ป่วยเฉพาะทางด้านโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดจากรายงานทางคลินิกที่มีอยู่เดิม</p> ภราดร จันทร์อ่อน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และ สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/4478 Wed, 30 Sep 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาภาวะแทรกซ้อนของวัคซีนบีซีจีในเด็ก ณ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/4577 <p><strong>ความเป็นมา:</strong> วัคซีนบาซิลลัส คาลเมต-เกแร็ง (Bacillus Calmette-Guérin, BCG) ถูกนำมาใช้เพื่อป้องกันวัณโรค วัคซีนนี้สามารถก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ทั้งเฉพาะที่ และแบบแพร่กระจาย แม้ว่าจะมีรายงานเกี่ยวกับภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับการฉีดวัคซีนบีซีจีจากต่างประเทศ แต่รายงานในหัวข้อนี้ในประเทศไทยยังจำกัดและไม่เพียงพอ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาลักษณะทางคลินิก การรักษา และผลลัพธ์ของผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะแทรกซ้อนภายหลังการฉีดวัคซีนบีซีจี</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษาเชิงพรรณนาแบบย้อนหลังจากเวชระเบียนของผู้ป่วยอายุไม่เกิน 18 ปีที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะแทรกซ้อนของวัคซีนบีซีจีที่เข้ารับการรักษาที่คลินิกวัณโรค ณ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2557 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2557 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567 มีผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยภาวะแทรกซ้อนของวัคซีนบีซีจีทั้งหมด 73 คน ส่วนใหญ่เป็นแบบเฉพาะที่ 68 คน (ร้อยละ 93.2) ในกลุ่มนี้พบมากที่สุด คือ ต่อมน้ำเหลืองอักเสบจาก BCG (BCG lymphadenitis) (ร้อยละ 80.9) รองลงมา คือ ปฏิกิริยาจาก BCG (BCG reaction) (ร้อยละ 12.3) ส่วนภาวะแทรกซ้อนตามระบบพบ 5 คน (ร้อยละ 6.8) ได้แก่ กระดูกอักเสบจาก BCG (BCG osteitis) (ร้อยละ 5.5) และการติดเชื้อ BCG แบบแพร่กระจายหลายระบบ (disseminated BCG infection) (ร้อยละ 1.3) ระยะเวลาเฉลี่ยนับจากได้รับวัคซีนจนมีอาการ คือ 4.5 ± 4.8 เดือน ในแง่ของการรักษา ผู้ป่วย BCG reaction สามารถหายได้เองโดยไม่ได้รับยาต้านวัณโรคร้อยละ 33.3 และได้รับการรักษาด้วยยาต้านวัณโรคร้อยละ 55.6 ในกลุ่มผู้ป่วย BCG lymphadenitis ได้รับการรักษาด้วยยาต้านวัณโรคร้อยละ 72.4 สูตรยาที่ใช้ มากที่สุดคือ isoniazid ร่วมกับ rifampicin และการดูดระบายหนองเป็นหัตถการที่ใช้มากที่สุดร้อยละ 46.6 สำหรับ BCG osteitis และ disseminated BCG infection ทั้งหมดได้รับการรักษาด้วยยาต้านวัณโรค ผู้ป่วยทุกรายที่ติดตามการรักษาจนครบกำหนดหายเป็นปกติ</p> <p><strong>สรุป:</strong> ภาวะแทรกซ้อนจากวัคซีนบีซีจีที่พบส่วนใหญ่เป็นแบบเฉพาะที่ อย่างไรก็ตาม ในการศึกษานี้พบกระดูกอักเสบจาก BCG ในสัดส่วนที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับการศึกษาในประเทศตะวันตก จึงควรเฝ้าระวังภาวะดังกล่าว โดยเฉพาะในรายที่นำมาด้วย BCG lymphadenitis</p> กิตติภัทร โพธิแท่น, พักต์เพ็ญ สิริคุตต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และ สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/4577 Wed, 30 Sep 2026 00:00:00 +0700 รายงานผู้ป่วยเด็ก 3 รายที่มีภาวะกล้ามเนื้ออักเสบจากการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/4564 <p style="margin: 0cm; text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: 36.0pt;"><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt;">ภาวะกล้ามเนื้ออักเสบจากเชื้อไวรัส เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้ไม่บ่อยในเด็ก แต่มักสร้างความวิตกกังวลแก่ผู้ปกครองเนื่องจากอาการเดินผิดปกติเฉียบพลัน โดยส่วนใหญ่มักเกิดจากไวรัสไข้หวัดใหญ่ บทความนี้นำเสนอรายงานผู้ป่วยเด็กจำนวน </span><span style="font-size: 16.0pt;">3 <span lang="TH">ราย อายุระหว่าง </span>7-13 <span lang="TH">ปี ที่เข้ารับการรักษา ณ ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษกฯ ในช่วงพฤศจิกายน </span>2568- <span lang="TH">มีนาคม </span>2569 <span lang="TH">ผู้ป่วยทุกรายมีอาการทางคลินิกที่คล้ายคลึงกัน คือมีอาการนำของระบบทางเดินหายใจ ตามด้วยอาการปวดและกดเจ็บบริเวณกล้ามเนื้อน่องทั้งสองข้างอย่างเฉียบพลันจนเดินลงน้ำหนักลำบาก </span></span></p> <p style="margin: 0cm; text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: 36.0pt;"><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt;">ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการพบการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ </span><span style="font-size: 16.0pt;">A (1 <span lang="TH">ราย) และสายพันธุ์ </span>B (2 <span lang="TH">ราย) โดยพบระดับเอนไซม์กล้ามเนื้อ </span>Creatine Phosphokinase (CPK) <span lang="TH">สูงขึ้นอย่างชัดเจน (</span>831, 740 <span lang="TH">และ </span>3,033 U/L <span lang="TH">ตามลำดับ) ร่วมกับการเพิ่มขึ้นของเอนไซม์ </span>AST <span lang="TH">แต่ไม่พบความผิดปกติทางระบบประสาท ผู้ป่วยทุกรายได้รับการรักษาด้วยการให้สารน้ำและยาต้านไวรัส </span>oseltamivir <span lang="TH">จนอาการดีขึ้นและสามารถกลับบ้าน โดยไม่พบภาวะแทรกซ้อน เช่น ไตวายเฉียบพลัน หรือกล้ามเนื้ออักเสบรุนแรงขึ้นการตระหนักถึงภาวะนี้จะช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยแยกโรคได้อย่างรวดเร็ว หลีกเลี่ยงการส่งตรวจที่ไม่จำเป็น และลดความกังวลของผู้ปกครองได้อย่างมีประสิทธิภาพ</span></span></p> ญาณิศา ศิรินฤมิตร, รัฐฐากร ปิ่นพัฒนพงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และ สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/4564 Wed, 30 Sep 2026 00:00:00 +0700 ปัญหายารักษาโรคสมาธิสั้นขาดคราว: แนวทางการจัดการสำหรับกุมารแพทย์ในประเทศไทย https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/4459 <p>การขาดคราวของยารักษาโรคสมาธิสั้น โดยเฉพาะกลุ่มยาออกฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาท (stimulant) เป็นปัญหาสำคัญที่กระทบความต่อเนื่องของการรักษา สมรรถนะการเรียน และความมั่นคงทางอารมณ์ของเด็กและครอบครัว บทความนี้ได้อธิบายภาพรวมการขาดคราวและความท้าทายเชิงระบบในบริบทไทย พร้อมสรุปภาพรวมยารักษาโรคสมาธิสั้นที่ใช้จริงในประเทศ ได้แก่ methylphenidate ชนิดออกฤทธิ์สั้นและออกฤทธิ์นาน (Ritalin<sup>®</sup>, Rubifen<sup>®</sup>, methylphenidate GPO, Ritalin<sup>®</sup> LA, Concerta<sup>®</sup>, methylphenidate Sandoz<sup>®</sup>) ทั้งนี้บริษัทที่เคยนำเข้ายากลุ่ม non-stimulant ได้แก่ atomoxetine ได้ยุติการนำเข้ามาประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา จึงทำให้ไม่มียา non-stimulant ที่ผ่านการรับรองโดยองค์การอาหารและยาในประเทศขณะนี้ และการเตรียมพร้อมต่อการมียา lisdexamfetamine ในอนาคต ส่วนท้ายเป็นข้อเสนอเชิงปฏิบัติแบบวางแผนล่วงหน้าที่ผู้เขียนเสนอสำหรับคลินิกพัฒนาการที่มี case coordinator หรือ case manager โดยใช้การคัดแยกผู้ป่วยเป็นกลุ่มสีเพื่อกำหนดระดับการติดตาม การสื่อสาร และการเตรียมยาอย่างเป็นระบบ พร้อมตารางประกอบเพื่อช่วยตัดสินใจในคลินิก</p> เทอดพงศ์ ทองศรีราช, ณัฐพร ทัศนกิจพาณิชย์, พร ไตรรัตน์วรกุล, นงลักษณ์ บุญชูดวง, เขมิกา เขมะกนก สุดนาวา, นันทพร เล็กพิทยา, ภัทรา เฉลียวศักดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และ สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/4459 Wed, 30 Sep 2026 00:00:00 +0700 Nirsevimab กับบทบาทในการป้องกันการติดเชื้อ RSV ในทารกและเด็กเล็ก https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/4551 <p>การติดเชื้ออาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus; RSV) เป็นปัญหาสำคัญด้านสาธารณสุขทั่วโลก โดยเฉพาะในทารก ซึ่งทำให้อัตราการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลสูงทั้งจากภาวะหลอดลมฝอยอักเสบและภาวะปอดอักเสบ แม้ว่าตัวโรคจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง และเด็กส่วนใหญ่มักจะเกิดการติดเชื้อ RSV ภายในอายุ 2 ปี ซึ่งในปัจจุบัน วัคซีนป้องกันการติดเชื้อ RSV ยังจำกัดอยู่ที่การให้วัคซีนแก่หญิงตั้งครรภ์ ขณะที่แนวทางการป้องกันการติดเชื้อ RSV รูปแบบอื่นในทารกยังมีข้อจำกัดในทางปฏิบัติ บทความนี้จึงนำเสนอผลกระทบของการติดเชื้อ RSV ทั้งในระดับโลกและในประเทศไทย ความท้าทายในการพัฒนาวัคซีนสำหรับการติดเชื้อ RSV และชี้ให้เห็นบทบาทของ monoclonal antibody ในฐานะทางเลือกในการป้องกันโรคเพิ่มเติมให้แก่ทารก บทความนี้จะมุ่งเน้นที่ nirsevimab ซึ่งเป็น monoclonal antibody รุ่นที่สอง ที่สามารถให้การป้องกันได้ครอบคลุมตลอดฤดูกาลจากการให้เพียงหนึ่งครั้ง ซึ่งสามารถแก้ไขข้อจำกัดของวิธีการป้องกันแบบเดิม โดยได้กล่าวถึงข้อมูลด้านประสิทธิภาพ ความปลอดภัย สถานะการขึ้นทะเบียน และการบูรณาการเข้าสู่ระบบสาธารณสุข</p> ทวี โชติพิทยสุนนท์, กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ, ธันยวีร์ ภูธนกิจ, วนัทปรียา พงษ์สามารถ, สมศักดิ์ โล่ห์เลขา, ปิยรัชต์ สันตะรัตติวงศ์, สรายุทธ สุภาพรรณชาติ, รุจิภัตต์ สำราญสำรวจกิจ, อลิสา ลิ้มสุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และ สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/TJP/article/view/4551 Wed, 30 Sep 2026 00:00:00 +0700