https://he04.tci-thaijo.org/index.php/hciyasohos/issue/feed
ยโสธรเวชสาร
2026-08-25T14:27:02+07:00
นพ.บพิตร สัสสี
academicyhos@gmail.com
Open Journal Systems
<p style="margin: 0cm;"><strong>ยโสธรเวชสาร </strong>เป็นวารสารวิชาการจัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ และเป็นเวทีเสนอผลงานทางวิชาการงานวิจัย บทความพิเศษ บทความวิชาการ รายงานผู้ป่วย รวมทั้งปกิณกะสาระความรู้ด้านสาธารณสุข แก่ผู้ที่อยู่ในวงการสาธารณสุข มีความยินดีรับลงพิมพ์บทความวิชาการ ตลอดจนบทความด้านอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนางานด้านการแพทย์ พยาบาล วิทยาศาสตร์สุขภาพ และสาธารณสุขทั้งในและนอกองค์กร รวมทั้งผู้สนใจสืบค้นข้อมูล</p> <p style="margin: 0cm;"> </p> <p style="margin: 0cm;"><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <p>1. เพื่อเผยแพร่และฟื้นฟูผลงานทางวิชาการ งานวิจัย บทความพิเศษ บทความวิชาการ รายงานผู้ป่วย รวมทั้งปกิณกะสาระความรู้ด้านสาธารณสุข ให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางการแพทย์และสาธารณสุข</p> <p>2. เป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่ข่าวสารทางวิชาการ</p> <p>3. เป็นสื่อสัมพันธ์ระหว่างบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขร่วมกันกับสหสาขาวิชาชีพทั่วประเทศ</p>
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/hciyasohos/article/view/4488
ปัจจัยทำนายการเสียชีวิตภายใน 28 วันในผู้ป่วยสูงอายุที่สงสัยติดเชื้อในแผนกฉุกเฉิน โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ อุบลราชธานี
2026-06-24T15:44:42+07:00
Tanitawadee Chuechot
sunflower.tan23@gmail.com
<p><strong>ที่มา:</strong> การติดเชื้อในกระแสเลือดในผู้ป่วยสูงอายุเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง การมีเครื่องมือที่สามารถทำนายความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ตั้งแต่แรกรับที่แผนกฉุกเฉินจะช่วยให้การดูแลรักษาผู้ป่วยมีประสิทธิภาพมากขึ้น</p> <p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายการเสียชีวิตภายใน 28 วัน ลักษณะทางระบาดวิทยา และเปรียบเทียบลักษณะทางคลินิกระหว่างกลุ่มผู้ป่วยสูงอายุที่สงสัยว่าติดเชื้อในกระแสเลือดที่เสียชีวิตและรอดชีวิตภายใน 28 วัน ณ แผนกฉุกเฉิน โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลัง (Retrospective analytical study) ในเวชระเบียนผู้ป่วยสูงอายุ (อายุ ≥ 60 ปี) ที่สงสัยว่าติดเชื้อในกระแสเลือดตามโปรโตคอล Sepsis ของแผนกฉุกเฉิน โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2565 ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2568 เก็บข้อมูลจากระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ วิเคราะห์ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเสียชีวิตภายใน 28 วันด้วย Univariable และ Multivariable Cox Proportional Hazards Regression รายงานเป็น Hazard Ratio (HR) พร้อม 95% Confidence Interval (CI) กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p-value < 0.05</p> <p><strong>ผลการศึกษา: </strong>เวชระเบียนผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์การศึกษา 396 ราย อายุเฉลี่ย 74.4 ± 9.9 ปี เป็นเพศหญิงร้อยละ 55.3 อัตราการเสียชีวิตภายใน 28 วันร้อยละ 30.3 (120 ราย) แหล่งที่มาของการติดเชื้อที่พบบ่อยที่สุดคือระบบทางเดินหายใจ (ร้อยละ 53.8) การวินิจฉัยขั้นสุดท้ายเป็น Septic Shock ร้อยละ 23.0 เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มเสียชีวิตและรอดชีวิต พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในสัญญาณชีพ ระดับสติสัมปชัญญะ คะแนน qSOFA NEWS สถานะการพึ่งพา และผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ จากการวิเคราะห์ Multivariable Cox Regression โดยนำตัวแปร MOD Score ทั้ง 3 ปัจจัยเข้า Model พบว่าปัจจัยที่ทำนายการเสียชีวิตภายใน 28 วัน ได้แก่ สถานะพึ่งพา (D – Dependent status; HR 2.51, 95% CI 1.60-3.93, p < 0.001) ความอิ่มตัวของออกซิเจน ≤ 93% (O – Oxygen saturation; HR 1.83, 95% CI 1.26-2.65, p = 0.001) และการมีโรคมะเร็ง (M – Malignancy; HR 1.23, 95% CI 0.74-2.05, p = 0.430) ซึ่งปัจจัยทั้ง 3 จำได้ง่ายด้วยคำย่อ MOD โดย MOD model มีค่า C-statistic เท่ากับ 0.711</p> <p><strong>สรุป: </strong>อัตราการเสียชีวิตภายใน 28 วันในผู้ป่วยสูงอายุที่สงสัยว่าติดเชื้อในกระแสเลือดที่แผนกฉุกเฉิน โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ อยู่ที่ร้อยละ 30.3 ปัจจัย MOD Score โดยเฉพาะสถานะพึ่งพาและ SpO<sub>2</sub> ≤ 93% เป็นปัจจัยอิสระที่ทำนายการเสียชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ และประเมินได้ทันทีที่จุดคัดกรองโดยไม่ต้องรอผลห้องปฏิบัติการ แม้ปัจจัย M จะไม่มีนัยสำคัญทางสถิติเนื่องจากจำนวนผู้ป่วยมะเร็งมีจำกัด แต่ยังคงรักษาไว้เนื่องจากมีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ และมีความสมเหตุสมผลทางพยาธิสรีรวิทยา MOD Score ซึ่งเหมาะสมสำหรับนำไปใช้ในการคัดกรองความเสี่ยงและวางแผนการรักษาผู้ป่วยสูงอายุที่สงสัยว่าติดเชื้อในกระแสเลือดในแผนกฉุกเฉินระดับตติยภูมิ อย่างไรก็ตามควรมีการศึกษาต่อเนื่องในประชากรขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อตรวจสอบความถูกต้องและยืนยันบทบาทของปัจจัย MOD Score ต่อไป</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> ผู้ป่วยสูงอายุ, ติดเชื้อในกระแสเลือด, ปัจจัยทำนายการเสียชีวิต, ผู้ป่วยสงสัยติดเชื้อในกระแสเลือด, MOD Score</p>
2026-08-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ยโสธรเวชสาร
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/hciyasohos/article/view/4589
Predictive Factors for Functional Dependence in Activities of Daily Living among Older Adults: A Case Study of Chi Nam Rai 2 Health Promoting Hospital, Sing Buri Province, Thailand
2026-05-25T17:04:13+07:00
ไกรศร จันทร์นฤมิตร
kraisorn@bcnsprnw.ac.th
นิสา ครุฑจันทร์
nisa@bcnsprnw.ac.th
วรรณรัตน์ จันทร์นฤมิตร
bonus_party@hotmail.com
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> การวิจัยเชิงวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงทำนายแบบย้อนหลัง (Retrospective Predictive Correlational Research) นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยทำนายภาวะพึ่งพิงด้านกิจวัตรประจำวันของผู้สูงอายุ ในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลชีน้ำร้าย 2 จังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีบริบทสังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (Super-Aged Society)</p> <p><strong>วิธีศึกษา:</strong> กลุ่มตัวอย่างคือประชากรผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 500 ราย คัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) จากฐานข้อมูลระบบอิเล็กทรอนิกส์ (HOSxP_PCU) และเวชระเบียนประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย ข้อมูลด้านประชากรศาสตร์ แบบประเมินความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน (Barthel ADL Index) แบบประเมินภาวะถดถอย 9 ด้าน และแบบคัดกรองภาวะซึมเศร้า (2Q/9Q) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ปัจจัยทำนายด้วยสถิติการถดถอยโลจิสติกแบบทวิ (Binary Logistic Regression)</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 62.4 มีอายุเฉลี่ย 72.8 ปี (S.D. = 7.4) และพบความชุกของกลุ่มที่เกิดภาวะพึ่งพิงด้านกิจวัตรประจำวัน (คะแนน ADL <u><</u> 11) ร้อยละ 15.8 ผลการวิเคราะห์สมการถดถอยโลจิสติกแบบทวิ พบว่ามี 2 ปัจจัยที่สามารถทำนายการเกิดภาวะพึ่งพิงได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ได้แก่ ประวัติการหกล้มใน 6 เดือนที่ผ่านมา (OR = 3.68, 95% CI: 1.82-7.45, p < .001) และ ภาวะซึมเศร้า (OR = 2.31, 95% CI: 1.20-4.45, p = .015) สำหรับปัจจัยด้านอายุ จำนวนโรคประจำตัว และปัญหาการเคลื่อนไหว ไม่พบความสัมพันธ์เชิงทำนายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในสมการนี้</p> <p><strong>สรุป:</strong> ประวัติการหกล้มและภาวะซึมเศร้า เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้สูงอายุเข้าสู่ภาวะพึ่งพิง ข้อค้นพบนี้สะท้อนให้เห็นถึงภาวะพึ่งพิงเป็นสิ่งที่สามารถชะลอได้หากมีการจัดการปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนได้ ดังนั้น หน่วยบริการปฐมภูมิและองค์การบริหารส่วนตำบล ควรบูรณาการนโยบายและจัดสรรงบประมาณกองทุนการดูแลระยะยาว (LTC Fund) เพื่อมุ่งเน้นการปรับปรุงสภาพแวดล้อมเพื่อป้องกันการหกล้ม และการคัดกรองสุขภาพจิตเชิงรุก เพื่อรักษาความสามารถในการพึ่งพาตนเองของผู้สูงอายุในชุมชนให้ยาวนานที่สุด</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> การหกล้ม, ปัจจัยทำนาย, ผู้สูงอายุ, ภาวะซึมเศร้า, ภาวะพึ่งพิงด้านกิจวัตรประจำวัน</p>
2026-07-13T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ยโสธรเวชสาร
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/hciyasohos/article/view/4342
The Impact of Economic Accessibility of Healthcare Services on the Health of Elderly Individuals in China
2026-08-25T14:27:02+07:00
Honglin Deng
honglin331@outlook.com
Somchai Bovornkitti
ssavvi2022w@163.com
Sarisak Soontornchai
ssavvi2022w@163.com
Xiaoqiang Qiu
ssavvi2022w@163.com
<p><strong>Abstract</strong></p> <p><strong>Background: </strong>China is undergoing rapid population aging, with the share of citizens aged 65 and older projected to rise from 9.6% in 2015 to 27.6% by 2050. Despite expanding insurance coverage under the National Basic Public Health Service Program, out-of-pocket (OOP) healthcare expenditure remains substantial, raising concerns about whether economic barriers to care undermine the health of older adults. Evidence on how affordability translates into physical and mental health outcomes in the Chinese elderly population and through which behavioral mechanisms is limited.</p> <p><strong>Objective: </strong>To examine the association between economic accessibility of healthcare services and physical health, life satisfaction, and depressive symptoms among elderly individuals in China, and to identify behavioral mechanisms underlying this association.</p> <p><strong>Materials and Methods: </strong>This was a longitudinal panel study using secondary data from the China Family Panel Studies (CFPS), a nationally representative biennial household survey conducted by the Institute of Social Science Survey, Peking University. Four survey waves were analyzed (2016, 2018, 2020, and 2022). Participants were respondents aged 60 years and older at each wave (N = 7,524 unique individuals; total panel observations = 19,847). Inclusion criteria were age ≥ 60 years and non-missing healthcare expenditure data; observations with missing values on key variables were excluded using listwise deletion. Economic accessibility was measured as the household-level ratio of out-of-pocket medical expenditure to total healthcare spending in the previous 12 months (continuous variable; lower ratio = greater accessibility). Descriptive statistics (frequencies, percentages, means, and standard deviations) were used to summarize sample characteristics. Associations between economic accessibility and health outcomes were estimated using panel fixed-effects regression, with mediation analysis (Baron and Kenny approach) for exercise, smoking, and alcohol consumption. Statistical significance was set at p < 0.05.</p> <p><strong>Results:</strong> Of 7,524 elderly respondents, 51.9% were female and 39.8% resided in urban areas (full descriptive characteristics in Table 1). Greater economic accessibility to healthcare was associated with better physical health (β = −0.142, 95% CI: −0.218 to −0.066, p < 0.001), higher life satisfaction (β = 0.098, 95% CI: 0.045 to 0.151, p < 0.001), and fewer depressive symptoms (β = −0.185, 95% CI: −0.267 to −0.103, p < 0.001). Exercise frequency mediated approximately 34% of the association with physical health and 28% with life satisfaction (β = 0.246, p < 0.01), while mediation through smoking and alcohol was weak. Stronger associations were observed among women, individuals in the lowest income quartile, those aged 80 and above, and urban residents.</p> <p><strong>Conclusion: </strong>Improved economic accessibility of healthcare services is associated with better physical and mental health among elderly individuals in China, with increased physical activity acting as the principal behavioral mechanism. Healthcare policies should prioritize reducing out-of-pocket burdens, narrowing urban–rural disparities, and promoting preventive behaviors to support equitable healthy aging.</p> <p><strong>Keywords:</strong> economic accessibility, healthcare services, elderly health, China, aging population</p>
2026-09-03T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ยโสธรเวชสาร
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/hciyasohos/article/view/4497
การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยปอดอักเสบที่มีภาวะการหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน หอผู้ป่วยหนักอายุรกรรม โรงพยาบาลยโสธร
2026-08-06T10:04:19+07:00
นารี คำศรี
naree.icumed@gmail.com
อำพร โยธานันท์
naree.icumed@gmail.com
นิภาพร ลครวงศ์
naree.icumed@gmail.com
จิราวรรณ สุนทรา
naree.icumed@gmail.com
มาริกา ชรากาหมุด
naree.icumed@gmail.com
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>โรคปอดอักเสบที่มีภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลันเป็นปัญหาสำคัญที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงและยังขาดแนวปฏิบัติการพยาบาลที่เป็นมาตรฐาน การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินแนวปฏิบัติการพยาบาลตามหลักฐานเชิงประจักษ์ โดยใช้กรอบแนวคิด Iowa Model และศึกษาผลต่อความรู้และการปฏิบัติของพยาบาล รวมถึงผลลัพธ์ทางคลินิกของผู้ป่วย การวิจัยและพัฒนาดำเนินการ 4 ระยะ ใช้เวลา 12 เดือน กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยพยาบาลวิชาชีพ 43 คน และผู้ป่วย 86 คน (กลุ่มควบคุม 43 คน กลุ่มทดลอง 43 คน) เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แนวปฏิบัติการพยาบาล 6 ระยะ แบบประเมินความรู้ แบบประเมินความพึงพอใจ แบบประเมินการปฏิบัติ และแบบบันทึกผลลัพธ์ผู้ป่วย การวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัยนี้ ใช้สถิติ Chi-square test, t-test และ Mann-Whitney U test รวมทั้ง Fisher's exact test สำหรับตัวแปรเชิงกลุ่มขนาดเล็ก และ Shapiro-Wilk test เพื่อทดสอบการแจกแจงปกติของข้อมูลก่อนเลือกสถิติที่เหมาะสม</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า แนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นมีคุณภาพระดับดีมาก (90.58%) และได้รับการแนะนำให้นำไปใช้ 100% ความรู้ของพยาบาลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (Mean = 16.21, SD = 2.42 เป็น Mean = 18.44, SD = 1.37, p < .001) การปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุดทุกระยะ ผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลตามแนวปฏิบัติพบว่าอัตราการเสียชีวิตลดลงจาก 76.74% เป็น 11.63% (p < .001) การรอดชีวิตใน 28 วันเพิ่มขึ้นจาก 23.26% เป็น 88.37% (p < .001) อัตราการถอดท่อสำเร็จเพิ่มขึ้นจาก 25.6% เป็น 90.7% (p < .001) และ PF ratio ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .025) ส่วนตัวแปรอื่น ๆ ได้แก่ Vent day, LOS in ICU, LOS in Hospital และค่าใช้จ่าย ไม่พบความแตกต่างทางสถิติ (p > .05)</p> <p>แนวปฏิบัติการพยาบาลที่พัฒนาตามหลักฐานเชิงประจักษ์โดยใช้ Iowa Model สัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของความรู้ การปฏิบัติของพยาบาลอย่างชัดเจน และผลลัพธ์ทางคลินิกของผู้ป่วยที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอัตราการเสียชีวิตที่ลดลง การเพิ่มการรอดชีวิต ความสำเร็จในการถอดท่อช่วยหายใจ และการเพิ่มสมรรถภาพการแลกเปลี่ยนก๊าซ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นการศึกษาแบบมีกลุ่มควบคุมย้อนหลังที่มีลักษณะพื้นฐานบางประการแตกต่างกันและเป็นผลที่ยังไม่ได้ปรับตัวแปรกวน การนำแนวปฏิบัตินี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการดูแลผู้ป่วยปอดอักเสบที่มีภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลันในหอผู้ป่วยหนักได้ แต่ทั้งนี้ควรมีการศึกษายืนยันโดยการควบคุม ตัวแปรกวนที่เคร่งครัดมากขึ้น</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> แนวปฏิบัติการพยาบาล, ปอดอักเสบ, ภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน, หอผู้ป่วยหนัก, ไอโอวาโมเดล, หลักฐานเชิงประจักษ์</p>
2026-09-03T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ยโสธรเวชสาร
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/hciyasohos/article/view/4599
การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำส่วนลึก สำหรับผู้ป่วยมะเร็งระบบทางเดินอาหารหลังการผ่าตัดช่องท้อง และการประยุกต์ใช้ในผู้ป่วยกรณีศึกษา 2 ราย
2026-07-15T13:05:36+07:00
ณภัทร สิทธิเนตร
napasit@kku.ac.th
ปาริชาติ วงศ์ก้อม
parwon@kku.ac.th
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong>หลักการและเหตุผล: </strong>ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำส่วนลึก (Deep vein thrombosis: DVT) เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยที่ได้รับการการผ่าตัดช่องท้อง โดยพบใน 48 ชั่วโมงแรกหลังการผ่าตัดและมักไม่แสดงอาการ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดภาวะ DVT ได้แก่ ปัจจัยด้านผู้ป่วยและด้านการดูแล โดยพยาบาลมีส่วนสำคัญในการดูแลผู้ป่วยหลังผ่าตัดอย่างใกล้ชิด แนวปฏิบัติทางการพยาบาลที่มีความชัดเจนและมีประสิทธิภาพ จึงมีความสำคัญต่อการป้องกันภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดของผู้ป่วย</p> <p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>เพื่อพัฒนาและประยุกต์ใช้แนวปฏิบัติทางการพยาบาลในการป้องกันลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำส่วนลึกสำหรับผู้ป่วยมะเร็งระบบทางเดินอาหารหลังการผ่าตัดช่องท้อง</p> <p><strong>วิธีการศึกษา: </strong>การศึกษาครั้งนี้ใช้กรอบแนวคิดของซูคัพ (Soukup, 2000) ในการพัฒนาแนวปฏิบัติทางการพยาบาล โดยแบ่งเป็น 4 ระยะการดำเนินการ ซึ่งในการศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาระยะที่ 1-3 ได้งานวิจัย 16 เรื่อง พัฒนาเป็นแนวปฏิบัติทางการพยาบาลโดยใช้ชื่อว่า “SAFE model” ประกอบด้วย 1) S - Surveillance & Risk Assessment 2) A - Active Mobility & Mechanical Prophylaxis 3) F - Pharmacological Management และ 4) E - Effective Team Collaboration จากนั้นนำไปตรวจสอบความตรงของเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน นำไปประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วย และนำเสนอตามรายละเอียดของแนวปฏิบัติฯ ในรูปแบบกรณีศึกษา (Case study) 2 ราย</p> <p><strong>ผลการศึกษา: </strong>ผลการประเมินคุณภาพของแนวปฏิบัติจากผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่า ค่าความตรงของเนื้อหา (CVI) เท่ากับ 1.0 และคุณภาพแนวปฏิบัติโดยเฉลี่ยทุกหมวด เท่ากับร้อยละ 89.02 ปรับปรุงตามคำแนะนำของผู้ทรงคุณวุฒิ จากนั้นนำไปประยุกต์ใช้กับผู้ป่วย 2 ราย พบว่า ไม่พบอาการแสดงของภาวะ DVT หลังผ่าตัด ผู้ป่วยมีความพึงพอใจโดยรวมต่อแนวปฏิบัติในระดับมากที่สุด และพยาบาลสามารถปฏิบัติกิจกรรมตามแนวปฏิบัติฯ ได้ร้อยละ 100</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ:</strong> แนวปฏิบัติทางการพยาบาล SAFE model ช่วยให้พยาบาลมีแนวทางในการดูแลผู้ป่วยมากขึ้น และส่งเสริมการป้องกันภาวะ DVT สำหรับผู้ป่วยมะเร็งระบบทางเดินอาหารตั้งแต่ระยะแรกหลังการผ่าตัดช่องท้อง ข้อเสนอแนะคือ ควรพิจารณาความเหมาะสมของกิจกรรมตามแนวปฏิบัติก่อนนำไปใช้ และ ควรมีการศึกษาวิจัยในกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่รวมถึงติดตามผลระยะยาวเพื่อยืนยันประสิทธิผลของแนวปฏิบัติดังกล่าว</p> <p><strong>คำสำคัญ: </strong>แนวปฏิบัติการพยาบาล, ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำส่วนลึก, ผู้ป่วยมะเร็งระบบทางเดินอาหาร, SAFE model</p>
2026-09-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ยโสธรเวชสาร
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/hciyasohos/article/view/4343
Empirical Study on the Evaluation of Emergency Management Capabilities for Public Health Emergencies at Local Universities in Guangxi
2026-05-28T19:19:54+07:00
Qingyi Mai
qingyim331@outlook.com
Thongmuang Thongmuang
pimporn.th@ssru.ac.th
Sarisak Soontornchai
sarisak.so@ssru.ac.th
Xiaoqiang Qiu
xqqiu9999@sina.com
<p><strong>Abstract</strong></p> <p>This study evaluates the emergency management capabilities of higher education institutions (HEIs) in Guangxi in response to public health emergencies by constructing and applying a systematic evaluation model. The study had three objectives: to construct the evaluation model, to assess the capability of the universities using it, and to provide a reference for capability enhancement. A comprehensive set of evaluation indicators was developed using the Delphi expert consultation method. Data were collected through a Chinese-language questionnaire survey conducted across 20 HEIs in Guangxi, yielding 1,701 valid responses. Radar charts were used to illustrate the scores of five core dimensions of emergency management systems, and the Rank Sum Ratio (RSR) evaluation model was employed to classify and rank the institutions based on their capabilities.</p> <p>Findings indicate that most universities performed well across the five dimensions; however, significant shortcomings were observed in contingency plan updates, emergency drills, interdepartmental coordination, and post-event evaluations. RSR analysis revealed notable disparities among institutions: vocational colleges exhibited stronger overall capabilities than undergraduate universities, while disciplines such as science and engineering, public security, and law outperformed medical and arts-related programs. Institutions were categorized into three tiers: high capability (20%), medium capability (65%), and low capability (15%).</p> <p><strong>Keywords:</strong> Local universities in Guangxi, sudden public health emergencies, emergency management capabilities, model construction, empirical research.</p>
2026-09-03T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ยโสธรเวชสาร
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/hciyasohos/article/view/4536
การศึกษาอุบัติการณ์การเกิดโรค ผลทางพยาธิและปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งชนิดต่าง ๆ ของผู้ป่วยต่อมน้ำเหลืองที่คอโตที่ไม่ทราบสาเหตุของผู้ป่วยที่มารับการรักษาที่แผนกหูคอจมูก โรงพยาบาลวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
2026-07-13T13:45:59+07:00
NONTAYA PHOOKPAN
nonpookpan@gmail.com
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong>บทนำ:</strong> ภาวะต่อมน้ำเหลืองที่คอโตเป็นภาวะที่พบในตำแหน่งที่มองเห็นและสามารถคลำตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกพบได้ในทุกช่วงอายุและอาจเป็นอาการนำของหลายโรค จึงควรตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุซึ่งอาจเกิดจากภาวะการติดเชื้อ เนื้องอก มะเร็ง และโรคภูมิต้านตนเอง รวมถึงยาการรักษาที่ไม่ตรงจุด ดังนั้นการหาอุบัติการณ์การเกิดภาวะต่อมน้ำเหลืองที่คอโตปัจจัยเสี่ยงในการเกิดมะเร็งต่อมน้ำเหลืองช่วยในการวางแผนการรักษาที่ถูกต้องรวดเร็วปลอดภัยขึ้น </p> <p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>เพื่อศึกษาอุบัติการณ์การเกิดภาวะต่อมน้ำเหลืองที่คอโต ผลทางพยาธิวิทยาของผู้ป่วยต่อมน้ำเหลืองที่คอโตที่ไม่ทราบสาเหตุ และเพื่อศึกษาปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งของต่อมน้ำเหลือง</p> <p><strong>รูปแบบและวิธีการศึกษา: </strong>ทำการวิจัยในผู้ป่วยต่อมน้ำเหลืองที่คอโตที่ไม่ทราบสาเหตุของโรงพยาบาลวารินชำราบ การวิจัยเชิงพรรณนาแบบย้อนหลังและไปข้างหน้า ซึ่งประกอบด้วยการศึกษาแบบย้อนหลัง (Retrospective descriptive study) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2562 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 ร่วมกับการศึกษาแบบไปข้างหน้า (Prospective descriptive study) ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2567 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 วิเคราะห์ข้อมูลโดยผู้วิจัยนำแบบบันทึกข้อมูลที่ได้เก็บข้อมูลมาตรวจสอบความสมบูรณ์ของข้อมูลแล้วประมวลผลโดยแบ่งการวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive statistic) ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติอนุมาน (Inferential statistic) ได้แก่ chi-square และ multiple logistic regression</p> <p><strong>ผลการศึกษา: </strong>ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองที่คอ จำนวน 560 ราย เป็นผู้ป่วยชาย 230 ราย ผู้ป่วยหญิง 330 ราย พบเป็นกลุ่มของ reactive lymph node 213 ราย (38%) (ชาย 70, หญิง 143), tuberculosis lymph node 140 ราย (25%) (ชาย 51, หญิง 89) กลุ่ม carcinoma 160 ราย (28.6%) (ชาย 102, หญิง 58) และกลุ่มเนื้อเยื่ออื่น ๆ ที่ไม่ใช่มะเร็ง 47 ราย (8.4%) (ชาย 7, หญิง 40)</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา:</strong> ผู้ป่วยต่อมน้ำเหลืองที่คอโตที่ไม่ทราบสาเหตุพบได้ทุกช่วงอายุเป็นอาการนำของโรคอื่น ๆ หลายโรค พบว่าผู้ป่วยช่วงอายุ 11-30 ปี เป็นกลุ่ม reactive lymphoid hyperplasia มากที่สุด, อายุ 31-50 ปี พบเป็น caseous granulomatous มากที่สุด ผู้ป่วยที่อายุมากกว่า 60 ปีพบเป็นกลุ่ม lymphoma, metastasis carcinoma neck node มากที่สุด และปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งอาจมีความสัมพันธ์กับผู้ชาย, อายุมากกว่า 40 ปี, ขนาดก้อนที่มากกว่า 2 เซนติเมตร และถ้าต่อมน้ำเหลืองโตที่ตำแหน่ง supraclavicular มีโอกาสเกิดมะเร็งมากถึงร้อยละ 3.2 จึงมีความสำคัญควรรีบตัดชิ้นเนื้อตรวจโดยเร็ว ส่วนตำแหน่ง neck, supraclavicular และsubmental ผลทางพยาธิเป็น caseous granulomatous ได้เหมือนกันทั้งหมด ซึ่งข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้จะได้นำไปใช้ประโยชน์ในการให้ข้อมูลและวางแผนการรักษาเพื่อให้ได้การวินิจฉัยที่ถูกต้องรวดเร็วและแม่นยำเพื่อให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดสำหรับผู้ป่วยทุกราย</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> ภาวะต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอโต, การตรวจชิ้นเนื้อต่อมน้ำเหลือง, ปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง</p>
2026-09-03T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ยโสธรเวชสาร
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/hciyasohos/article/view/4410
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับอาการชักหลังโรคหลอดเลือดสมองตีบ: กรณีศึกษาโรงพยาบาลยโสธร
2026-06-22T09:47:02+07:00
อัจฉริยาพร นวลเพ็ญ
Atcha.nuanpen@gmail.com
<p><strong>หลักการและเหตุผล: </strong>อาการชักหลังโรคหลอดเลือดสมองตีบเป็นภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทที่สำคัญ แบ่งเป็น Early-onset และ Late-onset Seizure ซึ่งมีพยาธิสรีรวิทยาและผลลัพธ์ทางคลินิกที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ข้อมูลในบริบทโรงพยาบาลระดับจังหวัดยังมีจำกัด</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาปัจจัยทางคลินิกและภาพถ่ายสมองที่สัมพันธ์กับการเกิดอาการชักหลังโรคหลอดเลือดสมองตีบในผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลยโสธร</p> <p><strong>วิธีศึกษา:</strong> การศึกษาเชิงพรรณนาแบบย้อนหลัง (Retrospective Descriptive Study) ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบที่มีอาการชัก จำนวน 80 ราย ระหว่างปี พ.ศ. 2566–2568 รวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ เปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม Early-onset (≤ 7 วัน) และ Late-onset Seizure (> 7 วัน) ด้วย Mann-Whitney U Test, Chi-square Test หรือ Fisher's Exact Test และปรับค่าด้วย Bonferroni Correction (p < 0.05)</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> ผู้ป่วยมีอายุเฉลี่ย 66.01 ± 11.97 ปี เพศชายร้อยละ 71.2 พบ Late-onset Seizure ร้อยละ 65.0 และ Early-onset Seizure ร้อยละ 35.0 อาการชักที่พบมากที่สุด คือ Generalized Tonic-clonic Seizure (ร้อยละ 71.2) สาเหตุของโรคหลักคือ Large-artery Atherosclerosis พบร้อยละ 61.2 และพบ Cortical Involvement ร้อยละ 78.7 เมื่อเปรียบเทียบลักษณะทางคลินิกและภาพถ่ายสมอง พบว่า ทั้งสองกลุ่มมีลักษณะทางคลินิกคล้ายคลึงกันในหลายด้าน ได้แก่ อายุ เพศ ดัชนีมวลกาย โรคประจำตัว พฤติกรรมเสี่ยง สาเหตุของโรคตาม TOAST classification ลักษณะภาพถ่ายสมอง (Cortical Involvement ร้อยละ 78.6 เทียบกับ 78.8; p = 1.000, Large Infarct p = 0.738 และ Hemorrhagic Transformation p = 0.441) และประเภทอาการชัก (Generalized Tonic-clonic Seizure ร้อยละ 71.4 เทียบกับ 71.2; p = 1.000) สิ่งที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญมีเพียง 2 ด้าน คือ กลุ่ม Early-onset Seizure มีคะแนน NIHSS แรกรับสูงกว่า สะท้อนความรุนแรงของโรคในระยะแรกที่มากกว่า (11.9 ± 6.8 เทียบกับ 8.3 ± 7.1; p = 0.019) และนอนโรงพยาบาลนานกว่า (8.1 ± 7.1 เทียบกับ 5.9 ± 7.0 วัน; p = 0.001) ซึ่งความแตกต่างของระยะเวลานอนโรงพยาบาลยังคงมีนัยสำคัญหลังปรับค่า Bonferroni Correction แต่ความแตกต่างของ NIHSS ไม่เป็นเช่นนั้น ทั้งนี้ผลลัพธ์การรักษาและการฟื้นตัวในระยะยาวที่ 3 และ 6 เดือนไม่แตกต่างกันระหว่างสองกลุ่ม ชี้ให้เห็นว่าระยะเวลาการเกิดอาการชักไม่ได้กำหนดผลลัพธ์ระยะยาวโดยตรง ในภาพรวม ผู้ป่วยร้อยละ 58.8 มี Poor Outcome ณ วันจำหน่าย ลดลงเป็นร้อยละ 46.5 ที่ 3 และ 6 เดือน ปัจจัยที่สัมพันธ์กับ Poor Outcome อย่างมีนัยสำคัญแม้หลังปรับค่าแล้ว ได้แก่ คะแนน NIHSS แรกรับสูง (adjusted p = 0.009) และการมี Cortical Involvement (adjusted p = 0.020) นอกจากนี้พบอาการชักซ้ำหลังจำหน่ายร้อยละ 12.5</p> <p><strong>สรุป:</strong> ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็น Late-onset Seizure ชี้ให้เห็นความสำคัญของการติดตามระยะยาว ผู้ป่วยที่มีอาการชักทั้งสองกลุ่มมีลักษณะทางคลินิกและภาพถ่ายสมองส่วนใหญ่คล้ายคลึงกัน โดยกลุ่ม Early-onset Seizure มีความรุนแรงของโรคสูงกว่าในระยะแรกรับและนอนโรงพยาบาลนานกว่า แต่ผลลัพธ์ระยะยาวไม่แตกต่างกัน คะแนน NIHSS แรกรับและรอยโรคที่เปลือกสมองเป็นปัจจัยสำคัญที่สัมพันธ์กับผลลัพธ์การรักษาที่ไม่ดี จึงควรเฝ้าระวังอาการชักอย่างใกล้ชิดในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง</p>
2026-08-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ยโสธรเวชสาร
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/hciyasohos/article/view/4539
ปัจจัยที่มีผลต่อภาวะเสี่ยงกระดูกพรุนของบุคลากรสาธารณสุขวัยกลางคน ในสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เขตสุขภาพที่ 10
2026-07-13T15:46:33+07:00
กรชนก บรรดาศักดิ์
polyaoey@gmail.com
กิตติ เหลาสุภาพ เหลาสุภาพ
kitlaosupap@gmail.com
รัตนา เล็กสมบูรณ์
ratana_tlek@yahoo.com
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> โรคกระดูกพรุนเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญในกลุ่มวัยกลางคน โดยเฉพาะบุคลากรสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในลักษณะนั่งทำงานนาน เครื่องมือ OSTA (Osteoporosis Self-Assessment Tool for Asians) เป็นวิธีคัดกรองที่เหมาะสมสำหรับพื้นที่ที่มีทรัพยากรจำกัด</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาระดับภาวะเสี่ยงกระดูกพรุนและวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อภาวะเสี่ยงกระดูกพรุนของบุคลากรสาธารณสุขวัยกลางคนในสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เขตสุขภาพที่ 10</p> <p><strong>วิธีการศึกษา: </strong>การวิจัยแบบภาคตัดขวางเชิงวิเคราะห์ ศึกษาในบุคลากรอายุ 40–59 ปี จำนวน 337 คน จาก 5 จังหวัด (อุบลราชธานี ศรีสะเกษ ยโสธร อำนาจเจริญ และมุกดาหาร) สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน ประเมินภาวะเสี่ยงด้วย OSTA index = [0.2 × (น้ำหนัก – อายุ)] แบ่งผลลัพธ์เป็น 2 กลุ่ม คือ เสี่ยงต่ำและเสี่ยงปานกลาง วิเคราะห์ปัจจัยด้วย Multiple Logistic Regression ร่วมกับ Ridge Regularization กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติ p < 0.05</p> <p><strong>จริยธรรมการวิจัย:</strong> การวิจัยนี้ได้รับการพิจารณาและอนุมัติจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ผู้เข้าร่วมการวิจัยทุกคนได้รับการชี้แจงรายละเอียดและลงนามในใบยินยอมก่อนเข้าร่วมการวิจัย</p> <p><strong>ผลการศึกษา: </strong>กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศหญิงร้อยละ 71.2 อายุเฉลี่ย 46 ปี (IQR 11) ร้อยละ 84.9 อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่ำ และร้อยละ 15.1 อยู่ในกลุ่มเสี่ยงปานกลาง ไม่พบกลุ่มเสี่ยงสูง การวิเคราะห์ Multiple Logistic Regression พบว่าไม่มีปัจจัยใดมีความสัมพันธ์กับภาวะเสี่ยงกระดูกพรุนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p > 0.05) โดยปัจจัยที่มีแนวโน้มสูงสุดคือการดื่มชา (Adjusted OR = 1.31, 95%CI = 0.97–1.75, p = 0.093)</p> <p> </p> <p><strong>สรุป: </strong>บุคลากรสาธารณสุขวัยกลางคนในเขตสุขภาพที่ 10 ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่ำ ผลจากการวิจัยสามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับวางแผนเฝ้าระวังสุขภาพกระดูก ควรดำเนินการศึกษาต่อโดยใช้เครื่องมือ DEXA scan หรือ Dual-energy X-ray Absorptiometry เป็นตัวแปรตามในการค้นหาเชิงสาเหตุต่อไป และขนาดกลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่ขึ้น</p>
2026-09-03T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ยโสธรเวชสาร
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/hciyasohos/article/view/4429
ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการในผู้ป่วยเด็กที่มาด้วยภาวะชักจากไข้แบบธรรมดาเปรียบเทียบกับผู้ป่วยเด็กที่มาด้วยภาวะชักจากไข้แบบซับซ้อนที่มารักษาในโรงพยาบาล 50 พรรษามหาวชิราลงกรณ
2026-06-22T09:49:46+07:00
อัจฉรัตน์ กัลยา
atcharat.kalya@gmail.com
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong>หลักการและเหตุผล: </strong>ภาวะชักจากไข้เป็นความผิดปกติทางระบบประสาทที่พบบ่อยที่สุดในเด็กวัย 6 เดือน ถึง 5 ปี โดยเด็กมักมีอาการไข้ ผลกระทบของภาวะชักจากไข้มีผลหลายประการทั้งต่อเด็กและครอบครัว</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อ 1) ศึกษาอัตราการเกิดภาวะชักจากไข้ในผู้ป่วยเด็ก 2) เปรียบเทียบลักษณะทั่วไปและผลตรวจทางห้องปฏิบัติการของผู้ป่วยที่มาด้วยภาวะชักจากไข้แบบธรรมดา (SFS) และภาวะชักจากไข้แบบซับซ้อน (CFS) ในแผนกกุมารเวชกรรม โรงพยาบาล 50 พรรษามหาวชิราลงกรณ จังหวัดอุบลราชธานี</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลัง กลุ่มตัวอย่างเป็นเวชระเบียนผู้ป่วยเด็กที่เข้ารับการรักษาด้วยภาวะชักจากไข้ จำนวน 259 ราย ระหว่าง 1 ตุลาคม 2564 ถึง 30 กันยายน 2568 เก็บข้อมูลทางคลินิกและข้อมูลทางห้องปฏิบัติการจากการทบทวนเวชระเบียน วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปและหาอัตราการเกิดภาวะชักจากไข้ด้วยสถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์เปรียบเทียบปัจจัยตัวแปรด้วย Chi-square test, Independent t-test และ Mann-Whitney U Test </p> <p><strong>ผลการศึกษา: </strong>ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาด้วยภาวะชักจากไข้ จำนวน 259 ราย คิดเป็นอัตราร้อยละ 13.12 ของผู้ป่วยทั้งหมด เป็นภาวะชักแบบ SFS ร้อยละ 76.45 และแบบ CFS ร้อยละ 23.55 กลุ่ม SFS ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 63.64 อายุมากกว่า 1 ปี ร้อยละ 75.25 ไม่มีโรคประจำตัว ร้อยละ 93.94 ชักครั้งแรก ร้อยละ 71.21 ส่วนกลุ่ม CFS ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 57.38 อายุมากกว่า 1 ปี ร้อยละ 69.69 ไม่มีโรคประจำตัว ร้อยละ 93.44 ชักครั้งแรก ร้อยละ 68.85 สาเหตุของภาวะชักจากไข้กลุ่ม SFS ส่วนใหญ่เป็น Upper respiratory tract infection ส่วนกลุ่ม CFS ส่วนใหญ่เป็น Fever unknown origin ปัจจัยที่มีผลต่อภาวะชักพบว่าค่า Cl ในกลุ่ม SFS มีค่าเฉลี่ย 79.42 (S.D 40.95) และในกลุ่ม CFS มีค่าเฉลี่ย 88.04 (S.D. 34.71) ซึ่งค่า Cl สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญในผู้ป่วยกลุ่ม CFS (p=0.033) และค่า Lymphocytes ในกลุ่ม SFS มีค่าเฉลี่ย 28.57 (S.D. 15.80) และในกลุ่ม CFS มีค่าเฉลี่ย 32.26 (S.D. 14.48) ซึ่งค่า Lymphocytes สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญในผู้ป่วยกลุ่ม CFS (p=0.032)</p> <p><strong>สรุป: </strong>พบค่า Cl และ lymphocyte ผู้ป่วยกลุ่ม CFS มีค่าสูงกว่ากลุ่ม SFS อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong>คําสําคัญ: </strong>ภาวะชักจากไข้, ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ, อิเล็กโทรไลต์, ปัจจัยการชัก, ผู้ป่วยเด็ก</p>
2026-09-03T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ยโสธรเวชสาร
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/hciyasohos/article/view/4560
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการพบความผิดปกติในเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองในผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะ ไม่รุนแรง: การศึกษาเปรียบเทียบย้อนหลังในโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชกระนวน
2026-07-27T09:58:33+07:00
พิชชาพร พรรณวุฒิ
phari_chan@hotmail.com
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong>หลักการและเหตุผล: </strong>การบาดเจ็บที่ศีรษะไม่รุนแรง (Mild Traumatic Brain Injury: MTBI) เป็นภาวะฉุกเฉินที่พบบ่อยในแผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาลชุมชน การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT Brain) มีความสำคัญในการตรวจพบภาวะเลือดออกในสมองที่ต้องการการรักษาอย่างเร่งด่วน อย่างไรก็ตาม การส่งตรวจโดยไม่มีการคัดกรองที่เหมาะสมก่อให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายและการสัมผัสรังสีโดยไม่จำเป็น</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาความชุกและประเภทของความผิดปกติที่พบจากการตรวจ CT Brain และระบุปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการพบความผิดปกติดังกล่าวในผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะไม่รุนแรง (Mild Traumatic Brain Injury: MTBI) ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชกระนวน จังหวัดขอนแก่น</p> <p><strong>วิธีการศึกษา: </strong>การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลัง (Retrospective Analytical Study) ศึกษาจากเวชระเบียนผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีการบาดเจ็บที่ศีรษะไม่รุนแรง (Glasgow Coma Scale 13-15) อายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป และได้รับการตรวจ CT Brain ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชกระนวน ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2565 ถึง 31 ธันวาคม 2567 รวบรวมข้อมูลตัวแปรอิสระ ได้แก่ เพศ อายุ กลไกการบาดเจ็บ อาการและอาการแสดงทางคลินิก โรคประจำตัว และประวัติการใช้ยา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา Chi-square test, Fisher's exact test และ Multivariate logistic regression พร้อมประเมินประสิทธิภาพของโมเดลด้วยค่าพื้นที่ใต้โค้ง ROC และ Hosmer-Lemeshow goodness-of-fit test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p < 0.05</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> ผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์การศึกษาทั้งหมด 440 ราย เป็นเพศชายร้อยละ 58.6 พบความผิดปกติจากการตรวจ CT Brain 81 ราย คิดเป็นร้อยละ 18.4 (95%CI: 14.8–22.0) ความผิดปกติที่พบบ่อยที่สุดคือ เลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นอะแร็กนอยด์ (ร้อยละ 65.4) รองลงมาคือเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นดูร่า (ร้อยละ 60.5) เลือดออกในเนื้อสมอง (ร้อยละ 35.8) และเลือดออกเหนือเยื่อหุ้มสมองชั้นดูร่า (ร้อยละ 27.2) โดยผู้ป่วยร้อยละ 56.8 พบความผิดปกติมากกว่า 1 ชนิดร่วมกัน ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อการพบความผิดปกติใน CT Brain ในการวิเคราะห์หลายตัวแปร ได้แก่ อุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ (Adjusted OR = 2.15, 95%CI = 1.27–3.65, p = 0.004) และอายุน้อยกว่า 60 ปี (Adjusted OR = 1.78, 95%CI = 1.06–3.00, p = 0.030) โดยโมเดลมีความสามารถในการจำแนกผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงในระดับปานกลาง (AUC-ROC = 0.673, 95%CI: 0.604–0.740) ด้านผลลัพธ์ทางคลินิก ไม่พบการผ่าตัดทางระบบประสาท การส่งต่อ หรือการเสียชีวิต และผู้ป่วยร้อยละ 99.5 มีคะแนน Glasgow Outcome Scale = 5 ที่ 1 เดือน</p> <p><strong>สรุป: </strong>อุบัติเหตุรถจักรยานยนต์และอายุน้อยกว่า 60 ปีเป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์อิสระต่อการพบความผิดปกติใน CT Brain ในผู้ป่วย MTBI ที่โรงพยาบาลชุมชน แม้โมเดลจะมีความสามารถในการจำแนกผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงอยู่ในระดับปานกลาง (AUC-ROC = 0.673) ปัจจัยที่ระบุได้ในการศึกษานี้อาจเป็นข้อมูลเบื้องต้นที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาแนวทางการตัดสินใจส่งตรวจ CT Brain ที่เหมาะสมกับบริบทของโรงพยาบาลชุมชน ซึ่งควรได้รับการตรวจสอบความถูกต้องไปข้างหน้า (prospective validation) ก่อนนำไปใช้จริงในเวชปฏิบัติ เพื่อช่วยลดการส่งตรวจที่ไม่จำเป็นและลดความเสี่ยงจากการได้รับรังสีโดยไม่มีข้อบ่งชี้</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> การบาดเจ็บที่ศีรษะไม่รุนแรง, เอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง, ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์, โรงพยาบาลชุมชน, การบาดเจ็บที่ศีรษะ</p>
2026-09-03T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ยโสธรเวชสาร