ยโสธรเวชสาร https://he04.tci-thaijo.org/index.php/hciyasohos <p style="margin: 0cm;"><strong>ยโสธรเวชสาร </strong>เป็นวารสารวิชาการจัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ และเป็นเวทีเสนอผลงานทางวิชาการงานวิจัย บทความพิเศษ บทความวิชาการ รายงานผู้ป่วย รวมทั้งปกิณกะสาระความรู้ด้านสาธารณสุข แก่ผู้ที่อยู่ในวงการสาธารณสุข มีความยินดีรับลงพิมพ์บทความวิชาการ ตลอดจนบทความด้านอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนางานด้านการแพทย์ พยาบาล วิทยาศาสตร์สุขภาพ และสาธารณสุขทั้งในและนอกองค์กร รวมทั้งผู้สนใจสืบค้นข้อมูล</p> <p style="margin: 0cm;"> </p> <p style="margin: 0cm;"><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <p>1. เพื่อเผยแพร่และฟื้นฟูผลงานทางวิชาการ งานวิจัย บทความพิเศษ บทความวิชาการ รายงานผู้ป่วย รวมทั้งปกิณกะสาระความรู้ด้านสาธารณสุข ให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางการแพทย์และสาธารณสุข</p> <p>2. เป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่ข่าวสารทางวิชาการ</p> <p>3. เป็นสื่อสัมพันธ์ระหว่างบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขร่วมกันกับสหสาขาวิชาชีพทั่วประเทศ</p> th-TH <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของยโสธรเวชสาร</p> academicyhos@gmail.com (นพ.บพิตร สัสสี) academicyhos@gmail.com (กลุ่มงานพัฒนาทรัพยากรบุคคล โรงพยาบาลยโสธร) Thu, 26 Feb 2026 11:16:21 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ผลการรักษา Sinonasal Inverted Papilloma 10 ปี ในโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา https://he04.tci-thaijo.org/index.php/hciyasohos/article/view/4018 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong>ความสำคัญ </strong><strong>:</strong> Inverted Papilloma เป็นเนื้องอกที่พบได้น้อยในกลุ่มเนื้องอกโพรงจมูก แม้ว่าจะจัดเป็นเนื้องอกที่ไม่ร้ายแรง แต่มีคุณลักษณะของการลุกลามเฉพาะที่ และมีความเสี่ยงในการเปลี่ยนแปลงเป็นมะเร็ง ผู้ป่วยส่วนใหญ่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาล่าช้า เมื่อตรวจพบก็อยู่ในระยะลุกลามจนเกิดภาวะแทรกซ้อนของการรักษารุนแรง</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาผลการรักษาโรคของเนื้องอกโพรงจมูกชนิด Inverted Papilloma ในโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong> : </strong>การศึกษาย้อนหลังเชิงพรรณนา โดยศึกษาข้อมูลผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นเนื้องอกโพรงจมูกชนิด Inverted Papilloma เดือนตุลาคม พ.ศ. 2557 ถึงกันยายน พ.ศ. 2567</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong> :</strong>ผู้เข้าร่วมการศึกษา 82 ราย อายุเฉลี่ย 53.1 ± 13.2 ปี เป็นเพศชาย (ร้อยละ 65.5) อาการแสดงที่พบบ่อยที่สุดคือ คัดจมูกข้างเดียว (ร้อยละ 85.4) ตำแหน่งของเนื้องอกที่พบบ่อยที่สุดคือ Maxillary Sinus (ร้อยละ 46.3) ส่วนใหญ่ได้รับการวินิจฉัย Krouse’s Stage III (ร้อยละ 39.1) วิธีการผ่าตัดเป็น Endoscopic Endonasal Approach (ร้อยละ 68.3) หลังผ่าตัดผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่พบภาวะแทรกซ้อน (ร้อยละ 92.7) รายงานพบ Synchronous Malignancy จำนวน 3 ราย (ร้อยละ 3.7) ระยะเวลาติดตามหลังผ่าตัดโดยเฉลี่ย 39 เดือน พบการกลับเป็นซ้ำโดยเฉลี่ยภายใน 8 เดือนหลังผ่าตัด อัตราการกลับเป็นซ้ำของโรคคิดเป็นร้อยละ 39 พบว่าตำแหน่งยึดเกาะของเนื้องอกมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับการกลับเป็นซ้ำของตัวโรค (p = 0.043)</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา </strong><strong> :</strong>Inverted Papilloma มักพบในเพศชายที่มีอายุมากกว่า 40 ปี การผ่าตัดโดยวิธีส่องกล้องผ่านโพรงจมูก ยังคงเป็นแนวทางการรักษาหลักที่มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม แพทย์ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับตำแหน่งกำเนิดของเนื้องอก โดยเฉพาะในบริเวณ Frontal Recess เนื่องจากมีความสัมพันธ์กับการกลับเป็นซ้ำของโรคอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การติดตามผู้ป่วยหลังการผ่าตัดควรดำเนินต่อเนื่องเป็นระยะอย่างน้อย 2–3 ปี โดยเฉพาะในช่วง 8–24 เดือนแรก ซึ่งเป็นช่วงที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดการกลับเป็นซ้ำ และควรเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อที่อาจนำไปสู่การเกิดมะเร็งร่วมด้วย เพื่อให้การดูแลรักษาผู้ป่วยมีประสิทธิภาพสูงสุดและลดความเสี่ยงในระยะยาว</p> <p><strong>คำสำคัญ </strong><strong>:</strong> อินเวอร์เต็ดแปปิลโลมา, การผ่าตัดโดยการส่องกล้องทางโพรงจมูก, การกลับเป็นซ้ำของตัวโรค</p> มัลลิกา แสงวารี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ยโสธรเวชสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/hciyasohos/article/view/4018 Thu, 26 Feb 2026 00:00:00 +0700 SMART Cataract Care: การพัฒนาแนวทางการเตรียมความพร้อมแบบองค์รวม ในผู้สูงอายุก่อนผ่าตัดต้อกระจก โรงพยาบาลยโสธร https://he04.tci-thaijo.org/index.php/hciyasohos/article/view/4074 <h1><span lang="TH" style="font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';">บทคัดย่อ</span></h1> <p class="NormalJustified"><strong><span lang="TH" style="font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';">วัตถุประสงค์</span></strong><strong><span style="font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';">: </span></strong><span lang="TH" style="font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';">เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิผลของแนวทาง </span><span style="font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';">SMART Cataract Care <span lang="TH">ซึ่งพัฒนาบนพื้นฐานของ </span>Watson's Theory of Human Caring <span lang="TH">และ </span>Spielberger's State-Trait Anxiety Theory <span lang="TH">สำหรับการเตรียมความพร้อมแบบองค์รวมในผู้สูงอายุก่อนผ่าตัดต้อกระจก ณ โรงพยาบาลยโสธร โดยมุ่งลดความวิตกกังวล เพิ่มความรู้ และเสริมสร้างความพร้อมแบบองค์รวม</span></span></p> <p class="NormalJustified"><strong><span lang="TH" style="font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';">วิธีศึกษา</span></strong><strong><span style="font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';">: </span></strong><span lang="TH" style="font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';">การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา </span><span style="font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';">(Research and Development: R&amp;D) <span lang="TH">ร่วมกับการวิจัยแบบกึ่งทดลอง </span>(Quasi-experimental research) <span lang="TH">โดยมีการจัดสรรกลุ่ม </span>(group allocation) <span lang="TH">เป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม และใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วม </span>(ANCOVA) <span lang="TH">เพื่อควบคุมอิทธิพลของคะแนนพื้นฐานและตัวแปรร่วม กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุที่เข้ารับการผ่าตัดต้อกระจก จำนวน </span>60 <span lang="TH">ราย แบ่งเป็นกลุ่มทดลองที่ได้รับแนวทาง </span>SMART Cataract Care 30 <span lang="TH">ราย และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ </span>30 <span lang="TH">ราย เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบประเมินความรู้ แบบประเมินความวิตกกังวล </span>(STAI-Y1) <span lang="TH">แบบประเมินความพร้อมแบบองค์รวม </span>(4 <span lang="TH">มิติ </span>24 <span lang="TH">ข้อ คะแนน </span>24-120 <span lang="TH">คะแนน</span>) <span lang="TH">และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ </span>ANCOVA, Independent t-test <span lang="TH">และ </span>Chi-square test <span lang="TH">กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ </span>.05</span></p> <p class="NormalJustified"><strong><span lang="TH" style="font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';">ผลการศึกษา</span></strong><strong><span style="font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';">: </span></strong><span lang="TH" style="font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';">ผลการวิจัยพบว่า ผู้สูงอายุในกลุ่มทดลองมีคะแนนความรู้และความพร้อมก่อนผ่าตัดสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ </span><span style="font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';">(p &lt; .05) <span lang="TH">และมีระดับความวิตกกังวลก่อนผ่าตัดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ </span>(p &lt; .001) <span lang="TH">นอกจากนี้ อัตราการเลื่อนผ่าตัดและภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดในกลุ่มทดลองต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ </span>(p &lt; .05) <span lang="TH">โดยผู้สูงอายุมีความพึงพอใจต่อการพยาบาลในระดับสูงมาก</span></span></p> <p class="NormalJustified" style="margin-bottom: 6.0pt;"><strong><span lang="TH" style="font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';">สรุป</span></strong><strong><span style="font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';">: </span></strong><span lang="TH" style="font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';">แนวทาง </span><span style="font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';">SMART Cataract Care <span lang="TH">เป็นแนวทางการเตรียมความพร้อมก่อนผ่าตัดต้อกระจกที่มีประสิทธิผล สามารถลดความวิตกกังวล เพิ่มความรู้ และเสริมสร้างความพร้อมแบบองค์รวมในผู้สูงอายุ อีกทั้งช่วยลดปัญหาการเลื่อนผ่าตัดและส่งเสริมคุณภาพการพยาบาลในบริบทโรงพยาบาลชุมชน</span></span></p> <p class="NormalJustified" style="margin-bottom: 12.0pt;"><strong><span lang="TH" style="font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';">คำสำคัญ</span></strong><strong><span style="font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';">: </span></strong><span style="font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';">SMART Cataract Care; <span lang="TH">การเตรียมก่อนผ่าตัด</span>; <span lang="TH">ผู้สูงอายุ</span>; <span lang="TH">ความวิตกกังวลก่อนผ่าตัด</span>; <span lang="TH">การพยาบาลแบบองค์รวม</span>; <span lang="TH">ต้อกระจก</span></span></p> <h1><span style="font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';">Abstract</span></h1> <p class="NormalJustified"><strong><span style="font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';">Background: </span></strong><span style="font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';">Cataract is a significant cause of vision loss and preventable blindness, particularly among the elderly population. Preoperative anxiety, lack of knowledge, and inadequate preparation often lead to surgery postponement and postoperative complications.</span></p> <p class="NormalJustified"><strong><span style="font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';">Objective: </span></strong><span style="font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';">This study aimed to develop and evaluate the effectiveness of the SMART Cataract Care guideline, which is grounded in Watson's Theory of Human Caring and Spielberger's State-Trait Anxiety Theory, for holistic preoperative preparation among elderly patients undergoing cataract surgery at Yasothon Hospital. The guideline focuses on reducing anxiety, enhancing knowledge, and promoting holistic readiness.</span></p> <p class="NormalJustified"><strong><span style="font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';">Methods: </span></strong><span style="font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';">This research employed a Research and Development (R&amp;D) design combined with a Quasi-experimental research approach, utilizing group allocation to experimental and control groups and Analysis of Covariance (ANCOVA) to control for baseline scores and covariates. A total of 60 elderly patients scheduled for cataract surgery were assigned to either an experimental group receiving the SMART Cataract Care guideline (n=30) or a control group receiving routine nursing care (n=30). Research instruments included a knowledge assessment, the State-Trait Anxiety Inventory (STAI-Y1), a holistic readiness assessment (4 dimensions, 24 items, scores 24-120), and a satisfaction questionnaire. Data were analyzed using descriptive and inferential statistics, including ANCOVA, Independent t-test and Chi-square test, with statistical significance set at .05.</span></p> <p class="NormalJustified"><strong><span style="font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';">Results: </span></strong><span style="font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';">The findings revealed that elderly patients in the experimental group demonstrated significantly higher levels of knowledge and preoperative readiness compared with the control group (p &lt; .05). Additionally, the experimental group showed a significant reduction in preoperative anxiety (p &lt; .001). The rates of surgery postponement and postoperative complications were significantly lower in the experimental group (p &lt; .05), and patients expressed high satisfaction with the nursing care provided.</span></p> <p class="NormalJustified" style="margin-bottom: 6.0pt;"><strong><span style="font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';">Conclusion: </span></strong><span style="font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';">The SMART Cataract Care guideline is an effective holistic preoperative nursing intervention for elderly patients undergoing cataract surgery. It effectively reduces anxiety, enhances knowledge, and improves holistic readiness, while contributing to a reduction in surgery postponement and enhancing the quality of nursing care in community hospital settings.</span></p> <p class="NormalJustified" style="margin-bottom: 12.0pt;"><strong><span style="font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';">Keywords: </span></strong><span style="font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';">SMART Cataract Care; Preoperative preparation; Elderly patients; Preoperative anxiety; Holistic nursing; Cataract surgery</span></p> อิษยา ธารีราช; ระวินันท์ จันทร์สว่าง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ยโสธรเวชสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/hciyasohos/article/view/4074 Fri, 06 Mar 2026 00:00:00 +0700 E, Effects of Self-Management Program Combined with Tele-nursing for Stroke Prevention among Uncontrolled Hypertensive Patients in Yasothon Province https://he04.tci-thaijo.org/index.php/hciyasohos/article/view/4125 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p> การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการตนเองร่วมกับการพยาบาลทางไกลเพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดสมองต่อพฤติกรรมการจัดการตนเอง ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และความดันโลหิต ในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ ในจังหวัดยโสธร เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ อายุระหว่าง 35–65 ปี จำนวน 62 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่ 1) โปรแกรมการจัดการตนเองร่วมกับการพยาบาลทางไกลเพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการจัดการตนเองของเครียร์ ระยะเวลา 8 สัปดาห์ และ 2) เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป และแบบประเมินพฤติกรรมการจัดการตนเองเพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและสถิติ t-test ผ่านการรับรองจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ของโรงพยาบาลยโสธร เลขที่ YST 2025-05</p> <p> ผลการวิจัยพบว่าภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการจัดการตนเองเพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดสมองโดยรวมสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม และสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05) ยกเว้นพฤติกรรมการจัดการตนเองด้านการสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้กลุ่มทดลองมีระดับความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และระดับความดันโลหิตซิสโตลิกลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการทดลอง (p &lt; .05) ขณะที่ระดับความดันโลหิตไดแอสโตลิกหลังการทดลองไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ</p> <p> ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการจัดการตนเองร่วมกับการพยาบาลทางไกลมีประสิทธิผลในการส่งเสริมพฤติกรรมการจัดการตนเอง ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และช่วยควบคุมระดับความดันโลหิตในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วยในระดับชุมชนและระบบบริการสุขภาพได้อย่างเหมาะสม</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> การจัดการตนเอง, การพยาบาลทางไกล, ความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้, โรคหลอดเลือดสมอง</p> อารยา เจริญรัตน์, พ.ต.หญิง นภาเพ็ญ จันทขัมมา, รศ.ดร.วันเพ็ญ แวววีรคุปต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ยโสธรเวชสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/hciyasohos/article/view/4125 Thu, 19 Mar 2026 00:00:00 +0700 E,Effectiveness Effectiveness of Drug Receiving System Development at Drugstore, Yasothon Hospital https://he04.tci-thaijo.org/index.php/hciyasohos/article/view/3782 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong>ที่มาและความสำคัญ</strong><strong>:</strong> จากการวิเคราะห์พบช่องว่างของระบบบริการด้านยามีการกระจุกตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ทำให้ผู้ป่วยมีทางเลือกจำกัด ขณะที่ร้านยาชุมชนที่ผ่านมาตรฐาน Good Pharmacy Practice (GPP) ยังไม่ได้รับการใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่ การพัฒนาระบบรับยาที่ร้านยา GPP จึงเป็นแนวทางหนึ่งในการเพิ่มช่องทางการรับยาให้ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ลดความแออัดการรอรับยาและยกระดับการเข้าถึงบริการสุขภาพใกล้บ้าน</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ก่อนและหลังการดำเนินงานในด้านการเข้าถึงบริการ ลดระยะเวลารอคอย ความคลาดเคลื่อนทางยาและความพึงพอใจ</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> การวิจัยเชิงปฏิบัติการ ดำเนินการระหว่างเดือนกรกฎาคม – กันยายน พ.ศ. 2568 เปรียบเทียบข้อมูลก่อนการพัฒนา (พ.ศ. 2567) และหลังการพัฒนา (พ.ศ. 2568) กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 5 กลุ่มโรค จำนวน 104 ราย และบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง 40 ราย เก็บข้อมูลด้วยแบบแบบสอบถามความพึงพอใจวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมานสำหรับการลดระยะเวลารอคอย ความคลาดเคลื่อนทางยา นัยสำคัญที่ p &lt; 0.05</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong>: หลังการพัฒนาระบบ จำนวนผู้ป่วยที่รับยาที่ร้านยาเพิ่มขึ้นจาก 52 ราย เป็น 104 ราย (เพิ่มขึ้นร้อยละ 100, p &lt; 0.05) จำนวนร้านยาที่เข้าร่วมเพิ่มขึ้นจาก 5 แห่ง เป็น 18 แห่ง (เพิ่มขึ้นร้อยละ 360, p = 0.01) ไม่พบความคลาดเคลื่อนทางยาในทุกขั้นตอน ระยะเวลารอคอยรับยาลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จาก 50.25±2.26 นาที เหลือ 44.47±1.53 นาที ลดลงเฉลี่ย 5.78 นาที (ร้อยละ 11.5, p = 0.03) และบุคลากรมีความพึงพอใจต่อระบบในระดับมากถึงมากที่สุด</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>: </strong>การพัฒนาระบบรับยาที่ร้านยา สามารถเพิ่มการเข้าถึงบริการ ลดระยะเวลารอคอย ไม่พบความคลาดเคลื่อนทางยาสนับสนุนบทบาทเภสัชกรชุมชนและการทำงานแบบสหสาขาวิชาชีพ สามารถใช้เป็นต้นแบบและพัฒนาระบบ Digital Health ในอนาคต</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>ระบบรับยาที่ร้านยา, มาตรฐานการปฏิบัติทางเภสัชกรรมที่ดี (GPP), ประสิทธิผลการให้บริการ, ความปลอดภัยทางยา, ความพึงพอใจ, โรคเรื้อรัง</p> <p> </p> ดวงจินดา บุญกล้า, วัชรีวรรณ อุคำ, จิรัฐติกาล ทองเลิศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ยโสธรเวชสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/hciyasohos/article/view/3782 Thu, 19 Mar 2026 00:00:00 +0700 A A Comparative Study of Happiness and Quality of Life Outcomes from Participation in Elderly School Activities among Older Adults in Ban Fahuan Community, Lue Amnat District, Amnat Charoen Province https://he04.tci-thaijo.org/index.php/hciyasohos/article/view/4250 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong>หลักการและเหตุผล:</strong> ประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้การส่งเสริมสุขภาวะ ความสุข และคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุเป็นประเด็นสำคัญด้านสาธารณสุขและการพัฒนาชุมชน กิจกรรมโรงเรียนผู้สูงอายุเป็นรูปแบบกิจกรรมในชุมชนที่สอดคล้องกับแนวคิดการสูงวัยอย่างมีพลัง (Active Aging) โดยมุ่งเน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต การมีส่วนร่วมทางสังคมและการส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวม ซึ่งอาจช่วยส่งเสริมความสุข การมีส่วนร่วมในสังคม และคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตาม หลักฐานเชิงประจักษ์ที่แสดงผลลัพธ์ของกิจกรรมโรงเรียนผู้สูงอายุด้านความสุขและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในระดับชุมชนยังมีจำกัด โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทของประเทศไทย การขาดข้อมูลเชิงประจักษ์ดังกล่าวทำให้การพัฒนากิจกรรมส่งเสริมสุขภาวะผู้สูงอายุในระดับพื้นที่ยังขาดข้อมูลสนับสนุนเชิงวิชาการ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องศึกษาผลลัพธ์ของกิจกรรมดังกล่าวในชุมชน</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาระดับความสุขและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ และเพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของความสุขและคุณภาพชีวิตระหว่างผู้สูงอายุที่เข้าร่วมและไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมโรงเรียนผู้สูงอายุในชุมชนบ้านฟ้าห่วน อำเภอลืออำนาจ จังหวัดอำนาจเจริญ</p> <p><strong>วิธีการศึกษา: </strong>การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงเปรียบเทียบแบบภาคตัดขวาง (Comparative Cross-Sectional Study) เก็บข้อมูลระหว่างเดือนมกราคม–มีนาคม พ.ศ. 2568 กลุ่มตัวอย่างจำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มที่เข้าร่วมกิจกรรมโรงเรียนผู้สูงอายุ 30 คน และกลุ่มที่ไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรม 30 คน คัดเลือกด้วยวิธี Purposive Sampling เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 2) แบบประเมินความสุขของผู้สูงอายุ และ 3) แบบประเมินคุณภาพชีวิต WHOQOL-BREF ฉบับภาษาไทย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมานโดยใช้ Independent T-Test โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</p> <p><strong>ผลการศึกษา: </strong> ผู้สูงอายุที่เข้าร่วมกิจกรรมโรงเรียนผู้สูงอายุมีคะแนนความสุขเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t(58)=14.21, p&lt;0.001) และมีคะแนนคุณภาพชีวิตโดยรวมสูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t(58)=5.79, p&lt;0.001)</p> <p><strong>สรุป:</strong> ผู้สูงอายุที่เข้าร่วมกิจกรรมโรงเรียนผู้สูงอายุมีระดับความสุขและคุณภาพชีวิตสูงกว่าผู้สูงอายุที่ไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมในชุมชนเดียวกัน ผลการศึกษานี้สะท้อนให้เห็นความแตกต่างของระดับความสุขและคุณภาพชีวิตระหว่างสองกลุ่ม อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงเปรียบเทียบแบบภาคตัดขวาง จึงไม่สามารถสรุปความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลได้</p> <p> </p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> ผู้สูงอายุ, โรงเรียนผู้สูงอายุ, ความสุข, คุณภาพชีวิต</p> สุเมธ แสงอ่อน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ยโสธรเวชสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/hciyasohos/article/view/4250 Fri, 27 Mar 2026 00:00:00 +0700 The The Effects of Using Clinical Nursing Practice Guidelines for Multiple Trauma Patients in the Emergency Department https://he04.tci-thaijo.org/index.php/hciyasohos/article/view/4345 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลผู้บาดเจ็บหลายระบบที่แผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างวันที่ 5 มกราคม ถึง 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย พยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จำนวน 15 คน และผู้บาดเจ็บหลายระบบ จำนวน 60 ราย ซึ่งคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย แบบทดสอบความรู้ แบบประเมินความพึงพอใจและความเป็นไปได้ และแบบบันทึกข้อมูลผลลัพธ์ทางการพยาบาล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Paired t-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า หลังการใช้แนวปฏิบัติ พยาบาลวิชาชีพมีคะแนนความรู้การพยาบาลผู้บาดเจ็บหลายระบบสูงกว่าก่อนใช้แนวปฏิบัติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) มีความพึงพอใจและความเป็นไปได้ในการนำแนวปฏิบัติไปใช้จริงอยู่ในระดับมากที่สุด สำหรับผลลัพธ์ด้านผู้บาดเจ็บหลายระบบ พบว่าความผิดพลาดในการคัดกรองลดลง การประเมิน Primary Survey และสัญญาณชีพครบถ้วนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน การรายงานแพทย์และการจัดการภาวะคุกคามชีวิตมีความรวดเร็วและเป็นระบบมากขึ้น อัตราการเกิดอาการทรุดลงระหว่างการเคลื่อนย้ายและการเสียชีวิตภายใน 24 ชั่วโมงแรกลดลง<br />สรุปได้ว่า แนวปฏิบัติการพยาบาลผู้บาดเจ็บหลายระบบที่พัฒนาขึ้น เพิ่มคุณภาพ ความปลอดภัยของผู้บาดเจ็บหลายระบบ และมีความเหมาะสมในการนำไปใช้เป็นแนวทางมาตรฐานในแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน<br /><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย: </strong><span style="font-size: 0.875rem;">เพื่อศึกษาผลของการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลผู้บาดเจ็บหลายระบบที่แผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน</span></p> <p><strong>สำคัญ:</strong> แนวปฏิบัติการพยาบาล, ผู้บาดเจ็บหลายระบบ, แผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน, ผลลัพธ์ทางการพยาบาล</p> ประภาพร สุวรัตน์ชัย, รศ.ดร.ชัจคเณค์ แพรขาว , ปิยดา เคียง, สุปราณี ชูรัตน์, นุสรา วิชย์โกวิทเทน, ณัฏฐณิชา กอมณี, นันทวดี ใจหาญ, อรทัย วรพิมพ์รัตน์, พิศมัย แน่นดี, ปรีชา ศรีบุญเรือง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ยโสธรเวชสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/hciyasohos/article/view/4345 Sat, 28 Mar 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างผลการตรวจทางเซลล์วิทยาที่ผิดปกติของปากมดลูกและผลการตรวจชิ้นเนื้อ ทางพยาธิวิทยา https://he04.tci-thaijo.org/index.php/hciyasohos/article/view/4260 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong>ที่มา: </strong>การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยการตรวจทางเซลล์วิทยา (Pap Smear) เป็นวิธีการคัดกรองที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่มีข้อจำกัดในเรื่องความไวและความจำเพาะ การตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยาถือเป็นมาตรฐานในการวินิจฉัยรอยโรคของปากมดลูก การศึกษาความสัมพันธ์และประสิทธิภาพของการตรวจทั้งสองวิธีจึงมีความสำคัญต่อการวางแนวทางการคัดกรองที่เหมาะสม</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาความสัมพันธ์และประสิทธิภาพการวินิจฉัยของการตรวจทางเซลล์วิทยาเมื่อเทียบกับการตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยาในผู้ป่วยที่มีผลการตรวจทางเซลล์วิทยาที่ผิดปกติ</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษาแบบ Retrospective Analytical Study โดยรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ป่วยที่มีผลการตรวจ Pap Smear ผิดปกติและได้รับการตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยายืนยัน จากโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2565 ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2568 ตามเกณฑ์การคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) วิเคราะห์ความสอดคล้องด้วย Cohen's Kappa Coefficient และ Weighted Kappa (Linear Weights) และประเมินประสิทธิภาพการวินิจฉัยโดยคำนวณค่า Sensitivity, Specificity, PPV, NPV, Accuracy และ Likelihood Ratio โดยใช้ HSIL/CIN2 ขึ้นไปเป็น Cut-off Point</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> กลุ่มตัวอย่างมีอายุเฉลี่ย 45.70 ± 12.79 ปี ผล Pap Smear ที่พบบ่อยที่สุดคือ ASC-US (ร้อยละ 51.3) และผลชิ้นเนื้อที่พบบ่อยที่สุดคือ LSIL/CIN1 (ร้อยละ 34.1) พบรอยโรคระดับ ≥ CIN2 จำนวน 115 ราย (ร้อยละ 33.0) ความสอดคล้องระหว่างสองวิธีอยู่ในระดับพอใช้ (Cohen's Kappa = 0.375, Weighted Kappa = 0.385, p &lt; 0.001 ทั้งคู่) โดยสอดคล้องสูงในรอยโรคระดับสูง (HSIL ร้อยละ 75.0, Adenocarcinoma ร้อยละ 83.3) แต่ต่ำในกลุ่ม ASC-US (ร้อยละ 12.8) ด้านประสิทธิภาพการวินิจฉัยพบว่า Sensitivity = ร้อยละ 65.2, Specificity = ร้อยละ 79.5, PPV = ร้อยละ 61.0, NPV = ร้อยละ 82.3 และ Accuracy = ร้อยละ 74.8 โดยมี False Negative Rate ร้อยละ 34.8 นอกจากนี้ Conventional Pap Smear มี Sensitivity สูงกว่า Liquid-based Cytology อย่างมีนัยสำคัญ (ร้อยละ 46.58 เทียบกับ 22.22, p = 0.005) กลุ่มอายุ ≥ 40 ปี มี Sensitivity สูงกว่ากลุ่มอายุ &lt; 40 ปี (ร้อยละ 45.00 เทียบกับ 22.86) และกลุ่มที่พบรอยโรคระดับ ≥ CIN2 มีอายุเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มที่ไม่พบรอยโรครุนแรงอย่างมีนัยสำคัญ (48.24 เทียบกับ 44.42 ปี, p = 0.009)</p> <p><strong>สรุป:</strong> การตรวจ Pap Smear มีความสอดคล้องกับผลชิ้นเนื้อในระดับพอใช้ มีความไวปานกลางและความจำเพาะดี แต่อาจพลาดรอยโรครุนแรงได้เกือบ 1 ใน 3 ราย ผู้ป่วยที่มีผลผิดปกติทุกระดับควรได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกลุ่มอายุน้อยกว่า 40 ปีที่มีความไวต่ำที่สุด ควรพิจารณาใช้การตรวจ HPV DNA ร่วมเป็นการตรวจเสริม และพัฒนาระบบประกันคุณภาพการตรวจอย่างต่อเนื่อง</p> ธีระพงษ์ วงศ์วิบูลย์ชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ยโสธรเวชสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/hciyasohos/article/view/4260 Sat, 28 Mar 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาเครื่องมือส่งสัญญาณเพื่อใช้ค้นหาเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาในโรงพยาบาลทรายมูล https://he04.tci-thaijo.org/index.php/hciyasohos/article/view/4203 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา (Adverse Drug Events: ADEs) เป็นปัญหาสำคัญด้านความปลอดภัยของผู้ป่วย โดยระบบเฝ้าระวังของโรงพยาบาลทรายมูล ซึ่งเป็นโรงพยาบาลชุมชน ยังขาดการค้นหาเชิงรุกและเครื่องมือส่งสัญญาณ (Trigger Tool) ที่ครอบคลุม การวิจัยนี้มุ่งประเมินอุบัติการณ์ของ ADEs และ ประสิทธิภาพของเครื่องมือส่ง สัญญาณในการค้นหา ADEs ในหอผู้ป่วยใน โรงพยาบาลทรายมูล </p> <p><strong>วิธีศึกษา: </strong>การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบย้อนหลัง โดยทบทวนเวชระเบียนผู้ป่วยใน ช่วงเดือนมกราคมถึงธันวาคม 2567 และใช้เครื่องมือส่งสัญญาณที่ดัดแปลงมาจากชุมชนนักปฏิบัติภายใต้สมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย) จำนวน 10 ตัวส่งสัญญาณ เพื่อคัดกรองและระบุ ADEs จากเวชระเบียนผู้ป่วยใน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและ %Positive Predictive Values (%PPV) และช่วงความเชื่อมั่น 95%CI โดยใช้วิธี Clopper–Pearson Exact Binomial Method</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> จากการทบทวนเวชระเบียน จำนวน 1,214 เวชระเบียน พบ ADEs จำนวน 87 เหตุการณ์ (ร้อยละ 7.17; 95% CI 5.8% - 8.8%) จากผู้ป่วย 82 ราย คิดเป็นอัตราการเกิด ADEs ขณะนอนโรงพยาบาล 11.36 เหตุการณ์ต่อ 1,000 วันนอน (95% CI 8.4% - 15.0%) โดย ADEs ที่พบมากที่สุดคือ Hypoglycemia (ร้อยละ72.41; 95% CI 61.8% - 81.5%) ยาที่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิด ADEs คือยาลดระดับน้ำตาลทั้งชนิดรับประทานและชนิดฉีด (ร้อยละ 77.87; 95% CI 69.5% - 84.9%) เมื่อจำแนกประเภทพบ Non-preventable ADEs ร้อยละ 4.12 (95% CI 3.1% - 5.4%) และ Preventable ADEs ร้อยละ 3.05 (95% CI 2.2% - 4.2%) ระดับความรุนแรงส่วนใหญ่เป็นระดับ E ร้อยละ 4.53 (95% CI 3.4% - 5.9%) สำหรับประสิทธิภาพเครื่องมือส่งสัญญาณ พบตัวส่งสัญญาณที่มีค่า %PPV เท่ากับ 100.00 ได้แก่ การวินิจฉัยอันตรายจากยา (G2) (95% CI 47.8% – 100%), ค่า Serum Creatinine เพิ่มขึ้นจากการใช้ยา (G5) (95% CI 2.5% – 100%), ค่าการทำงานของตับผิดปกติ (G6) (95% CI 2.5% – 100%), ระดับน้ำตาลในเลือด ≤ 50 mg/dl ร่วมกับได้ยารักษาเบาหวาน (S1) (95% CI 85.2% – 100%) และผู้ป่วยที่ได้รับยา Warfarin มีค่า INR ≥ 4 และ/หรือได้รับ Vitamin K (S2) (95% CI 54.1% – 100%) พบคำสั่งหยุดหรือพักการใช้ยา (G3) ส่งสัญญาณมากที่สุด คือ 294 ครั้ง ได้ค่า %PPV เท่ากับ 15.98 (95% CI 12.0% – 20.6%) และสามารถนำไปสู่การตรวจพบความคลาดเคลื่อนทางยา (Medication Error)</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา:</strong> เครื่องมือส่งสัญญาณที่ปรับให้เหมาะสมกับบริบทของโรงพยาบาล สามารถใช้เป็นระบบเฝ้าระวัง ADEs เชิงรุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะตัวส่งสัญญาณที่อาศัยข้อมูลทางห้องปฏิบัติการและมีความจำเพาะสูง ผลลัพธ์จากการศึกษานี้สามารถใช้ เป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาระบบความปลอดภัยด้านยาและมาตรการป้องกันเหตุการณ์ที่สามารถป้องกันได้ในโรงพยาบาลชุมชนต่อไป</p> จำเนียร โสมณวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ยโสธรเวชสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/hciyasohos/article/view/4203 Sat, 28 Mar 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของการพยาบาลแบบบูรณาการในการป้องกันภาวะไตวายเฉียบพลันในผู้ป่วยผ่าตัดหัวใจแบบเปิด https://he04.tci-thaijo.org/index.php/hciyasohos/article/view/4252 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบกึ่งทดลอง แบบ 2 กลุ่ม วัดผลก่อนและหลังการให้การพยาบาล เพื่อศึกษาผลของการพยาบาลแบบบูรณาการในการป้องกันภาวะไตวายเฉียบพลันในผู้ป่วยผ่าตัดหัวใจแบบเปิดต่ออุบัติการณ์ภาวะไตวายเฉียบพลัน ระยะเวลาการพักรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤต ต้นทุนการรักษา และความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพ ดำเนินการในโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดหัวใจแบบเปิด จำนวน 80 ราย แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 40 ราย รูปแบบการพยาบาลแบบบูรณาการพัฒนาตามแนวทาง KDIGO ประกอบด้วยการทำงานเป็นทีมสหวิชาชีพ การใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ผ่าน KDIGO Bundle การดูแลที่เน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง และการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่องใน 72 ชั่วโมงแรกหลังผ่าตัด เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบบันทึกข้อมูลและแบบประเมินความพึงพอใจของพยาบาล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติ Chi-square, Fisher’s exact test และ Mann-Whitney U test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า อุบัติการณ์ภาวะไตวายเฉียบพลันระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ร้อยละ 7.5 เทียบกับร้อยละ 22.5; p = .116) แต่กลุ่มทดลองมีแนวโน้มการเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันต่ำกว่ากลุ่มควบคุม 3 เท่า (RR = 0.33, 95% CI: 0.10–1.14) และค่า Serum Creatinine ลดลงอย่างมีนัยสำคัญภายใน 24 ชั่วโมงแรก (p = .038) ระยะเวลาพักรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤตไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (p = .078) แต่กลุ่มทดลองมีมัธยฐานวันนอนสั้นกว่า (3 วัน เทียบกับ 4 วัน) ต้นทุนการรักษาไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (p = .236) แต่มีแนวโน้มลดลงร้อยละ 15.6 และพยาบาลวิชาชีพมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการดูแลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (p &lt; .001)</p> <p>การพยาบาลแบบบูรณาการไม่พบความแตกต่างของอุบัติการณ์ AKI อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .116) อย่างไรก็ตาม กลุ่มทดลองมีแนวโน้มความเสี่ยงลดลง 3 เท่า (RR = 0.33) และค่า sCr ลดลงอย่างมีนัยสำคัญใน 24 ชั่วโมงแรก (p = .038) ซึ่งสะท้อนแนวโน้มเชิงบวกทางคลินิก และเพิ่มความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพ จึงควรศึกษาในกลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่ขึ้นเพื่อยืนยันประสิทธิผลต่อไป<br /><br /></p> สุปียา สืบศรี, ปิยดา เคียง, จรรยา ไชยประณิธาน, วรรณภา ยานู ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ยโสธรเวชสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/hciyasohos/article/view/4252 Mon, 30 Mar 2026 00:00:00 +0700 Nursing care for diabetic patien การพยาบาลผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีภาวะกรดคีโตนคั่งในเลือดร่วมกับภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด: กรณีศึกษา https://he04.tci-thaijo.org/index.php/hciyasohos/article/view/4261 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong>หลักการและเหตุผล: </strong>ภาวะกรดคีโตนคั่งในเลือด (Diabetic Ketoacidosis: DKA) ร่วมกับภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) เป็นภาวะวิกฤตที่ส่งผลให้พยาธิสภาพของโรคมีความซับซ้อนและรุนแรง การขาดอินซูลินทำให้น้ำตาลในเลือดสูงและเกิดภาวะกรดเมตาบอลิก ขณะที่การติดเชื้อกระตุ้นการตอบสนองที่รุนแรงของร่างกาย นำไปสู่ภาวะช็อกและอวัยวะล้มเหลวหลายระบบ การพยาบาลที่มีประสิทธิภาพในการประเมิน เฝ้าระวัง และจัดการภาวะวิกฤตอย่างเป็นระบบจึงมีความสำคัญต่อการรอดชีวิตของผู้ป่วย</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาการใช้กระบวนการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีภาวะกรดคีโตนคั่งในเลือดร่วมกับภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> รูปแบบการศึกษาเป็นกรณีศึกษา (Case Study) ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่รับไว้รักษาในหอผู้ป่วยอายุรกรรมหญิงด้วยอาการ DKA ร่วมกับ Sepsis ระหว่างวันที่ 11-16 ธันวาคม พ.ศ. 2568 รวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียน การสังเกต การสัมภาษณ์ และการตรวจร่างกาย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้กรอบแนวคิดกระบวนการพยาบาล 5 ขั้นตอน และประเมินผลตามข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> พบว่าประเด็นสำคัญในการพยาบาล ประกอบด้วย 1) การประเมินเฝ้าระวังภาวะช็อกจากการติดเชื้อ (Septic Shock) และภาวะขาดน้ำอย่างใกล้ชิด 2) การจัดการสารน้ำและอิเล็กโทรไลต์ โดยเฉพาะการติดตามระดับโพแทสเซียมเพื่อป้องกันหัวใจเต้นผิดจังหวะ 3) การบริหารยาฉีดอินซูลินเข้าทางหลอดเลือดดำร่วมกับการเฝ้าระวังระดับน้ำตาลในเลือดทุก 1 ชั่วโมง 4) การให้ยาปฏิชีวนะที่ครอบคลุมเชื้ออย่างรวดเร็ว (Early Antibiotic Administration) และ 5) การประสานงานสหสาขาวิชาชีพเพื่อจัดการอวัยวะที่ล้มเหลว ผลการรักษาพบว่าผู้ป่วยพ้นภาวะวิกฤต ระดับน้ำตาลและค่าความเป็นกรด-ด่างในเลือดกลับสู่ปกติ ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนขณะนอนโรงพยาบาล</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ:</strong> การพยาบาลผู้ป่วย DKA ร่วมกับ Sepsis ที่รวดเร็วและเป็นระบบ ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตและภาวะแทรกซ้อนได้ ข้อเสนอแนะคือควรมีแนวปฏิบัติการพยาบาล (Nursing Care Map) เฉพาะสำหรับภาวะร่วมนี้ และเพิ่มทักษะพยาบาลในการประเมินสัญญาณเตือนวิกฤต (Early Warning Scores) เพื่อการช่วยเหลือที่ทันท่วงที</p> กนกวรรณ อินทรพงษ์นุวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ยโสธรเวชสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/hciyasohos/article/view/4261 Mon, 30 Mar 2026 00:00:00 +0700 The ผลการใช้รูปแบบการพยาบาลผู้คลอดต่อการป้องกันภาวะขาดออกซิเจน ในทารกแรกเกิด โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ https://he04.tci-thaijo.org/index.php/hciyasohos/article/view/4281 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อพัฒนารูปแบบการพยาบาลผู้คลอดต่อการป้องกันภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิด โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ 2. เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการพยาบาลผู้คลอดต่อการป้องกันภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิด โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ แบ่งเป็น 4 ระยะ ประกอบด้วย ระยะที่ 1 การวิเคราะห์สถานการณ์ ระยะที่ 2 การพัฒนารูปแบบการพยาบาล ระยะที่ 3 การทดลองใช้รูปแบบการพยาบาล และระยะที่ 4 การประเมินผลการใช้รูปแบบการพยาบาล กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลวิชาชีพ 12 คน และผู้คลอด 70 ราย แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 35 ราย เครื่องมือเก็บข้อมูลเป็นแบบประเมินทักษะการปฏิบัติตามรูปแบบการพยาบาลผู้คลอดต่อการป้องกันภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิด 5 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการประเมินและติดตาม Fetal Well-being (2) ด้านการจัดการเมื่อพบความผิดปกติ 3) ด้านการช่วยชีวิตทารกแรกเกิด 4) ด้านการสื่อสารและการทำงานเป็นทีมตาม King's Theory และ 5) ด้านการประเมินผลและการเรียนรู้ รูปแบบการพยาบาลผู้คลอดต่ออัตราการเกิดภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิด ความรู้ ทักษะการปฏิบัติของพยาบาล ประกอบด้วย 1) การประเมินและวางแผนการดูแล 2) การปฏิบัติการพยาบาลตามรูปแบบ 3) การนิเทศและพัฒนาบุคลากรตามรูปแบบของพร็อคเตอร์ 3 มิติ และ 4) การประเมินผลและปรับปรุง และประเมินผลการใช้รูปแบบการพยาบาล ใช้ระยะเวลาในการดำเนินการ 16 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Independent t-test, Mann-Whitney U test, Fisher's exact test และ Wilcoxon signed-rank test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า อัตราการเกิดภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิดเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง ในช่วงเวลา 1 นาที และ 5 นาที โดยพบว่า ภาวะขาดออกซิเจนที่ 1 นาที ลดลงจากร้อยละ 37.1 เป็นร้อยละ 5.7อ(p = 0.003) และที่ 5 นาที ลดลงจากร้อยละ 17.1 เป็นร้อยละ 0 (p = 0.025) สอดคล้องกับคะแนน APGAR ที่ 1 นาที และ 5 นาที ของกลุ่มทดลองที่เพิ่มขึ้นกว่ากลุ่มควบคุม (p = 0.006) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ทั้งนี้ยังพบความแตกต่างในด้าน BMI (p = .001) อาชีพ (p = .002) รายได้ และประกันสุขภาพ (p = .039) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05</p> <p>สรุปได้ว่า รูปแบบการพยาบาลผู้คลอดต่อการป้องกันภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิดโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ มีประสิทธิผลในการลดอัตราการเกิดภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิดได้อย่างมีนัยสำคัญ ควรนำรูปแบบนี้ไปประยุกต์ใช้ในห้องคลอดโรงพยาบาลอื่น ๆ</p> พรทิภา ธิวงศ์, ปิยดา เคียง, ลำไพ อัมพันธุ์, สุภาพร ประทุมเทศ, อุบลวรรณ อุณหสุวรรณ, วรัชยา ทิมา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ยโสธรเวชสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/hciyasohos/article/view/4281 Mon, 30 Mar 2026 00:00:00 +0700 The การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชในโรงพยาบาลชุมชน จังหวัดอำนาจเจริญ: การบูรณาการการทำงานของทีมสหวิชาชีพและการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง https://he04.tci-thaijo.org/index.php/hciyasohos/article/view/4248 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>เพื่อศึกษาสถานการณ์และพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชแบบต่อเนื่อง และประเมินผลลัพธ์ด้าน</p> <p>ความต่อเนื่องในการดูแล ความปลอดภัยของผู้ป่วย ผลลัพธ์ทางคลินิก และความพึงพอใจของทีมสหวิชาชีพ</p> <p><strong>วิธีการศึกษา: </strong>การวิจัยเชิงพัฒนา ร่วมกับการออกแบบแบบกึ่งทดลองชนิดกลุ่มเดียววัดก่อน–หลัง ดำเนินการในโรงพยาบาลลืออำนาจ จังหวัดอำนาจเจริญ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ป่วยจิตเวช 60 ราย และทีมสหวิชาชีพ 15 ราย ติดตามผลเป็นระยะเวลา 6 เดือน เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย แบบประเมินความต่อเนื่องในการดูแล ความปลอดภัยของผู้ป่วย ผลลัพธ์ทางคลินิก การเฝ้าระวังการฆ่าตัวตายและความพึงพอใจของทีมสหวิชาชีพ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบ Paired t-test สำหรับข้อมูลที่มีการแจกแจงปกติ และ Wilcoxon signed-rank test สำหรับข้อมูลที่ไม่เป็นไปตามสมมติฐาน</p> <p><strong>ผลการศึกษา: </strong>ภายหลังการพัฒนาระบบ คะแนนความต่อเนื่องในการดูแลเพิ่มขึ้นจากค่ามัธยฐาน 3.00 เป็น 4.00 และคะแนนความปลอดภัยของผู้ป่วยเพิ่มขึ้นจาก 3.50 เป็น 4.50 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) อัตราการขาดนัดลดลงจาก 6.80 ± 2.10 เป็น 2.00 ± 1.20 (p &lt; 0.001) และอัตราการกลับมารักษาซ้ำภายใน 28 วันลดลงจากร้อยละ 3.30 เป็น 0.00 (p = 0.031) ไม่พบเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์รุนแรง ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องร้อยละ 91.7 และในกลุ่มผู้ป่วยโรคจิตเภทมีอัตราการติดตามต่อเนื่องร้อยละ 90.50 คะแนนการเฝ้าระวังการฆ่าตัวตายและการมีส่วนร่วมของครอบครัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (p &lt; 0.001) และความพึงพอใจของทีมสหวิชาชีพเพิ่มขึ้นจากค่ามัธยฐาน 3 เป็น 5 (p &lt; 0.001)</p> <p> </p> <p><strong>สรุป: </strong>ระบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชแบบต่อเนื่องที่พัฒนาขึ้นสามารถยกระดับความต่อเนื่องและความปลอดภัยของการดูแล ลดการขาดนัดและการกลับมารักษาซ้ำ เสริมสร้างประสิทธิภาพในการป้องกันการฆ่าตัวตาย และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของทีมสหวิชาชีพ โดยมีศักยภาพในการนำไปขยายผลในโรงพยาบาลชุมชนที่มีบริบทใกล้เคียง</p> สุเมธ แสงอ่อน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ยโสธรเวชสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/hciyasohos/article/view/4248 Mon, 30 Mar 2026 00:00:00 +0700