https://he04.tci-thaijo.org/index.php/hpc8Journal/issue/feed
วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม ศูนย์อนามัยที 8 อุดรธานี
2026-03-27T11:56:36+07:00
ดร.ธนิสา อนุญาหงษ์
hpc8journal@gmail.com
Open Journal Systems
<p>วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม ศูนย์อนามัยที่ 8 อุดรธานี วารสารมีกำหนดออกเผยแพร่เป็นรายไตรมาส กำหนดการตีพิมพ์ ปีละ 4 ฉบับ มีนโยบายตีพิมพ์บทความวิจัย และบทความวิชาการด้านส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม รวมถึงองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ และสังคมศาสตร์ โดยเปิดรับบทความในสาขาดังต่อไปนี้ การส่งเสริมสุขภาพและพัฒนาการแม่และเด็กปฐมวัย การส่งเสริมสุขภาพวัยเรียนและวัยรุ่น การส่งเสริมสุขภาพวัยทำงาน การส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ อนามัยสิ่งแวดล้อมและอาชีวอนามัย และสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค</p> <p><strong>กลุ่มเป้าหมาย: </strong>นักวิชาการ นักวิจัย บุคลากรสาธารณสุข นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป </p> <p><strong> ISSN 2985-1696 (Online)</strong></p>
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/hpc8Journal/article/view/3880
ผลของการใช้โปรแกรมการวางแผนจำหน่ายต่อความวิตกกังวลและความสามารถในการดูแลตนเองของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดต้อกระจก โรงพยาบาลอุทัยธานี
2026-01-22T13:38:22+07:00
จินดารัตน์ วาอุทัศน์
cindaratn208@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้โปรแกรมการวางแผนจำหน่ายต่อความวิตกกังวลและความสามารถในการดูแลตนเองของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดต้อกระจก โรงพยาบาลอุทัยธานี กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดต้อกระจกที่โรงพยาบาลอุทัยธานี มีคุณสมบัติตามเกณฑ์การคัดเข้าและคัดออก จำนวน 78 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมด้วยการสุ่มอย่างง่ายจากการจับฉลาก กลุ่มละ 39 คน กลุ่มควบคุมให้บริการตามรูปแบบการบริการปกติ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการวางแผนจำหน่ายต่อความวิตกกังวลและความสามารถในการดูแลตนเองของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดต้อกระจกที่พัฒนาขึ้นตามหลัก D-METHOD ประกอบด้วย 1) รู้ก่อนพร้อมก่อน 2) ดูแลฟื้นฟู 3) รู้เพิ่มเสริมกำลังใจ 4) ห่วงใยใส่ใจ 5) ถามไถ่ให้ฟื้นฟู เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมการวางแผนจำหน่ายต่อความวิตกกังวลและความสามารถในการดูแลตนเองของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดต้อกระจก แบบวัดความวิตกกังวล และแบบวัดความสามารถในการดูแลตนเองของผู้ป่วยหลังผ่าตัดต้อกระจก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และเปรียบเทียบความแตกต่างก่อนและหลังภายในกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมด้วยสถิติ Paired t- test เปรียบเทียบความแตกต่างก่อนและหลังระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมด้วยสถิติ Independent t-test กำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมการวางแผนจำหน่าย มีค่าเฉลี่ยคะแนนความวิตกกังวลก่อนและหลังลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถในการดูแลตนเองก่อนและหลังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม พบว่า หลังได้รับโปรแกรมการวางแผนจำหน่าย มีค่าเฉลี่ยคะแนนความวิตกกังวลลดลงมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ และค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถในการดูแลตนเองของกลุ่มทดลองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> <p>สรุปได้ว่า โปรแกรมการวางแผนจำหน่ายที่ได้พัฒนาขึ้นตามหลัก D-METHOD สามารถลดความวิตกกังวลและเพิ่มความสามารถในการดูแลตนเองของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดต้อกระจกได้ ควรขยายการใช้ไปสู่หน่วยบริการที่ดูแลผู้ป่วยผ่าตัดแบบไม่พักค้าง เพื่อลดความวิตกกังวล เพิ่มคุณภาพชีวิต และป้องกันการติดเชื้อของดวงตาที่อาจเกิดได้</p>
2026-02-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม ศูนย์อนามัยที 8 อุดรธานี
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/hpc8Journal/article/view/4223
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพตามหลัก 3อ. 2ส. ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านตำบลเจ้าเจ็ด อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
2026-03-19T09:18:01+07:00
ศุภชัย พิพัฒน์สวัสดิ์
phiphasuphchay@gmail.com
<p>การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพตามหลัก 3อ. 2ส. ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านตำบลเจ้าเจ็ด อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ได้จำนวนทั้งสิ้น 73 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามชนิดเลือกตอบ ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ค่าความสอดคล้องรายข้อ 0.67 – 1.00 ทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับกลุ่มตัวอย่างที่ทำการศึกษา จำนวน 30 คน หาค่าความเชื่อมั่นแบบสอบถามความรู้ด้วยสูตร KR-20 ได้ 0.76 แบบสอบถามส่วนทัศนคติ ปัจจัยเอื้อ ปัจจัยเสริม และพฤติกรรม วิเคราะห์ด้วยสูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาของคอนบาค ได้ค่าความเชื่อมั่นภาพรวม 0.87 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการหาความสัมพันธ์ด้วยไคสแควร์และการทดสอบของฟิชเชอร์กรณีค่าคาดหมาย น้อยกว่า 5 มากกว่าร้อยละ 20 ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 86.30) อยู่ในวัยสูงอายุ (ร้อยละ 58.90) โดยกลุ่มตัวอย่างประมาณสองในสามมีการเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (ร้อยละ 68.49) มีความรู้และทัศนคติอยู่ในระดับสูง (ร้อยละ 69.86 และร้อยละ 79.54 ตามลำดับ) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ได้รับปัจจัยเอื้ออยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 49.32) ได้รับปัจจัยเสริมในระดับสูง (ร้อยละ 72.60) กลุ่มตัวอย่างมากกว่าครึ่งมีพฤติกรรมสุขภาพตามหลัก 3อ. 2ส. ภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 57.53) พฤติกรรมรายด้านที่อยู่ในระดับสูงลำดับแรก คือ การจัดการอารมณ์ (ร้อยละ 84.93) รองลงมาคือการไม่ดื่มสุรา (ร้อยละ 64.38) และการไม่สูบบุหรี่ (ร้อยละ 60.27) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ พบว่า ปัจจัยนำ ได้แก่ เพศ การป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และระดับความรู้ รวมทั้งปัจจัยเสริมมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพตามหลัก 3อ. 2ส. อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.05)</p> <p>ผลการวิจัยนี้สะท้อนให้เห็นว่าการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพในกลุ่ม อสม. จำเป็นต้องคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างเพศ ระดับความรู้ และภาวะสุขภาพของบุคคล ควบคู่กับการเสริมสร้างแรงสนับสนุนจากครอบครัว ชุมชน และระบบบริการสุขภาพ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างเหมาะสมและยั่งยืน ดังนั้น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเพียงหน่วยงานเดียวไม่สามารถผลักดันชุมชนไปสู่สังคมแห่งการมีสุขภาวะได้สำเร็จ แต่ต้องนำครอบครัวและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพ เพื่อให้เกิดแรงจูงใจเชิงบวก เป็นการสร้างบรรทัดฐานทางสังคม ทำให้การดูแลสุขภาพไม่ใช่เรื่องฝืนใจ แต่เป็นกิจกรรมสันทนาการร่วมกัน ที่สำคัญคือการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพในกลุ่ม อสม. จำเป็นต้องคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างเพศ ระดับความรู้ และภาวะสุขภาพของบุคคล ควบคู่กับการเสริมสร้างแรงสนับสนุนจากครอบครัว ชุมชน และระบบบริการสุขภาพ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างเหมาะสมและยั่งยืน</p> <p> </p> <p>.</p>
2026-03-20T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม ศูนย์อนามัยที 8 อุดรธานี
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/hpc8Journal/article/view/4213
พัฒนาระบบคาดการณ์และประเมินความเสี่ยงการเกิดไฟไหม้บ่อขยะ ยกระดับการเฝ้าระวังเพื่อลดความเสี่ยงสุขภาพประชาชน
2026-03-25T09:56:00+07:00
พรรนิกาญจน วังกุ่ม
wangkum@hotmail.com
ภิญญาพัชญ์ จุลสุข
pinyapatch.c@anamai.mail.go.th
ชุติมา แก้วช่วย
chutima.n@anamai.mail.go.th
<p>การศึกษาพัฒนาระบบคาดการณ์และประเมินความเสี่ยงการเกิดไฟไหม้บ่อขยะ ยกระดับการเฝ้าระวัง เพื่อลดความเสี่ยงสุขภาพประชาชน มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาระบบคาดการณ์และประเมินความเสี่ยง 2) เพื่อกำหนดปัจจัยเสี่ยงที่เชื่อมโยงกับการเกิดไฟไหม้บ่อขยะ 3) เพื่อพัฒนารูปแบบ กลไกการพัฒนาระบบคาดการณ์ และประเมินความเสี่ยง โดยทำการศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการ ระยะที่ 1 จัดทำสถานการณ์ปัญหาการเกิดไฟไหม้บ่อขยะ ระยะที่ 2 การพัฒนาระบบคาดการณ์ ระยะที่ 3 การทดลองนำระบบไปใช้ และระยะที่ 4 ประเมินผลของระบบรับฟังความเห็น ระหว่างกันยายน 2566 - กันยายน 2568 สถิติการวิเคราะห์ข้อมูล คือ สถิติเชิงพรรณนา แจกแจงความถี่ รูปแบบจำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา และการวิเคราะห์แก่นสาร</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ระยะที่ 1 ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดไฟไหม้บ่อขยะ คือ (1) ปัจจัยเชิงกายภาพและการบริหารจัดการบ่อขยะ (2) ปัจจัยเชิงการกำกับและการควบคุมบ่อขยะ ระยะที่ 2 การพัฒนาระบบคาดการณ์ไฟไหม้บ่อขยะในรูปแบบ MS Excel และออกแบบระบบ Web application ระยะที่ 3 ทดลองใช้ระบบคาดการณ์ความเสี่ยงไฟไหม้บ่อขยะ สำรวจข้อมูลความเสี่ยงการเกิดไฟไหม้บ่อขยะสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีข้อเสนอแนะต่อการพัฒนาเครื่องมือ (1) ข้อคำถามในเครื่องมือการประเมินความเสี่ยงฯ (2) การแปลผลภายหลังการประเมิน (3) เครื่องมือหรือระบบที่นำมาใช้ (4) การอบรมและพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ และ (5) การประสานงานและการบริหารจัดการหลังใช้เครื่องมือประเมินความเสี่ยงฯ และส่วนที่ 2 การจัดประชุมสนทนากลุ่ม (Focus Group) 4 จังหวัด (ปทุมธานี,นครปฐม,พระนครศรีอยุธยา และประจวบคีรีขันธ์) สาเหตุหลักของไฟไหม้บ่อขยะ มาจากทั้งสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการลุกไหม้ เช่น ความแห้งแล้ง ขยะติดไฟง่าย และพฤติกรรมของบุคคล เช่น การจุดไฟเผาขยะ หรือการทิ้งวัสดุไวไฟโดยไม่ตั้งใจ บ่อขยะหลายแห่งขาดระบบควบคุมการเข้าถึง ไม่มีรั้วกั้น ไม่มีการกลบฝังขยะตามหลักสุขาภิบาล และขาดการจัดการอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับข้อมูลที่ได้จากการทบทวนวรรณกรรม และแนวคิดด้านการจัดการขยะและสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน โดยเฉพาะประเด็นการเกิดไฟไหม้จากการสะสมก๊าซมีเทนและปฏิกิริยาเคมีในกองขยะซึ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ รวมถึงการลักลอบเผาขยะจากบุคคลภายนอก และระยะที่ 4 การคืนข้อมูลและรับฟังความคิดเห็น โดยมีการนำเสนอผลการวิจัย ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการเกิดไฟไหม้บ่อขยะ การพัฒนาระบบคาดการณ์และประเมินความเสี่ยงการเกิดไฟไหม้บ่อขยะ และฝึกปฏิบัติการใช้ระบบคาดการณ์และประเมินความเสี่ยงการเกิดไฟไหม้บ่อขยะ ยกระดับการเฝ้าระวังเพื่อลดความเสี่ยงสุขภาพประชาชน</p>
2026-03-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม ศูนย์อนามัยที 8 อุดรธานี
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/hpc8Journal/article/view/4288
การประเมินผลการดำเนินงานป้องกันโรคอาหารเป็นพิษในโรงเรียน
2026-03-24T11:13:25+07:00
ไอรินลดา วิศิษฎ์พรกุล
irinlada05@gmail.com
ปรีชาพล ปึ้งผลพูล
irinlada05@gmail.com
ธีรพล ใจกล้า
irinlada05@gmail.com
สุภนุช บุญสุขมาก
irinlada05@gmail.com
ณัฐณิชา อ่อนคล้าย
irinlada05@gmail.com
<p>การวิจัยประเมินผลด้วยซิปป์โมเดลครั้งนี้ เพื่อประเมินผลการดำเนินงานป้องกันโรคอาหารเป็นพิษในโรงเรียนด้านบริบท ด้านทรัพยากร ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต และศึกษาความคิดเห็น กลุ่มตัวอย่างคือโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน สำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบสะดวก ได้จำนวนทั้งสิ้น 9,996 แห่ง เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามชนิดเลือกตอบและเติมข้อความในช่องว่าง ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ค่าความสอดคล้องรายข้อ 0.67 – 1.00 ทดลองใช้กับโรงเรียนในจังหวัดสระแก้ว 30 แห่ง หาค่าความเชื่อมั่นด้วยสูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค ส่วนบริบท ทรัพยากร และกระบวนการ ได้ 0.92 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพรรณนา ข้อมูลความคิดเห็นวิเคราะห์เนื้อหาแล้วจัดหมวดหมู่ ผลการศึกษาพบว่าโรงเรียนส่วนใหญ่มีขนาดเล็ก (ร้อยละ 56.59) สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ร้อยละ 72.54) โรคและภัยสุขภาพที่เป็นปัญหาสำคัญคือโรคทางเดินหายใจ (ร้อยละ 48.57) การประเมินผลการดำเนินงานด้วยซิปป์โมเดลภาพรวมอยู่ในระดับสูง (คะแนนเฉลี่ย 2.57) โดยด้านทรัพยากรมีคะแนนเฉลี่ยสูงสุด (คะแนนเฉลี่ย 2.61) รองลงมาคือด้านบริบท (คะแนนเฉลี่ย 2.59) และด้านการกระบวนการดำเนินงาน (คะแนนเฉลี่ย 2.50) ผลลัพธ์การดำเนินงานในหนึ่งปีที่ผ่านมาพบการเกิดเหตุการณ์อาหารเป็นพิษในโรงเรียนอยู่ในระดับต่ำ (ร้อยละ 4.24) สาเหตุการป่วยเกิดจากพฤติกรรมสุขภาพของนักเรียน ครูหรือบุคลากร ไม่ถูกสุขลักษณะ (ร้อยละ 37.03) ข้อคิดเห็นด้านวิธีป้องกันการเกิดโรคอาหารเป็นพิษพบว่าหนึ่งในห้าของกลุ่มตัวอย่างไม่ทราบวิธีป้องกันการเกิดโรคอาหารเป็นพิษ (ร้อยละ 21.92) สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างด้านองค์ความรู้ในกลุ่มครูและบุคลากร ดังนั้น กรมควบคุมโรคควรร่วมกับหน่วยงานสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องและหน่วยงานด้านการศึกษา จัดทำคู่มือแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย เพื่อให้บุคลากรทุกระดับสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเฝ้าระวังและป้องกันโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม ศูนย์อนามัยที 8 อุดรธานี
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/hpc8Journal/article/view/4269
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือด น้ำตาลสะสมในกระแสเลือด และความเสื่อมของไตของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ศูนย์บริการสาธารณสุข 4 (เก่าจาน) กองการแพทย์ เทศบาลนครอุดรธานี
2026-03-27T11:56:36+07:00
เครือแก้ว แสนมาโนช
khruakeaw11@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้ เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือด น้ำตาลสะสมในกระแสเลือดและความเสื่อมของไตของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ศูนย์บริการสาธารณสุข 4 (เก่าจาน) กองการแพทย์ เทศบาลนครอุดรธานี คำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน (Krejcie & Morgan, 1970) ได้กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย จำนวน 205 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ (Accidental Sampling) ตามจำนวนของกลุ่มตัวอย่างที่คำนวณได้ ระหว่างเดือนมีนาคม ถึงเดือนกันยายน 2568 ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ SPSS โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistic) ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรโดยใช้ สถิติเชิงอนุมาน (Inferential Statistics) ได้แก่ Chi-square test และ Binary logistic regression</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) การควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือด (FBS) แบ่งการพิจารณาเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้ใหญ่ มีระดับน้ำตาลในกระแสเลือด <130 mg/dL, กลุ่มผู้สูงอายุที่มีโรคร่วม (อายุ 60 ปีขึ้นไป) มีระดับน้ำตาลในกระแสเลือด <150 mg/dL พบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือด (FBS) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ได้แก่ อายุ อาชีพ ชนิดยาเบาหวานที่ได้รับ และการควบคุมอาหาร (2) การควบคุมระดับน้ำตาลสะสมในกระแสเลือด (HbA1C) แบ่งการพิจารณาเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้ใหญ่ มีระดับน้ำตาลสะสมในกระแสเลือด <7%, กลุ่มผู้สูงอายุที่มีโรคร่วม (อายุ 60 ปีขึ้นไป) มีระดับน้ำตาลสะสมในกระแสเลือด ≤8% พบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการควบคุมระดับน้ำตาลสะสมในกระแสเลือด (HbA1C) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ได้แก่ อายุ อาชีพ ชนิดยาเบาหวานที่ได้รับ และการควบคุมอาหาร (3) การควบคุมอัตราการกรองของไต (GFR) คือ มีอัตราการกรองของไต ≥60 ml/min/1.73 m<sup>2</sup> พบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการควบคุมอัตราการกรองของไต (GFR) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ได้แก่ การศึกษา อาชีพ ระยะเวลาที่เจ็บป่วย และชนิดยาโรคร่วมอื่นๆ </p> <p>ดังนั้น ควรนำข้อมูลปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือด น้ำตาลสะสมในกระแสเลือดและความเสื่อมของไตไปใช้ในการออกแบบโปรแกรมที่สนับสนุนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ต่อไป</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม ศูนย์อนามัยที 8 อุดรธานี