วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม ศูนย์อนามัยที 8 อุดรธานี
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/hpc8Journal
<p>วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม ศูนย์อนามัยที่ 8 อุดรธานี วารสารมีกำหนดออกเผยแพร่เป็นรายไตรมาส กำหนดการตีพิมพ์ ปีละ 4 ฉบับ มีนโยบายตีพิมพ์บทความวิจัย และบทความวิชาการด้านส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม รวมถึงองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ และสังคมศาสตร์ โดยเปิดรับบทความในสาขาดังต่อไปนี้ การส่งเสริมสุขภาพและพัฒนาการแม่และเด็กปฐมวัย การส่งเสริมสุขภาพวัยเรียนและวัยรุ่น การส่งเสริมสุขภาพวัยทำงาน การส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ อนามัยสิ่งแวดล้อมและอาชีวอนามัย และสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค</p> <p><strong>กลุ่มเป้าหมาย: </strong>นักวิชาการ นักวิจัย บุคลากรสาธารณสุข นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป </p> <p><strong> ISSN 2985-1696 (Online)</strong></p>
ศูนย์อนามัยที่ 8 อุดรธานี กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
th-TH
วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม ศูนย์อนามัยที 8 อุดรธานี
2985-1696
<p>บทความในวารสารนี้มีลิขสิทธิ์โดยและเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons แบบแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 4.0 ระหว่างประเทศ (CC BY-NC-ND 4.0)</p> <p>สามารถอ่านและนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางวิชาการ เช่น การสอน การวิจัย หรือการอ้างอิง โดยให้เครดิตแก่ผู้เขียนและวารสารอย่างเหมาะสม</p> <p>ห้ามใช้หรือดัดแปลงบทความโดยไม่ได้รับอนุญาต</p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความเป็นความคิดเห็นของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว</p> <p>ผู้เขียนต้องรับผิดชอบต่อเนื้อหาและความถูกต้องของบทความของตนทั้งหมด</p> <p>การนำไปใช้ซ้ำหรือเผยแพร่ซ้ำในรูปแบบอื่นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร</p>
-
ประสิทธิผลของโปรแกรมการจัดการตนเองต่อการลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือดในผู้ป่วยเบาหวาน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลป่าแฝก จังหวัดบึงกาฬ
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/hpc8Journal/article/view/4780
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการจัดการตนเองต่อการลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ป่วยเบาหวาน ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลป่าแฝก จังหวัดบึงกาฬ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 36 คน คัดเลือกด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย ดำเนินการทดลอง 12 สัปดาห์ โปรแกรมประกอบด้วย 4 <br />กิจกรรมหลัก ได้แก่ (1) การให้ความรู้ผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการ (2) การฝึกทักษะ (3) การติดตามเยี่ยมบ้าน และ (4) การติดตามผ่านแอปพลิเคชันไลน์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 72.22) อายุเฉลี่ย 62.94 ± 6.98 ปี พฤติกรรมการจัดการตนเองโดยรวมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 (p < 0.001) จาก <br />2.79 ± 0.08 เป็น 3.62 ± 0.11 และพฤติกรรมทุกด้านมีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) ได้แก่ ด้านการรับประทานยา การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด การควบคุมอาหาร และการติดตามอาการผิดปกติ ส่วนความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด (Thai CV Risk Score) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) จาก 23.16 ± 9.74% เป็น 21.09 ± 8.48% การบูรณาการแนวคิดการจัดการตนเอง การสนับสนุนทางสังคม และการรับรู้ความสามารถตนเองผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย ช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ยั่งยืนในผู้ป่วยเบาหวาน</p>
กุณฑกาญจ์ ทุมโยมา
ฑิฎฐิธนา บุญชู
ภิรดา อาจวิชัย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม ศูนย์อนามัยที 8 อุดรธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-01
2026-09-01
4 3
e4780 (1
15)
-
การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพช่องปากเด็กก่อนวัยเรียนในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย แบบมีส่วนร่วมในชุมชน พื้นที่ตำบลสามพร้าว อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/hpc8Journal/article/view/4800
<p>โรคฟันผุในเด็กก่อนวัยเรียนยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์สภาวะสุขภาพช่องปากและระบบการส่งเสริมสุขภาพช่องปากในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย 2) พัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพช่องปากเด็กก่อนวัยเรียนแบบมีส่วนร่วมในชุมชน และ 3) ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบที่พัฒนาขึ้น เป็นการวิจัยและพัฒนา (R&D) ดำเนินการในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ตำบลสามพร้าว อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ระหว่างเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม 2568 แบ่งการศึกษาเป็น 4 ระยะ ได้แก่ การศึกษาสถานการณ์ การพัฒนารูปแบบ การนำรูปแบบไปใช้ และการประเมินผล กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วยเด็กก่อนวัยเรียน ผู้ปกครอง ครูผู้ดูแลเด็ก และภาคีเครือข่ายในชุมชน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการตรวจสุขภาพช่องปาก การสนทนากลุ่ม และแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า เด็กก่อนวัยเรียนที่ได้รับการตรวจสุขภาพช่องปากจำนวน 93 คน มีฟันผุร้อยละ 17.20 มีรอยโรคฟันผุระยะเริ่มต้นร้อยละ 30.11 และมีคราบจุลินทรีย์ร้อยละ 35.48 ระบบการส่งเสริมสุขภาพช่องปากยังมีช่องว่างด้านการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง การคัดกรองกลุ่มเสี่ยง และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ผู้วิจัยจึงได้พัฒนารูปแบบ 4M–C Model ซึ่งประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ Motivation (M1), Monitoring & Screening (M2), Maintenance of Oral Health Behaviors (M3) และ Management (M4) โดยมี Community Participation (C) เป็นกลไกเชื่อมโยง และใช้ Continuous Improvement ในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง</p> <p>ผลการประเมินประสิทธิผลของรูปแบบในผู้ปกครองที่มีข้อมูลก่อนและหลังครบถ้วนจำนวน 52 คน พบว่า คะแนนการรับรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001; Effect size r = 0.84-0.90) คะแนนความรู้เพิ่มขึ้นจาก 11.04 ± 2.37 เป็น 12.15 ± 1.72 คะแนน (Mean difference = 1.12; 95% CI = 0.61–1.62; p < 0.001) และคะแนนพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากโดยรวมเพิ่มขึ้นจาก 34.60 ± 5.73 เป็น 35.73 ± 5.62 คะแนน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.034) นอกจากนี้ สัดส่วนการพบคราบจุลินทรีย์ในเด็กลดลงจากร้อยละ 45.60 เป็นร้อยละ 1.50 (p < 0.001) และรอยโรคฟันผุระยะเริ่มต้นลดลงจากร้อยละ 44.10 เป็นร้อยละ 22.10 (p = 0.001) ส่วนค่าดัชนีฟันผุเฉลี่ย (dmft) ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.339)</p> <p>สรุปผลการวิจัย รูปแบบ 4M–C Model ช่วยยกระดับการดำเนินงานจากการแยกส่วนสู่การบูรณาการ ส่งผลให้ผู้ปกครองมีความรู้และการปฏิบัติตัวที่ดีขึ้น อีกทั้งคราบจุลินทรีย์และรอยโรคระยะเริ่มต้นของเด็กลดลงอย่างมีนัยสำคัญ รูปแบบนี้จึงเหมาะสมที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในบริบทที่ใกล้เคียงกันต่อไป</p>
ชนกนันท์ ทองดอนบม
พรพิมล บุตะลา
จิราพร ปวรเกียรติสกุล
อภิชิต ศรีอวน
พีรพัฒน์ เลี้ยงประยูร
ประภาสิริ ศิระพรหม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม ศูนย์อนามัยที 8 อุดรธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-22
2026-09-22
4 3
e4800 (1
22)