https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jckr/issue/feed
วารสารวิชาการและการพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช
2026-07-31T10:33:40+07:00
Phimlada Anansirikasem, Ed.D. RN. (Asst. Prof.)
phimlada@ckr.ac.th
Open Journal Systems
<p style="text-align: justify;"><span style="font-family: 'Times New Roman', Times, serif; color: #000000;">วารสารวิชาการและการพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช จัดทำขึ้นเพื่อนำเสนอบทความทางวิชาการ หรือบทความวิจัยที่มีคุณภาพ ครอบคลุมเนื้อหาด้านวิชาการ การศึกษา การพยาบาล การสาธารณสุข และศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ที่แสดงถึงประโยชน์ทั้งเชิงทฤษฎี และประโยชน์ในเชิงปฏิบัติการ เป็นเอกสารทางวิชาการที่สามารถใช้เป็นแหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้ ที่นักวิจัยหรือผู้ที่สนใจสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดการวิจัยหรือสร้างองค์ความรู้ใหม่ หรือนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์</span></p> <p style="text-align: justify;"><span style="font-family: 'Times New Roman', Times, serif; color: #000000;">ISSN: 2985-1203 (online)</span></p> <p style="text-align: justify;"><span style="font-family: 'Times New Roman', Times, serif; color: #000000;">ISSN: 2730-3993 (print)</span></p> <p> </p>
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jckr/article/view/4109
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการคุมกำเนิด: บทบาทของความรอบรู้ด้านสุขภาพ ในมารดาวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ซ้ำ
2026-03-10T10:52:06+07:00
อังสนา อเนกนันทกุล
angsana@knc.ac.th
สุพิชชา โสมรักษ์
supitcha@knc.ac.th
แพรนุช จันทร์ผ่อง
praenuch@gmail.com
น้ำฝน วรวะลัย
namfon@knc.ac.th
<p>การวิจัยเชิงพรรณนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการคุมกำเนิดของวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ซ้ำ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 107 ราย เป็นหญิงตั้งครรภ์อายุเฉลี่ย 18.15 ปี ครรภ์ที่ 2-4 อายุครรภ์เฉลี่ย 29<sup>+2</sup> สัปดาห์ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป ส่วนที่ 2 แบบสอบถามความรอบรู้ทางสุขภาพ ผ่านการตรวจสอบความตรงโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน โดยมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม ประกอบด้วย แบบประเมินความรู้ (KR-20 = .83) การเข้าถึงข้อมูล การสื่อสารเพื่อเพิ่มความเชี่ยวชาญ การจัดการเงื่อนไข การรู้เท่าทันสื่อ การตัดสินใจเลือกปฏิบัติ ส่วนที่ 3 แบบสอบถามพฤติกรรมการคุมกำเนิด มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคอยู่ระหว่าง .80 - .92 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสหสัมพันธ์ของเพียร์สันสัน</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ความรอบรู้ทางสุขภาพ (ภาพรวม) ไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการคุมกำเนิด (r = .135, p = .165) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านแล้วพบว่า ความรู้ความเข้าใจ และการสื่อสารมีความสัมพันธ์ทางลบกับพฤติกรรมการคุมกำเนิด (r = - .241, p = .013 และ r = - .453, p = .001) การจัดการเงื่อนไขทางสุขภาพ การรู้เท่าทันสื่อ และการตัดสินใจมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการคุมกำเนิด (r = .236, p = .014, r = .219, p = .024 และ r = .335, p = .001) ตามลำดับ ส่วนการเข้าถึงข้อมูลไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการคุมกำเนิด (r = .125, p = .198)</p> <p> </p>
2026-06-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jckr/article/view/4434
ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรม 3อ.2ส. ของกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง จังหวัดอุบลราชธานี
2026-03-24T10:08:49+07:00
เสาวนีย์ กิตติพิทยานนท์
Saowanee.k@ubru.ac.th
ปิยะวดี ทองโปร่ง
piyawadee_92@hotmail.com
<p>การวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรม 3อ.2ส. ของกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง 216 คน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลปะอาว อำเภอเมืองอุบลราชธานี และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองโน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ แบบสอบถามความรู้ความเข้าใจทางสุขภาพ มีค่า KR-20 = .68 แบบสอบถามการเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพ การสื่อสารเพื่อเพิ่มความเชี่ยวชาญทางสุขภาพ การจัดการเงื่อนไขของตนเอง การรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศ การตัดสินใจเลือกปฏิบัติ การมีส่วนร่วมกิจกรรมสุขภาพทางสังคม และพฤติกรรม 3อ.2ส. มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค .65 - .93 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์สเปียร์แมน</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" />= 82.65, SD = 16.22) และมีพฤติกรรม 3อ.2ส. อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 51.85 (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 25.99, SD = 5.06) ความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวม มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรม 3อ.2ส. ในระดับต่ำ (r = .304, p < .01)</p>
2026-06-14T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jckr/article/view/4476
ประสบการณ์ชีวิตของผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ล้างไตทางช่องท้อง แบบต่อเนื่องด้วยตนเองที่บ้านในชุมชน
2026-03-24T10:17:45+07:00
วาสนา กันคำ
Wassana.k@bcnpy.ac.th
ปรียสลิล ไชยวุฒิ
preeyasalil.c@bcnpy.ac.th
<p>การวิจัยเชิงคุณภาพตามแนวทางปรากฏการณ์วิทยาตีความนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจและทำความเข้าใจประสบการณ์ชีวิตของผู้ป่วยโรคไตวายระยะสุดท้ายที่ล้างไตทางช่องท้องแบบต่อเนื่องด้วยตนเองที่บ้าน ในเขตพื้นที่ชุมชนจังหวัดพะเยา เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้างและการสังเกต กลุ่มผู้ให้ข้อมูลถูกคัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 15 รายจนกระทั่งข้อมูลถึงจุดอิ่มตัว วิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ตามแนวทางปรากฏการณ์วิทยาตีความ โดยการจัดกลุ่มหน่วยความหมายและสังเคราะห์เป็นแก่นสาระสำคัญของประสบการณ์</p> <p>ผลการวิจัยพบแก่นสาระสำคัญของประสบการณ์ 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) การสูญเสียความสามารถในการพึ่งพาตนเองและภาวะพึ่งพาครอบครัว 2) อุปสรรคด้านสถานะทางเศรษฐกิจและข้อจำกัดของสภาพแวดล้อมที่พักอาศัย 3) ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเวชภัณฑ์และระบบขนส่งในชุมชน 4) พฤติกรรมการเผชิญปัญหาบนความเสี่ยงภายใต้ข้อจำกัดของวิถีชีวิต และ 5) ความทุกข์ระทมทางจิตวิญญาณจากการสูญเสียบทบาททางสังคม ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมเป็นอุปสรรคสำคัญที่ส่งผลให้ผู้ป่วยไม่สามารถดูแลตนเองได้อย่างมีคุณภาพ</p>
2026-06-02T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jckr/article/view/4502
ปัจจัยทำนายการเกิดภาวะตับแตกในผู้ป่วยมะเร็งตับ โรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี
2026-03-25T19:06:41+07:00
โสพิณ แก้ววิลัย
sopinjoker@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงความสัมพันธ์เชิงทำนาย มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดภาวะตับแตกในผู้ป่วยมะเร็งตับ และ 2) พัฒนาสมการทำนายความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะตับแตกในผู้ป่วยมะเร็งตับ การศึกษาดำเนินการ 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาปัจจัยทำนายจากข้อมูลย้อนหลังในเวชระเบียนผู้ป่วยมะเร็งตับที่เข้ารับการรักษาเป็นผู้ป่วยใน โรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2558 ถึง 30 กันยายน 2562 จำนวน 349 ราย และระยะที่ 2 ทดสอบประสิทธิภาพของสมการทำนายจากเวชระเบียนผู้ป่วยมะเร็งตับ ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2562 ถึง 30 กันยายน 2566 จำนวน 20 ราย เครื่องมือวิจัย 1) แบบบันทึกข้อมูลจากเวชระเบียน ประกอบด้วยข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลทางคลินิก และ2) ปัจจัยทำนาย ได้แก่ ขนาดก้อนมะเร็ง คะแนน child-pugh ระดับ total bilirubin ระดับ alpha-fetoprotein ระดับความปวด และภาวะอ้วน ผ่านการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง เท่ากับ .95 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยโลจิสติกแบบทวิภาค</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดภาวะตับแตกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ระดับความปวด 1–4 คะแนน (Adj.OR = 11.73) และขนาดก้อนมะเร็งมากกว่า 10 เซนติเมตร (Adj.OR = 10.51) สมการทำนายที่พัฒนาขึ้นมีจุดตัดที่ 4.97 คะแนน โดยมีค่า sensitivity ร้อยละ 85.71 และ specificity ร้อยละ 77.31 เมื่อนำไปทดสอบในข้อมูลชุดใหม่ พบค่า sensitivity ร้อยละ 70.00 และ specificity ร้อยละ 80.00</p>
2026-10-14T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jckr/article/view/4544
ผลของโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพต่อพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านหนองสองห้อง ตำบลชำแระ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี
2026-04-07T09:42:46+07:00
อัมพร เครือเอม
aaamporn2486@gmail.com
รุจา แก้วเมืองฝาง
ruja@ckr.ac.th
<p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพต่อพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ซึ่งได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ และได้รับการรักษาด้วยยาลดระดับน้ำตาลในเลือดชนิดรับประทานมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน คัดเลือกแบบเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน รวมทั้งสิ้น 60 คน เก็บข้อมูลระหว่างเดือนกรกฎาคม-กันยายน พ.ศ. 2568 กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพ ระยะเวลา 12 สัปดาห์ กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลแบบปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพและคู่มือโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบสอบถามพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง .67-1.00 ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .87 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ไคสแควร์ สถิติที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า หลังเข้าร่วมโปรแกรม ฯ กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม ฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) และมีค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม ฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม หลังเข้าร่วมโปรแกรม ฯ กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่ากลุ่มควบคุมและมีค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001)</p>
2026-06-16T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jckr/article/view/4563
การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน โรงพยาบาลเจ้าคุณไพบูลย์ พนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี
2026-05-12T13:53:55+07:00
จินตนา ตั้งมั่น
jinnathan23@gmail.com
<p>การวิจัยและพัฒนาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาสถานการณ์และปัญหาการดูแลผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน โดยสนทนากลุ่มทีมสหวิชาชีพ 10 คน และทบทวนเวชระเบียน ระยะที่ 2 พัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาล และ “นวัตกรรม 3 ประสาน หัวใจปลอดภัย” (ป้าย Alert Card, คู่มือ Quick Guide, รูปแบบรายงาน SBAR) โดยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญภายใน 5 คน และ ระยะที่ 3 การทดลองใช้และประเมินผล กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ พยาบาลวิชาชีพ 16 คน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ แบบประเมินความรู้และทักษะ มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา .90 และ .95 ค่า KR-20 ของแบบวัดความรู้เท่ากับ .77 และสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคของแบบประเมินทักษะเท่ากับ .82 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติที</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ระยะศึกษาสถานการณ์ พบความล่าช้าในการคัดกรองอาการไม่จำเพาะ ข้อจำกัดด้านบุคลากรและความซับซ้อนในระบบส่งต่อ 2) ระยะพัฒนา ได้แนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (ACS) แบบบูรณาการนวัตกรรม 3 ประสาน หัวใจปลอดภัย โรงพยาบาลเจ้าคุณไพบูลย์ พนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี และ 3) ระยะประเมินผล พยาบาลมีคะแนนความรู้และทักษะสูงกว่าก่อนพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 6.35, p < .001 และ t = 18.19, p < .001 ตามลำดับ) พึงพอใจระดับมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.78, SD = 0.41) ด้านผลลัพธ์ทางคลินิก พบว่าอัตราการตรวจ EKG ภายใน 10 นาที เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 88.89 (มัธยฐาน Door-to-EKG ลดเหลือ 2 นาที) ระยะเวลา EKG Diagnosis-to-Needle มีมัธยฐาน 21 นาที และระยะเวลา Diagnosis-to-Refer มีมัธยฐานลดเหลือ 22 นาที ซึ่งบรรลุเกณฑ์ร้อยละ 100 ทั้งสองตัวชี้วัด และไม่พบอุบัติการณ์ไม่พึงประสงค์ระหว่างการส่งต่อ</p>
2026-10-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jckr/article/view/4671
ผลของชุดความรู้ออนไลน์ smart kid tracker ต่อความรู้และการรับรู้สมรรถนะ แห่งตนของผู้ปกครอง ในการประเมิน เฝ้าระวัง และฝึกทักษะพัฒนาการเด็กปฐมวัย
2026-05-14T22:12:16+07:00
วิจิตรา นวนันทวงศ์
wichitra@knc.ac.th
วิรุฬจิตรา อุ่นจางวาง
wiroonjitra@knc.ac.th
<p>การวิจัยนี้ดำเนินการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อน-หลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความรู้และการรับรู้สมรรถนะแห่งตนของผู้ปกครองก่อนและหลังได้รับชุดความรู้ เปรียบเทียบผลลัพธ์ ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ปกครองเด็กอายุ 3–4 ปี ณ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแห่งหนึ่ง จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 68 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 34 คน และกลุ่มควบคุม 34 คน โดยกลุ่มทดลองได้รับชุดความรู้ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการสอนโดยใช้คู่มือ DSPM เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) ชุดความรู้ออนไลน์ smart kid tracker 2) แบบทดสอบวัดความรู้เรื่องการประเมิน เฝ้าระวัง และฝึกทักษะพัฒนาการเด็กอายุ 3-4 ปี 3) แบบสอบถามการรับรู้สมรรถนะแห่งตนของผู้ดูแลในการเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็ก ผ่านการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 คน ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ .73, .87 และ .73 ตามลำดับ ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .90 และ .78 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณณา สถิติที และสถิติทดสอบแมน-วิทนีย์ ยู</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้อยู่ในระดับสูง (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 55.06, SD = 7.19) กลุ่มควบคุมมีคะแนนเฉลี่ยความรู้อยู่ในระดับปานกลาง (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /><em> </em>= 48.08, SD = 6.14) กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้สมรรถนะแห่งตนอยู่ในระดับสูง (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 75.85, SD = 4.69) กลุ่มควบคุมมีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้สมรรถนะแห่งตนอยู่ในระดับสูง (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 71.74, SD = 7.28) กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้สมรรถนะแห่งตนสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .015) </p> <p> </p> <p> </p>
2026-07-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jckr/article/view/4888
ประสบการณ์การจัดการตนเองของเด็กวัยเรียนที่เป็นโรคธาลัสซีเมีย และบทบาทของผู้ดูแลและพยาบาลในการส่งเสริมการดูแลตามแผนการรักษา ในโรงพยาบาลทุติยภูมิแห่งหนึ่ง
2026-07-31T10:33:40+07:00
ประกริต รัชวัตร์
pragrit.r@siu.ac.th
<p>การวิจัยเชิงคุณภาพแบบพรรณนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์การจัดการตนเองของเด็กวัยเรียนที่เป็นโรคธาลัสซีเมีย และบทบาทของผู้ดูแลและพยาบาลในการส่งเสริมการดูแลตามแผนการรักษา ผู้ให้ข้อมูลหลัก 30 ราย ประกอบด้วยเด็กวัยเรียนที่เป็นโรคธาลัสซีเมีย 12 ราย ผู้ดูแลหลัก 10 ราย และพยาบาล 8 ราย คัดเลือกแบบเจาะจง ณ โรงพยาบาลระดับทุติยภูมิแห่งหนึ่งในประเทศไทย เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลทั่วไป และแนวคำถามสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา มีค่า .67–1.00 เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงประเด็น</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ประสบการณ์การจัดการตนเองของเด็กวัยเรียน ประกอบด้วย 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) การรับรู้โรคและความเข้าใจซึ่งแตกต่างกัน 3 ระดับตามอายุและพัฒนาการ 2) พฤติกรรมการดูแลตนเองด้านการรับประทานยา การควบคุมอาหาร และการจัดการอาการ 3) อุปสรรคและความท้าทาย ได้แก่ ความกลัวการเจาะเลือด ความอยากรับประทานอาหารต้องห้าม และความรู้สึกแตกต่างจากเพื่อน และ 4) แรงจูงใจและปัจจัยสนับสนุนจากครอบครัว และแรงจูงใจภายใน ผู้ดูแลมีบทบาท 5 มิติ ได้แก่ การจัดการโภชนาการ การจัดการยา การสนับสนุนด้านจิตใจ การประสานงาน และการรับมือกับภาระ ส่วนพยาบาลมีบทบาท 4 ด้าน ได้แก่ การประเมินและเฝ้าระวังทางคลินิก การให้ความรู้ การสนับสนุนด้านจิตสังคม และการประสานงาน</p>
2026-10-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช