วารสารวิชาการและการพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jckr
<p style="text-align: justify;"><span style="font-family: 'Times New Roman', Times, serif; color: #000000;">วารสารวิชาการและการพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช จัดทำขึ้นเพื่อนำเสนอบทความทางวิชาการ หรือบทความวิจัยที่มีคุณภาพ ครอบคลุมเนื้อหาด้านวิชาการ การศึกษา การพยาบาล การสาธารณสุข และศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ที่แสดงถึงประโยชน์ทั้งเชิงทฤษฎี และประโยชน์ในเชิงปฏิบัติการ เป็นเอกสารทางวิชาการที่สามารถใช้เป็นแหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้ ที่นักวิจัยหรือผู้ที่สนใจสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดการวิจัยหรือสร้างองค์ความรู้ใหม่ หรือนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์</span></p> <p style="text-align: justify;"><span style="font-family: 'Times New Roman', Times, serif; color: #000000;">ISSN: 2985-1203 (online)</span></p> <p style="text-align: justify;"><span style="font-family: 'Times New Roman', Times, serif; color: #000000;">ISSN: 2730-3993 (print)</span></p> <p> </p>
วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช
th-TH
วารสารวิชาการและการพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช
2730-3993
<p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการและการพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช เล่มนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่าน ไม่เกี่ยวข้องกับวิทยาลัยฯ และคณาจารย์ท่านอื่นในวิทยาลัย ฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่อง เป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใด ๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p>
-
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการคุมกำเนิด: บทบาทของความรอบรู้ด้านสุขภาพ ในมารดาวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ซ้ำ
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jckr/article/view/4109
<p>การวิจัยเชิงพรรณนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการคุมกำเนิดของวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ซ้ำ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 107 ราย เป็นหญิงตั้งครรภ์อายุเฉลี่ย 18.15 ปี ครรภ์ที่ 2-4 อายุครรภ์เฉลี่ย 29<sup>+2</sup> สัปดาห์ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป ส่วนที่ 2 แบบสอบถามความรอบรู้ทางสุขภาพ ผ่านการตรวจสอบความตรงโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน โดยมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม ประกอบด้วย แบบประเมินความรู้ (KR-20 = .83) การเข้าถึงข้อมูล การสื่อสารเพื่อเพิ่มความเชี่ยวชาญ การจัดการเงื่อนไข การรู้เท่าทันสื่อ การตัดสินใจเลือกปฏิบัติ ส่วนที่ 3 แบบสอบถามพฤติกรรมการคุมกำเนิด มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคอยู่ระหว่าง .80 - .92 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสหสัมพันธ์ของเพียร์สันสัน</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ความรอบรู้ทางสุขภาพ (ภาพรวม) ไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการคุมกำเนิด (r = .135, p = .165) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านแล้วพบว่า ความรู้ความเข้าใจ และการสื่อสารมีความสัมพันธ์ทางลบกับพฤติกรรมการคุมกำเนิด (r = - .241, p = .013 และ r = - .453, p = .001) การจัดการเงื่อนไขทางสุขภาพ การรู้เท่าทันสื่อ และการตัดสินใจมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการคุมกำเนิด (r = .236, p = .014, r = .219, p = .024 และ r = .335, p = .001) ตามลำดับ ส่วนการเข้าถึงข้อมูลไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการคุมกำเนิด (r = .125, p = .198)</p> <p> </p>
อังสนา อเนกนันทกุล
สุพิชชา โสมรักษ์
แพรนุช จันทร์ผ่อง
น้ำฝน วรวะลัย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-28
2026-06-28
6 2
e4109
e4109
-
ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรม 3อ.2ส. ของกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง จังหวัดอุบลราชธานี
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jckr/article/view/4434
<p>การวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรม 3อ.2ส. ของกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง 216 คน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลปะอาว อำเภอเมืองอุบลราชธานี และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองโน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ แบบสอบถามความรู้ความเข้าใจทางสุขภาพ มีค่า KR-20 = .68 แบบสอบถามการเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพ การสื่อสารเพื่อเพิ่มความเชี่ยวชาญทางสุขภาพ การจัดการเงื่อนไขของตนเอง การรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศ การตัดสินใจเลือกปฏิบัติ การมีส่วนร่วมกิจกรรมสุขภาพทางสังคม และพฤติกรรม 3อ.2ส. มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค .65 - .93 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์สเปียร์แมน</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" />= 82.65, SD = 16.22) และมีพฤติกรรม 3อ.2ส. อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 51.85 (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 25.99, SD = 5.06) ความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวม มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรม 3อ.2ส. ในระดับต่ำ (r = .304, p < .01)</p>
เสาวนีย์ กิตติพิทยานนท์
ปิยะวดี ทองโปร่ง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-14
2026-06-14
6 2
e4434
e4434
-
ประสบการณ์ชีวิตของผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ล้างไตทางช่องท้อง แบบต่อเนื่องด้วยตนเองที่บ้านในชุมชน
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jckr/article/view/4476
<p>การวิจัยเชิงคุณภาพตามแนวทางปรากฏการณ์วิทยาตีความนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจและทำความเข้าใจประสบการณ์ชีวิตของผู้ป่วยโรคไตวายระยะสุดท้ายที่ล้างไตทางช่องท้องแบบต่อเนื่องด้วยตนเองที่บ้าน ในเขตพื้นที่ชุมชนจังหวัดพะเยา เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้างและการสังเกต กลุ่มผู้ให้ข้อมูลถูกคัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 15 รายจนกระทั่งข้อมูลถึงจุดอิ่มตัว วิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ตามแนวทางปรากฏการณ์วิทยาตีความ โดยการจัดกลุ่มหน่วยความหมายและสังเคราะห์เป็นแก่นสาระสำคัญของประสบการณ์</p> <p>ผลการวิจัยพบแก่นสาระสำคัญของประสบการณ์ 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) การสูญเสียความสามารถในการพึ่งพาตนเองและภาวะพึ่งพาครอบครัว 2) อุปสรรคด้านสถานะทางเศรษฐกิจและข้อจำกัดของสภาพแวดล้อมที่พักอาศัย 3) ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเวชภัณฑ์และระบบขนส่งในชุมชน 4) พฤติกรรมการเผชิญปัญหาบนความเสี่ยงภายใต้ข้อจำกัดของวิถีชีวิต และ 5) ความทุกข์ระทมทางจิตวิญญาณจากการสูญเสียบทบาททางสังคม ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมเป็นอุปสรรคสำคัญที่ส่งผลให้ผู้ป่วยไม่สามารถดูแลตนเองได้อย่างมีคุณภาพ</p>
วาสนา กันคำ
ปรียสลิล ไชยวุฒิ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-02
2026-06-02
6 2
e4476
e4476
-
ผลของโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพต่อพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านหนองสองห้อง ตำบลชำแระ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jckr/article/view/4544
<p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพต่อพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ซึ่งได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ และได้รับการรักษาด้วยยาลดระดับน้ำตาลในเลือดชนิดรับประทานมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน คัดเลือกแบบเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน รวมทั้งสิ้น 60 คน เก็บข้อมูลระหว่างเดือนกรกฎาคม-กันยายน พ.ศ. 2568 กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพ ระยะเวลา 12 สัปดาห์ กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลแบบปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพและคู่มือโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบสอบถามพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง .67-1.00 ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .87 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ไคสแควร์ สถิติที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า หลังเข้าร่วมโปรแกรม ฯ กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม ฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) และมีค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม ฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม หลังเข้าร่วมโปรแกรม ฯ กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่ากลุ่มควบคุมและมีค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001)</p>
อัมพร เครือเอม
รุจา แก้วเมืองฝาง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-16
2026-06-16
6 2
e4544
e4544