วารสารวิชาการและการพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jckr <p style="text-align: justify;"><span style="font-family: 'Times New Roman', Times, serif; color: #000000;">วารสารวิชาการและการพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช จัดทำขึ้นเพื่อนำเสนอบทความทางวิชาการ หรือบทความวิจัยที่มีคุณภาพ ครอบคลุมเนื้อหาด้านวิชาการ การศึกษา การพยาบาล การสาธารณสุข และศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ที่แสดงถึงประโยชน์ทั้งเชิงทฤษฎี และประโยชน์ในเชิงปฏิบัติการ เป็นเอกสารทางวิชาการที่สามารถใช้เป็นแหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้ ที่นักวิจัยหรือผู้ที่สนใจสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดการวิจัยหรือสร้างองค์ความรู้ใหม่ หรือนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์</span></p> <p style="text-align: justify;"><span style="font-family: 'Times New Roman', Times, serif; color: #000000;">ISSN: 2985-1203 (online)</span></p> <p style="text-align: justify;"><span style="font-family: 'Times New Roman', Times, serif; color: #000000;">ISSN: 2730-3993 (print)</span></p> <p> </p> วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช th-TH วารสารวิชาการและการพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช 2730-3993 <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการและการพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช เล่มนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่าน ไม่เกี่ยวข้องกับวิทยาลัยฯ และคณาจารย์ท่านอื่นในวิทยาลัย ฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่อง เป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใด ๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p> ความต้องการการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมการจัดการตนเอง เพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีความดันโลหิตสูง https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jckr/article/view/3955 <p>การวิจัยเชิงคุณภาพนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้ตนเอง ความต้องการการสื่อสาร และค้นหาเป้าหมายการดูแลสุขภาพร่วมกันระหว่างผู้ป่วยกับพยาบาล ผู้ให้ข้อมูลหลัก คือ พยาบาลประจำคลินิกเบาหวานจำนวน 2 คน และผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีความดันโลหิตสูงร่วม จำนวน 20 คน มีอายุ 35–65 ปี ระดับน้ำตาลในเลือดสะสมร้อยละ 7 ขึ้นไป และสามารถดูแลตนเองได้ เก็บข้อมูลโดยการสนทนากลุ่ม ใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ .67-1.00 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และสถิติเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยมีการรับรู้เกี่ยวกับตนเอง 8 ประเด็น คือ 1) โรคเบาหวานรุนแรงกว่าจึงต้องระวังมากกว่า 2) จัดการตนเองเป็นครั้งคราวเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตำหนิและไม่อยากถูกเพิ่มยา 3) การใช้ชีวิตประจำวันเป็นการออกกำลังกายที่เพียงพอเหมาะสม 4) อาหารมีความสำคัญมากที่สุด 5) ความหิวและความอยากอาหารเป็นอุปสรรคสำคัญในการควบคุมตนเอง 6) ความรู้ด้านอาหารไม่เพียงพอที่จะนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน 7) ขาดเป้าหมายและแรงจูงใจในการดูแลตนเอง และ 8) ความรับผิดชอบต่อสุขภาพอยู่ที่ตนเองไม่ต้องการให้ครอบครัวช่วย สำหรับการสนับสนุนและรูปแบบการสื่อสารที่ผู้ป่วยต้องการประกอบด้วย 5 ประเด็น คือ 1) ต้องการการสนับสนุนด้านความรู้และคู่มือเบาหวานช่วยเตือนความจำ 2) เรียนรู้แบบกลุ่มย่อย บรรยากาศไม่กดดัน ภาษาเข้าใจง่าย นำไปใช้ได้จริง 3) เนื้อหาเกี่ยวกับอาหาร การรับประทานยา และการออกกำลังกาย 4) สื่อการสอนที่จับต้องได้ และ 5) การเรียนรู้ที่ต่อเนื่องในวัดนัดตรวจ โดยมีเป้าหมายร่วมกันกับพยาบาล คือ การลดระดับน้ำตาลในเลือด</p> ปิยะนาฏ ช่างเสียง กมลพร แพทย์ชีพ ปณิธาน จอกลอย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-28 2026-01-28 6 1 e003955 e003955