วารสารวิชาการและการพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jckr
<p style="text-align: justify;"><span style="font-family: 'Times New Roman', Times, serif; color: #000000;">วารสารวิชาการและการพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช จัดทำขึ้นเพื่อนำเสนอบทความทางวิชาการ หรือบทความวิจัยที่มีคุณภาพ ครอบคลุมเนื้อหาด้านวิชาการ การศึกษา การพยาบาล การสาธารณสุข และศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ที่แสดงถึงประโยชน์ทั้งเชิงทฤษฎี และประโยชน์ในเชิงปฏิบัติการ เป็นเอกสารทางวิชาการที่สามารถใช้เป็นแหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้ ที่นักวิจัยหรือผู้ที่สนใจสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดการวิจัยหรือสร้างองค์ความรู้ใหม่ หรือนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์</span></p> <p style="text-align: justify;"><span style="font-family: 'Times New Roman', Times, serif; color: #000000;">ISSN: 2985-1203 (online)</span></p> <p style="text-align: justify;"><span style="font-family: 'Times New Roman', Times, serif; color: #000000;">ISSN: 2730-3993 (print)</span></p> <p> </p>
วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช
th-TH
วารสารวิชาการและการพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช
2730-3993
<p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการและการพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช เล่มนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่าน ไม่เกี่ยวข้องกับวิทยาลัยฯ และคณาจารย์ท่านอื่นในวิทยาลัย ฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่อง เป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใด ๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p>
-
การพัฒนาระบบการพยาบาลเพื่อการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตแบบไร้รอยต่อของโรงพยาบาลเจ้าคุณไพบูลย์ พนมทวน
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jckr/article/view/3411
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบการพยาบาลเพื่อการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตแบบไร้รอยต่อของโรงพยาบาลเจ้าคุณไพบูลย์ พนมทวน โดยดำเนินการวิจัย 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาสถานการณ์และปัญหาในการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตจากบุคลากรจำนวน 52 คน ระยะที่ 2 พัฒนาระบบการพยาบาลร่วมกับพยาบาลวิชาชีพจากงานอุบัติเหตุฉุกเฉินและนิติเวช งานผู้ป่วยใน งานผู้ป่วยนอก และห้องคลอด รวม 5 คน และระยะที่ 3 ศึกษาประสิทธิผลของการใช้ระบบกับพยาบาลวิชาชีพจำนวน 52 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์บุคลากรผู้ให้บริการส่งต่อ คู่มือการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการส่งต่อ แบบประเมินความพร้อมก่อนส่งต่อ แบบประเมินผู้ป่วยระหว่างส่งต่อ และแบบประเมินความพึงพอใจ ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน มีค่าความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 1.00 ค่าความเป็นไปได้ของระบบเท่ากับ 4.88 และแบบวัดความรู้มีค่าความเชื่อมั่น (KR-21) เท่ากับ .86 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบที</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า พยาบาลวิชาชีพขาดความรู้และทักษะในการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ระบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยแนวทางการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการส่งต่อและแบบประเมินความพร้อมก่อนส่งต่อ หลังทดลองใช้พบว่าพยาบาลมีความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) การส่งต่อครบถ้วนตามมาตรฐานร้อยละ 100 พบอุบัติการณ์ท่อทางเดินหายใจเลื่อนร้อยละ 1.46 ไม่พบการเสียชีวิตระหว่างและหลังส่งต่อภายใน 24 ชั่วโมง ผู้รับบริการมีความพึงพอใจในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.46, SD = 0.26) และบุคลากรมีความพึงพอใจต่อระบบในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.64, SD = 0.32)</p>
นันท์นภัส ทองอินทร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-19
2026-02-19
6 1
e3411
e3411
-
ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ 60-79 ปี โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองปลาหมอ อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jckr/article/view/3684
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งต่อคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองปลาหมอ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุ 60–79 ปี สุ่มกลุ่มตัวอย่างอย่าง่าย ได้จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 150 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลสุขภาพและการเข้าถึงบริการสุขภาพ แบบประเมินความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน แบบสอบถามสัมพันธภาพในครอบครัว ความรู้สึกมีคุณค่าในตัวเองและคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ตรวจสอบความตรงของเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน มีค่าดัชนีความสอดคล้อง ระหว่าง .67-1.00 ค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .83, .76, .84. และ .92 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดย การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัย 1) ระดับคุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.06, SD = 0.47) ด้านร่างกายอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.99, SD = 0.55) ด้านจิตใจอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.20, SD = 0.52) ด้านสัมพันธภาพอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.33, SD = 0.67) ด้านสิ่งแวดล้อมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.28, SD = 0.55) 2) การรับรู้ว่าตนเองมีความสำคัญ การรับรู้ว่าตนเองมีคุณความดี การรับรู้ว่าตนเองมีความสามารถ เป็นตัวแปรที่มีอิทธิพลในการทำนายคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ 60-79 ปี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) มีค่าสัมประสิทธิ์พยากรณ์ เท่ากับ .573</p>
พงษ์เดช วิวัฒนาคม
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-24
2026-02-24
6 1
e3684
e3684
-
รูปแบบการจัดการตนเองผลต่อการปรับพฤติกรรมสุขภาพ เพื่อการชะลอไตเสื่อมของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ระยะที่ 1 - ระยะที่ 3
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jckr/article/view/3783
<p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้รูปแบบการจัดการตนเองผลต่อการปรับพฤติกรรมสุขภาพเพื่อการชะลอไตเสื่อมของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ที่ระยะที่ 1 - ระยะที่ 3 กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 45 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) รูปแบบการจัดการตนเอง 2) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลและภาวะสุขภาพ 3)แบบบันทึกผลลัพธ์ทางคลินิก และ 4) แบบสอบถามพฤติกรรมเพื่อชะลอไตเสื่อม ตรวจสอบความตรงของเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน ค่าดัชนีความสอดคล้อง อยู่ระหว่าง .67 - 1.00 โดยมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม เท่ากับ .76 วิเคราะห์ข้อมูลโดยด้วยสถิติเชิงพรรณนา ไคสแควร์ สถิติทีและการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ </p> <p> ผลการวิจัย พบว่าพฤติกรรมสุขภาพเพื่อชะลอไตเสื่อมหลังใช้รูปแบบ ฯ และระยะติดตาม 24 สัปดาห์ มีพฤติกรรมเพื่อการชะลอไตเสื่อมสูงกว่าก่อนใช้รูปแบบ ฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) ความดันโลหิต ซิสโตลิค หลังใช้รูปแบบ ฯ และระยะติดตาม 24 สัปดาห์ ระดับความดันซิสโตลิค น้อยกว่าก่อนใช้รูปแบบ ฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) สำหรับความดันไดแอสโตลิค ก่อน-หลังใช้รูปแบบ ฯ และระยะติดตาม 24 สัปดาห์ พบว่าแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .065) อัตราการกรองของไตก่อนใช้รูปแบบ ฯ และระยะติดตาม 24 สัปดาห์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001)</p>
พันธิภา คงประไพ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-23
2026-03-23
6 1
e3783
e3783
-
ผลของการเรียนรู้โดยใช้ทีมเป็นฐานต่อความรู้ การรับรู้ทำงานเป็นทีมและเจตคติต่อการเรียนในวิชาการพยาบาลมารดา ทารกและการผดุงครรภ์ 1
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jckr/article/view/3943
<p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อน-หลังนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการเรียนรู้โดยใช้ทีมเป็นฐานต่อความรู้ การรับรู้การทำงานเป็นทีมและเจตคติ ในรายวิชาการพยาบาลมารดาทารกและการผดุงครรภ์ 1 กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 3 จำนวน 40 คน เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบทดสอบความรู้รายบุคคลก่อนและหลังเรียน (2) แบบสอบถามการรับรู้การทำงานเป็นทีม และ3) แบบสอบถามวัดเจตคติต่อต่อการเรียนในรายวิชา ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน ได้ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ (<em>KR</em>-20) เท่ากับ .72 ค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบสอบถาม เท่ากับ .70 – 1.00 ค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์อัลฟาครอนบาคของแบบสอบถาม เท่ากับ .85 และ .84 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติที</p> <p>ผลการศึกษาพบว่าคะแนนเฉลี่ยความพร้อมของผู้เรียนมีคะแนนเฉลี่ยความรู้รายกลุ่ม (tRAT) สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยความรู้รายบุคคล (iRAT) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) ทั้งในระยะตั้งครรภ์ ระยะคลอดและระยะหลังคลอด นอกจากนี้คะแนนเฉลี่ยความรู้รายบุคคลหลังเรียนในทั้ง 3 ระยะ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) โดยนักศึกษามีระดับการรับรู้การทำงานเป็นทีมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.28, SD = 0.07) และมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนอยู่ในระดับสูง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.93, SD = 0.69)</p> <p> </p> <p> </p>
ปณัชช์ฐิตา ขุนบุญยัง
สิรินาถ ศรีอำพร
สุภัสสรา โคมินทร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-17
2026-02-17
6 1
e3943
e3943
-
ความต้องการการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมการจัดการตนเอง เพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีความดันโลหิตสูง
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jckr/article/view/3955
<p>การวิจัยเชิงคุณภาพนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้ตนเอง ความต้องการการสื่อสาร และค้นหาเป้าหมายการดูแลสุขภาพร่วมกันระหว่างผู้ป่วยกับพยาบาล ผู้ให้ข้อมูลหลัก คือ พยาบาลประจำคลินิกเบาหวานจำนวน 2 คน และผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีความดันโลหิตสูงร่วม จำนวน 20 คน มีอายุ 35–65 ปี ระดับน้ำตาลในเลือดสะสมร้อยละ 7 ขึ้นไป และสามารถดูแลตนเองได้ เก็บข้อมูลโดยการสนทนากลุ่ม ใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ .67-1.00 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และสถิติเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยมีการรับรู้เกี่ยวกับตนเอง 8 ประเด็น คือ 1) โรคเบาหวานรุนแรงกว่าจึงต้องระวังมากกว่า 2) จัดการตนเองเป็นครั้งคราวเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตำหนิและไม่อยากถูกเพิ่มยา 3) การใช้ชีวิตประจำวันเป็นการออกกำลังกายที่เพียงพอเหมาะสม 4) อาหารมีความสำคัญมากที่สุด 5) ความหิวและความอยากอาหารเป็นอุปสรรคสำคัญในการควบคุมตนเอง 6) ความรู้ด้านอาหารไม่เพียงพอที่จะนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน 7) ขาดเป้าหมายและแรงจูงใจในการดูแลตนเอง และ 8) ความรับผิดชอบต่อสุขภาพอยู่ที่ตนเองไม่ต้องการให้ครอบครัวช่วย สำหรับการสนับสนุนและรูปแบบการสื่อสารที่ผู้ป่วยต้องการประกอบด้วย 5 ประเด็น คือ 1) ต้องการการสนับสนุนด้านความรู้และคู่มือเบาหวานช่วยเตือนความจำ 2) เรียนรู้แบบกลุ่มย่อย บรรยากาศไม่กดดัน ภาษาเข้าใจง่าย นำไปใช้ได้จริง 3) เนื้อหาเกี่ยวกับอาหาร การรับประทานยา และการออกกำลังกาย 4) สื่อการสอนที่จับต้องได้ และ 5) การเรียนรู้ที่ต่อเนื่องในวัดนัดตรวจ โดยมีเป้าหมายร่วมกันกับพยาบาล คือ การลดระดับน้ำตาลในเลือด</p>
ปิยะนาฏ ช่างเสียง
ปณิธาน จอกลอย
กมลพร แพทย์ชีพ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-28
2026-01-28
6 1
e3955
e3955
-
ผลของโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพต่อพฤติกรรมการควบคุมระดับความดันโลหิตของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเขาแหลม อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jckr/article/view/3966
<p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพต่อพฤติกรรมการควบคุมระดับความดันโลหิตของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่มารับบริการในคลินิกโรคเรื้อรัง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเขาแหลม อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน เก็บข้อมูลระหว่างเดือน มิถุนายน-สิงหาคม 2568 กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพ ระยะเวลา 12 สัปดาห์ กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลแบบปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามพฤติกรรมการควบคุมระดับความดันโลหิตและแบบประเมินค่าความดันโลหิต ผ่านการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง .67-1.00 ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .84 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ไควแสควร์ สถิติที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า หลังเข้าร่วมโปรแกรม ฯ กลุ่มทดลองมีพฤติกรรมการควบคุมระดับความดันโลหิตสูงกว่าก่อน เข้าร่วมโปรแกรม ฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .007) มีค่าเฉลี่ยความดันโลหิตต่ำกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม ฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) หลังเข้าร่วมโปรแกรม ฯ กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการควบคุมระดับความดันโลหิตสูงกว่าและมีค่าเฉลี่ยความดันโลหิตต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001)</p>
อทิตยา จังพานิช
พิมพ์ลดา อนันต์สิริเกษม
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-19
2026-03-19
6 1
e3966
e3966
-
ผลของโปรแกรมการจัดการตนเอง ต่อความรู้ พฤติกรรมสุขภาพ และผลลัพธ์ด้านสุขภาพ ในกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน โรงพยาบาลท่ากระดาน จังหวัดกาญจนบุรี
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jckr/article/view/4222
<p>การวิจัยแบบกึ่งทดลอง แบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการตนเองต่อความรู้ พฤติกรรมสุขภาพ และผลลัพธ์ด้านสุขภาพในกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานโรงพยาบาลท่ากระดาน ระหว่างเดือนตุลาคม ถึงธันวาคม พ.ศ. 2568 กลุ่มตัวอย่างเป็น กลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน จำนวน 50 คน คัดเลือกด้วยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือดำเนินการวิจัย ประกอบด้วย 1) โปรแกรมการจัดการตนเอง โดยมีสมุดคู่มือรู้ใจ ห่างไกลเบาหวาน ร่วมกับระบบบัญชีทางการของแอพพลิเคชันไลน์ ระยะเวลา 12 สัปดาห์ ผ่านการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญจํานวน 3 ท่าน 2) แบบสอบถามวัดความรู้ ได้ค่าความเที่ยงคูเดอร์-ริชาร์ดสัน เท่ากับ .75 3) แบบวัดพฤติกรรมสุขภาพ ได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง .96 ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .72 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติทดสอบวิล คอกซันแบบอันดับที่มีเครื่องหมาย และสถิติทดสอบที</p> <p>ผลการวิจัย พบว่าหลังเข้าร่วมโปรแกรม ฯ กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยความรู้ (Z = -6.03, p < .001) และพฤติกรรมสุขภาพ (t = -28.41, p < .001) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สำหรับผลลัพธ์ด้านสุขภาพพบว่า เส้นรอบเอว (Z = 5.39, p < .001) ดัชนีมวลกาย (Z = 4.23, p < .001) และระดับน้ำตาลในเลือด (Z = 6.15, p < .001) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดมีระดับน้ำตาลอยู่ในเกณฑ์ปกติ </p>
หัทยา อินกล่อม
สุภัทรา สีเสน่ห์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-01
2026-04-01
6 1
e4222
e4222