วารสารวิชาการและการพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jckr <p style="text-align: justify;"><span style="font-family: 'Times New Roman', Times, serif; color: #000000;">วารสารวิชาการและการพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช จัดทำขึ้นเพื่อนำเสนอบทความทางวิชาการ หรือบทความวิจัยที่มีคุณภาพ ครอบคลุมเนื้อหาด้านวิชาการ การศึกษา การพยาบาล การสาธารณสุข และศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ที่แสดงถึงประโยชน์ทั้งเชิงทฤษฎี และประโยชน์ในเชิงปฏิบัติการ เป็นเอกสารทางวิชาการที่สามารถใช้เป็นแหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้ ที่นักวิจัยหรือผู้ที่สนใจสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดการวิจัยหรือสร้างองค์ความรู้ใหม่ หรือนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์</span></p> <p style="text-align: justify;"><span style="font-family: 'Times New Roman', Times, serif; color: #000000;">ISSN: 2985-1203 (online)</span></p> <p style="text-align: justify;"><span style="font-family: 'Times New Roman', Times, serif; color: #000000;">ISSN: 2730-3993 (print)</span></p> <p> </p> th-TH <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการและการพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช เล่มนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่าน ไม่เกี่ยวข้องกับวิทยาลัยฯ และคณาจารย์ท่านอื่นในวิทยาลัย ฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่อง เป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใด ๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p> phimlada@ckr.ac.th (Phimlada Anansirikasem, Ed.D. RN. (Asst. Prof.)) research@ckr.ac.th (Punyanuch Metabavonnun ) Tue, 26 May 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรม 3อ.2ส. ของกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง จังหวัดอุบลราชธานี https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jckr/article/view/4434 <p>การวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรม 3อ.2ส. ของกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง 216 คน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลปะอาว อำเภอเมืองอุบลราชธานี และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองโน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ แบบสอบถามความรู้ความเข้าใจทางสุขภาพ มีค่า KR-20 = .68 แบบสอบถามการเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพ การสื่อสารเพื่อเพิ่มความเชี่ยวชาญทางสุขภาพ การจัดการเงื่อนไขของตนเอง การรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศ การตัดสินใจเลือกปฏิบัติ การมีส่วนร่วมกิจกรรมสุขภาพทางสังคม และพฤติกรรม 3อ.2ส. มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค .65 - .93 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์สเปียร์แมน</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />= 82.65, SD = 16.22) และมีพฤติกรรม 3อ.2ส. อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 51.85 (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 25.99, SD = 5.06) ความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวม มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรม 3อ.2ส. ในระดับต่ำ (r = .304, p &lt; .01)</p> เสาวนีย์ กิตติพิทยานนท์, ปิยะวดี ทองโปร่ง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jckr/article/view/4434 Sun, 14 Jun 2026 00:00:00 +0700 ประสบการณ์ชีวิตของผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ล้างไตทางช่องท้อง แบบต่อเนื่องด้วยตนเองที่บ้านในชุมชน https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jckr/article/view/4476 <p>การวิจัยเชิงคุณภาพตามแนวทางปรากฏการณ์วิทยาตีความนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจและทำความเข้าใจประสบการณ์ชีวิตของผู้ป่วยโรคไตวายระยะสุดท้ายที่ล้างไตทางช่องท้องแบบต่อเนื่องด้วยตนเองที่บ้าน ในเขตพื้นที่ชุมชนจังหวัดพะเยา เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้างและการสังเกต กลุ่มผู้ให้ข้อมูลถูกคัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 15 รายจนกระทั่งข้อมูลถึงจุดอิ่มตัว วิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ตามแนวทางปรากฏการณ์วิทยาตีความ โดยการจัดกลุ่มหน่วยความหมายและสังเคราะห์เป็นแก่นสาระสำคัญของประสบการณ์</p> <p>ผลการวิจัยพบแก่นสาระสำคัญของประสบการณ์ 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) การสูญเสียความสามารถในการพึ่งพาตนเองและภาวะพึ่งพาครอบครัว 2) อุปสรรคด้านสถานะทางเศรษฐกิจและข้อจำกัดของสภาพแวดล้อมที่พักอาศัย 3) ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเวชภัณฑ์และระบบขนส่งในชุมชน 4) พฤติกรรมการเผชิญปัญหาบนความเสี่ยงภายใต้ข้อจำกัดของวิถีชีวิต และ 5) ความทุกข์ระทมทางจิตวิญญาณจากการสูญเสียบทบาททางสังคม ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมเป็นอุปสรรคสำคัญที่ส่งผลให้ผู้ป่วยไม่สามารถดูแลตนเองได้อย่างมีคุณภาพ</p> วาสนา กันคำ, ปรียสลิล ไชยวุฒิ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jckr/article/view/4476 Tue, 02 Jun 2026 00:00:00 +0700