https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jcrpho/issue/feed วารสารสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย 2026-07-01T15:45:10+07:00 นายแพทย์เอกชัย คำลือ hrdssjcr@gmail.com Open Journal Systems <p>วารสารสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย (Journal of Chiang Rai Provincial Health Office) จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ บทความวิจัย (Research Article) บทความวิชาการ (Academic Article) บทความปริทัศน์ (Literature Review Article) ตลอดจนองค์ความรู้ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรครักษาพยาบาล ฟื้นฟูสภาพ การแพทย์ฉุกเฉินและคุ้มครองผู้บริโภค ระบบสุขภาพและการประเมินผลโครงการด้านสุขภาพ การพัฒนาศักยภาพบุคลากรและเครือข่ายด้านสุขภาพ บทความวิชาการทางด้านการแพทย์</p> https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jcrpho/article/view/4255 ผลของโปรแกรมพัฒนาความสามารถในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงของญาติผู้ดูแลผู้สูงอายุ โรงพยาบาลดอยหลวง จังหวัดเชียงราย 2026-04-27T14:26:14+07:00 จันทร์แรม ศรีคุณ janramsrikoon@gmail.com อรวรรณ์ ก้างยาง janramsrikoon@gmail.com <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองกลุ่มเดียววัดผลก่อนหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมพัฒนาความสามารถในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงของญาติผู้ดูแลผู้สูงอายุ โรงพยาบาลดอยหลวง จังหวัดเชียงราย</p> <p> กลุ่มตัวอย่างคือญาติผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในเขตพื้นที่ตำบลปงน้อย อำเภอดอยหลวง จังหวัดเชียงราย จำนวน 30 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ดำเนินการวิจัยระหว่างเดือนมิถุนายน–ธันวาคม 2568 โปรแกรมพัฒนาความสามารถฯ ใช้ระยะเวลา 6 สัปดาห์ ประยุกต์ใช้รูปแบบการเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วมและการพัฒนาการคิดเชิงบวกเครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบทดสอบความรู้ แบบประเมินความรู้สึกเป็นภาระการดูแลและแบบประเมินทักษะการปฏิบัติในการดูแลผู้สูงอายุ ที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือให้เป็นไปตามมาตรฐาน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และใช้สถิติ Wilcoxon Signed Ranks Test ในการเปรียบเทียบก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมฯ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรมฯ ญาติผู้ดูแลมีคะแนนเฉลี่ยความรู้ในการดูแลผู้สูงอายุและทักษะการปฏิบัติในการดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) และมีคะแนนเฉลี่ยความรู้สึกเป็นภาระการดูแลผู้ป่วยที่บ้านลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมพัฒนาความสามารถในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงมีประสิทธิผลในการเสริมสร้างศักยภาพของญาติผู้ดูแล ข้อเสนอแนะจากการวิจัยควรนำโปรแกรมไปประยุกต์ใช้ในหน่วยบริการปฐมภูมิและพัฒนาการศึกษาวิจัยในรูปแบบที่มีกลุ่มควบคุมและการติดตามผลระยะยาวต่อไป</p> <p> </p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jcrpho/article/view/3200 การเปรียบเทียบประสิทธิภาพของการตรวจ Dengue NS1 antigen และ Dengue Antibody ระหว่างวิธี Chemiluminescent Immunoassay และ Immunochromatographic assay 2026-04-21T09:03:09+07:00 นันทวัน ชนะพิศ amp.nanthawan@gmail.com ศรายุทธ นวลแก้ว amp.nanthawan@gmail.com <p>งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยพื้นฐาน (Basic Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของการตรวจ Dengue NS1 antigen และ Dengue antibody ด้วยวิธี Chemiluminescent Immunoassay (CLIA) กับวิธี Immunochromatographic assay (ICA หรือ Rapid test)</p> <p>งานวิจัยเก็บข้อมูลศึกษาการตรวจ Dengue NS1 antigen และ Dengue antibody (IgG/IgM) จากผู้ป่วยที่สงสัยติดเชื้อไข้เลือดออกซึ่งแพทย์สั่งตรวจทางห้องปฏิบัติการโรงพยาบาลลำพูน ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม – 11 พฤศจิกายน 2567 จำแนกเป็นการตรวจ Dengue NS1 antigen จำนวน 123 ราย และ Dengue antibody จำนวน 82 ราย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) เพื่อหาค่าร้อยละของความสอดคล้องและการตรวจพบเชื้อ ผ่านโปรแกรม jamovi เวอร์ชัน 2.3.28</p> <p>ผลการศึกษาการทดสอบ Dengue NS1 antigen 123 ราย วิธี CLIA ให้ผลบวก 23 ราย โดยในจำนวนนี้ ICA ให้ผลบวก 14 ราย (60.86%) ผลลบ 4 ราย (17.39%) และผลบวกอ่อน 5 ราย (21.73%) ส่วน 100 รายที่ CLIA ให้ผลลบนั้น ICA ให้ผลบวก 2 ราย (2.0%) และผลลบ 98 ราย (98.0%) การทดสอบ Dengue antibody IgM 82 ราย CLIA ให้ผลบวก 2 ราย โดย ICA ให้ผลบวก 1 ราย (50.00%) และผลลบ 1 ราย (50.00%). ใน 80 รายที่ CLIA ให้ผลลบนั้น ICA ให้ผลลบ 77 ราย (96%) และผลบวกอ่อน 3 ราย (4%) การทดสอบ Dengue antibody IgG 82 ราย CLIA ให้ผลบวก 48 ราย โดย ICA ให้ผลบวก 24 ราย (50.00%) ผลลบ 12 ราย (25.00%) และผลบวกอ่อน 12 ราย (25.00%). ใน 34 รายที่ CLIA ให้ผลลบนั้น ICA ให้ผลบวก 2 ราย (5.9%) และผลลบ 32 ราย (94.1%) ผลประสิทธิภาพทางสถิติ เมื่อใช้ CLIA เป็นเกณฑ์อ้างอิง พบว่าวิธี ICA (Rapid test) มีความไว (Sensitivity) ในการตรวจ NS1 Ag, IgM และ IgG เท่ากับร้อยละ 82.6, 50.0 และ 75.0 ตามลำดับ วิธี CLIA มีประสิทธิภาพในการตรวจจับผลบวกได้ดีกว่าวิธี ICA อย่างชัดเจน ช่วยลดปัญหาการเกิดผลลบปลอมและผลบวกปลอม ซึ่งช่วยให้การวินิจฉัยมีความแม่นยำยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ควรพิจารณาปัจจัยด้านต้นทุนน้ำยาที่สูงกว่าในการนำไปประยุกต์ใช้จริง</p> 2026-07-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jcrpho/article/view/3601 ผลของโปรแกรมการส่งเสริมการใช้ยาต่อความร่วมมือในการใช้ยาและพฤติกรรมการใช้ยาที่ถูกต้องในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ได้รับยารับประทาน คลินิกโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โรงพยาบาลแม่สรวย จังหวัดเชียงราย 2026-03-17T14:52:28+07:00 วราภรณ์ สังข์ทอง waraporn.rx79@gmail.com <p>การวิจัยนี้เป็นการศึกษากึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลของโปรแกรมการส่งเสริมการใช้ยาต่อความร่วมมือในการใช้ยาและพฤติกรรมการใช้ยาที่ถูกต้องในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 คลินิกโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โรงพยาบาลแม่สรวย จังหวัดเชียงราย</p> <p>การศึกษาดำเนินการระหว่างเดือน มีนาคมถึงกรกฎาคม พ.ศ. 2568 กลุ่มตัวอย่างจำนวน 40 ราย คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความร่วมมือในการใช้ยา(Morisky Medication Adherence Scale, MMAS-8) และแบบประเมินพฤติกรรมการใช้ยาที่ถูกต้อง กิจกรรมในโปรแกรมมุ่งเน้นการให้คำปรึกษารายบุคคลร่วมกับการใช้สื่ออินโฟกราฟิก และการ์ดความรู้ เพื่อเสริมสร้างความตระหนักรู้และการจัดการยาอย่างเหมาะสม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน โดยใช้ Paired samples t-test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังได้รับโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยความร่วมมือในการใช้ยาเพิ่มขึ้นจาก 4.04 ± 1.33 เป็น 7.41 ± 0.91 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) โดยมีผลต่างค่าเฉลี่ย (Mean Difference) เท่ากับ 3.37 (95% CI: 3.07 – 3.67) และมีขนาดอิทธิพล (Cohen’s d) เท่ากับ 2.93 สำหรับคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการใช้ยาที่ถูกต้องเพิ่มขึ้นจากระดับมาก (3.54 ± 0.41) เป็นระดับมากที่สุด (4.71 ± 0.28) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) โดยมีผลต่างค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.17 (95% CI: 1.04 – 1.29) และมีขนาดอิทธิพล (Cohen’s d) เท่ากับ 3.32 ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าโปรแกรมการส่งเสริมการใช้ยามีผลในการเพิ่มความร่วมมือในการใช้ยา และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ยาของผู้ป่วยจึงควรนำโปรแกรมนี้ไปประยุกต์ใช้ในคลินิกโรคเรื้อรัง เพื่อยกระดับคุณภาพการบริบาลเภสัชกรรม และสนับสนุนการใช้ยา อย่างสมเหตุผลในระบบบริการสุขภาพต่อไป</p> 2026-07-10T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jcrpho/article/view/3468 ความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าของผู้ดูแลผู้ป่วย แบบประคับประคองในเขตอำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย 2026-03-31T15:37:55+07:00 พัชรินทร์ แท้ตระกูล ptaetrakul@gmail.com <p>การดูแลผู้ป่วยประคับประคองเป็นภาระที่ส่งผลกระทบต่อผู้ดูแลโดยตรง ทำให้เกิดความวิตกกังวลจนส่งผลให้เกิดภาวะซึมเศร้าอันอาจส่งผลต่อการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง<strong> </strong>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าของผู้ดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองในเขตอำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาคือผู้ดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองจำนวน 46 คน ซึ่งเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไป รายได้ การนอนหลับ ภาระงาน และพฤติกรรมของผู้ป่วย รวมทั้งการวัดภาวะซึมเศร้าด้วยแบบสอบถาม 2Q, 9Q สำหรับการวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงในการเกิดภาวะซึมเศร้าในผู้ดูแล โดยใช้การวิเคราะห์ทั้งแบบ Univariate logistic regression และ Multiple logistic regression เพื่อประเมินปัจจัยที่มีผลต่อความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะซึมเศร้าในผู้ดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง</p> <p>การศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างเป็นเพศชาย 18 คน (ร้อยละ 39.13) และเพศหญิง 28 คน (ร้อยละ 60.87) อายุเฉลี่ย59 ปี ผู้ดูแลเพศหญิงมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ดูแลเพศชาย โดยผู้หญิงที่มีภาวะซึมเศร้าคิดเป็น 71.43% เมื่อเทียบกับผู้ชายที่มีภาวะซึมเศร้า 28.57% แต่ความแตกต่างนี้ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.332) กลุ่มที่มีโรคประจำตัวมีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าสูงกว่า โดยผู้ที่มีโรคประจำตัวมีโอกาสเกิดภาวะซึมเศร้า 9.99 เท่า (p = 0.007) ในขณะที่กลุ่มที่มีรายได้เพียงพอแต่ไม่มีเหลือเก็บมีความเสี่ยงสูงขึ้นถึง 34.71 เท่า (p = 0.022) และกลุ่มที่นอนหลับน้อยกว่า 5 ชั่วโมงต่อวันมีโอกาสเกิดภาวะซึมเศร้าเพิ่มขึ้น 5.25 เท่า (p = 0.031) อีกทั้งผู้ดูแลที่รู้สึกเป็นภาระมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะซึมเศร้าสูงขึ้น 15 เท่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ( p = 0.003) เมื่อวิเคราะห์ Multiple logistic regression พบว่าผู้ที่มีรายได้เพียงพอแต่ไม่มีเงินเหลือเก็บมีโอกาสเกิดภาวะซึมเศร้ามากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (Adjusted OR: 25.44, 95% CI: 1.07-600.40, p = 0.045) ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p>การศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพจิตของผู้ดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง โดยเฉพาะปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนทางการเงิน การพักผ่อนที่เพียงพอ และสุขภาพร่างกายของผู้ดูแล ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากต่อการเกิดภาวะซึมเศร้าในผู้ดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปใช้ในการวางแผนการดูแลและพัฒนามาตรการช่วยเหลือผู้ดูแลผู้ป่วย เพื่อลดความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิตและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลในระยะยาวต่อไป</p> 2026-07-07T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย