https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jcrpho/issue/feed วารสารสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย 2026-07-31T09:16:30+07:00 นายแพทย์เอกชัย คำลือ hrdssjcr@gmail.com Open Journal Systems <p>วารสารสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย (Journal of Chiang Rai Provincial Health Office) จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ บทความวิจัย (Research Article) บทความวิชาการ (Academic Article) บทความปริทัศน์ (Literature Review Article) ตลอดจนองค์ความรู้ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรครักษาพยาบาล ฟื้นฟูสภาพ การแพทย์ฉุกเฉินและคุ้มครองผู้บริโภค ระบบสุขภาพและการประเมินผลโครงการด้านสุขภาพ การพัฒนาศักยภาพบุคลากรและเครือข่ายด้านสุขภาพ บทความวิชาการทางด้านการแพทย์</p> https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jcrpho/article/view/4693 การวิเคราะห์การตีความลักษณะการกระทำอันได้ชื่อว่าประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงของข้าราชการพลเรือน 2026-07-29T15:02:53+07:00 อนุรักษ์ ศรีใจ srijai.rujirada@gmail.com <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการตีความลักษณะการกระทำที่เข้าข่าย “การประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง” ตามมาตรา 85 (4) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ซึ่งเป็นฐานความผิดวินัยที่ไม่มีคำจำกัดความหรือองค์ประกอบที่ชัดเจน ทั้งที่เป็นความผิดที่มีบทลงโทษขั้นสูง ได้แก่ การปลดออกหรือไล่ออกจากราชการ ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อสถานภาพและสิทธิของข้าราชการ ผู้ถูกลงโทษ บทความจึงมุ่งวิเคราะห์แนวทางในการตีความถ้อยคำดังกล่าวโดยอิงจากพจนานุกรม แนวทางของสำนักงาน ก.พ. คำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด และหลักกฎหมายปกครองสมัยใหม่</p> <p>เนื้อหาครอบคลุมการเปรียบเทียบระหว่างความผิดวินัยในลักษณะ “ประพฤติชั่วธรรมดา” กับ “ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง” โดยใช้หลักเกณฑ์ 3 ประการ ได้แก่ เกียรติศักดิ์ของข้าราชการ ความรู้สึกของสังคม และเจตนาของผู้กระทำ พร้อมกรณีศึกษาเชิงประจักษ์ที่แสดงถึงแนวปฏิบัติในการลงโทษ เช่น การคบชู้ การทุจริต หรือการประพฤติตนขัดต่อศีลธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งศาลปกครองและสำนักงาน ก.พ. ต่างให้ความเห็นสอดคล้องกันว่าเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ทั้งนี้ การพิจารณาต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม หลักได้สัดส่วน และหลักความเป็นกลางในกระบวนการ</p> <p>บทความเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อยกระดับความชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมาย ได้แก่ การเพิ่มเติมถ้อยคำหรือองค์ประกอบความผิดในมาตรา 85 (4) การจัดทำแนววินิจฉัยกลางสำหรับผู้บังคับบัญชา และการทบทวนกลไกการอุทธรณ์และร้องทุกข์เพื่อให้สอดคล้องกับสิทธิมนุษยชน และหลักธรรมาภิบาลอย่างแท้จริง</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>ข้าราชการพลเรือน, การดำเนินการทางวินัย, ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง, วินัยไม่ร้ายแรง</p> <p> </p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jcrpho/article/view/4255 ผลของโปรแกรมพัฒนาความสามารถในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงของญาติผู้ดูแลผู้สูงอายุ โรงพยาบาลดอยหลวง จังหวัดเชียงราย 2026-04-27T14:26:14+07:00 จันทร์แรม ศรีคุณ janramsrikoon@gmail.com อรวรรณ์ ก้างยาง janramsrikoon@gmail.com <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองกลุ่มเดียววัดผลก่อนหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมพัฒนาความสามารถในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงของญาติผู้ดูแลผู้สูงอายุ โรงพยาบาลดอยหลวง จังหวัดเชียงราย</p> <p> กลุ่มตัวอย่างคือญาติผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในเขตพื้นที่ตำบลปงน้อย อำเภอดอยหลวง จังหวัดเชียงราย จำนวน 30 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงดำเนินการวิจัยระหว่างเดือนมิถุนายน–ธันวาคม 2568 โปรแกรมพัฒนาความสามารถฯ ใช้ระยะเวลา 6 สัปดาห์ ประยุกต์ใช้รูปแบบการเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วมและ<br />การพัฒนาการคิดเชิงบวกเครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบทดสอบความรู้ แบบประเมินความรู้สึกเป็นภาระการดูแลและแบบประเมินทักษะการปฏิบัติในการดูแลผู้สูงอายุ ที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือให้เป็นไปตามมาตรฐาน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และใช้สถิติ Wilcoxon Signed Ranks Test ในการเปรียบเทียบก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมฯ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรมฯ ญาติผู้ดูแลมีคะแนนเฉลี่ยความรู้ในการดูแลผู้สูงอายุและทักษะการปฏิบัติในการดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) และมีคะแนนเฉลี่ยความรู้สึกเป็นภาระการดูแลผู้ป่วยที่บ้านลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมพัฒนาความสามารถในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงมีประสิทธิผลในการเสริมสร้างศักยภาพของญาติผู้ดูแล ข้อเสนอแนะจากการวิจัยควรนำโปรแกรมไปประยุกต์ใช้ในหน่วยบริการปฐมภูมิและพัฒนาการศึกษาวิจัยในรูปแบบที่มีกลุ่มควบคุมและการติดตามผลระยะยาวต่อไป</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jcrpho/article/view/3200 การเปรียบเทียบประสิทธิภาพของการตรวจ Dengue NS1 antigen และ Dengue Antibody ระหว่างวิธี Chemiluminescent Immunoassay และ Immunochromatographic assay 2026-04-21T09:03:09+07:00 นันทวัน ชนะพิศ amp.nanthawan@gmail.com ศรายุทธ นวลแก้ว amp.nanthawan@gmail.com <p>งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยพื้นฐาน (Basic Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของการตรวจ Dengue NS1 antigen และ Dengue antibody ด้วยวิธี Chemiluminescent Immunoassay (CLIA) กับวิธี Immunochromatographic assay (ICA หรือ Rapid test)</p> <p>งานวิจัยเก็บข้อมูลศึกษาการตรวจ Dengue NS1 antigen และ Dengue antibody (IgG/IgM) จากผู้ป่วยที่สงสัยติดเชื้อไข้เลือดออกซึ่งแพทย์สั่งตรวจทางห้องปฏิบัติการโรงพยาบาลลำพูน ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม – 11 พฤศจิกายน 2567 จำแนกเป็นการตรวจ Dengue NS1 antigen จำนวน 123 ราย และ Dengue antibody จำนวน 82 ราย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) เพื่อหาค่าร้อยละของความสอดคล้องและการตรวจพบเชื้อ ผ่านโปรแกรม jamovi เวอร์ชัน 2.3.28</p> <p>ผลการศึกษาการทดสอบ Dengue NS1 antigen 123 ราย วิธี CLIA ให้ผลบวก 23 ราย โดยในจำนวนนี้ ICA ให้ผลบวก 14 ราย (60.86%) ผลลบ 4 ราย (17.39%) และผลบวกอ่อน 5 ราย (21.73%) ส่วน 100 รายที่ CLIA ให้ผลลบนั้น ICA ให้ผลบวก 2 ราย (2.0%) และผลลบ 98 ราย (98.0%) การทดสอบ Dengue antibody IgM 82 ราย CLIA ให้ผลบวก 2 ราย โดย ICA ให้ผลบวก 1 ราย (50.00%) และผลลบ 1 ราย (50.00%). ใน 80 รายที่ CLIA ให้ผลลบนั้น ICA ให้ผลลบ 77 ราย (96%) และผลบวกอ่อน 3 ราย (4%) การทดสอบ Dengue antibody IgG 82 ราย CLIA ให้ผลบวก 48 ราย โดย ICA ให้ผลบวก 24 ราย (50.00%) ผลลบ 12 ราย (25.00%) และผลบวกอ่อน 12 ราย (25.00%). ใน 34 รายที่ CLIA ให้ผลลบนั้น ICA ให้ผลบวก 2 ราย (5.9%) และผลลบ 32 ราย (94.1%) ผลประสิทธิภาพทางสถิติ เมื่อใช้ CLIA เป็นเกณฑ์อ้างอิง พบว่าวิธี ICA (Rapid test) มีความไว (Sensitivity) ในการตรวจ NS1 Ag, IgM และ IgG เท่ากับร้อยละ 82.6, 50.0 และ 75.0 ตามลำดับ วิธี CLIA มีประสิทธิภาพในการตรวจจับผลบวกได้ดีกว่าวิธี ICA อย่างชัดเจน ช่วยลดปัญหาการเกิดผลลบปลอมและผลบวกปลอม ซึ่งช่วยให้การวินิจฉัยมีความแม่นยำยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ควรพิจารณาปัจจัยด้านต้นทุนน้ำยาที่สูงกว่าในการนำไปประยุกต์ใช้จริง</p> 2026-07-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jcrpho/article/view/3601 ผลของโปรแกรมการส่งเสริมการใช้ยาต่อความร่วมมือในการใช้ยาและพฤติกรรมการใช้ยาที่ถูกต้องในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ได้รับยารับประทาน คลินิกโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โรงพยาบาลแม่สรวย จังหวัดเชียงราย 2026-03-17T14:52:28+07:00 วราภรณ์ สังข์ทอง waraporn.rx79@gmail.com <p>การวิจัยนี้เป็นการศึกษากึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลของโปรแกรมการส่งเสริมการใช้ยาต่อความร่วมมือในการใช้ยาและพฤติกรรมการใช้ยาที่ถูกต้องในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 คลินิกโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โรงพยาบาลแม่สรวย จังหวัดเชียงราย</p> <p>การศึกษาดำเนินการระหว่างเดือน มีนาคมถึงกรกฎาคม พ.ศ. 2568 กลุ่มตัวอย่างจำนวน 40 ราย คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความร่วมมือในการใช้ยา(Morisky Medication Adherence Scale, MMAS-8) และแบบประเมินพฤติกรรมการใช้ยาที่ถูกต้อง กิจกรรมในโปรแกรมมุ่งเน้นการให้คำปรึกษารายบุคคลร่วมกับการใช้สื่ออินโฟกราฟิก และการ์ดความรู้ เพื่อเสริมสร้างความตระหนักรู้และการจัดการยาอย่างเหมาะสม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน โดยใช้ Paired samples t-test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังได้รับโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยความร่วมมือในการใช้ยาเพิ่มขึ้นจาก 4.04 ± 1.33 เป็น 7.41 ± 0.91 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) โดยมีผลต่างค่าเฉลี่ย (Mean Difference) เท่ากับ 3.37 (95% CI: 3.07 – 3.67) และมีขนาดอิทธิพล (Cohen’s d) เท่ากับ 2.93 สำหรับคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการใช้ยาที่ถูกต้องเพิ่มขึ้นจากระดับมาก (3.54 ± 0.41) เป็นระดับมากที่สุด (4.71 ± 0.28) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) โดยมีผลต่างค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.17 (95% CI: 1.04 – 1.29) และมีขนาดอิทธิพล (Cohen’s d) เท่ากับ 3.32 ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าโปรแกรมการส่งเสริมการใช้ยามีผลในการเพิ่มความร่วมมือในการใช้ยา และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ยาของผู้ป่วยจึงควรนำโปรแกรมนี้ไปประยุกต์ใช้ในคลินิกโรคเรื้อรัง เพื่อยกระดับคุณภาพการบริบาลเภสัชกรรม และสนับสนุนการใช้ยา อย่างสมเหตุผลในระบบบริการสุขภาพต่อไป</p> 2026-07-10T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jcrpho/article/view/3468 ความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าของผู้ดูแลผู้ป่วย แบบประคับประคองในเขตอำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย 2026-03-31T15:37:55+07:00 พัชรินทร์ แท้ตระกูล ptaetrakul@gmail.com <p>การดูแลผู้ป่วยประคับประคองเป็นภาระที่ส่งผลกระทบต่อผู้ดูแลโดยตรง ทำให้เกิดความวิตกกังวลจนส่งผลให้เกิดภาวะซึมเศร้าอันอาจส่งผลต่อการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง<strong> </strong>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าของผู้ดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองในเขตอำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาคือผู้ดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองจำนวน 46 คน ซึ่งเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไป รายได้ การนอนหลับ ภาระงาน และพฤติกรรมของผู้ป่วย รวมทั้งการวัดภาวะซึมเศร้าด้วยแบบสอบถาม 2Q, 9Q สำหรับการวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงในการเกิดภาวะซึมเศร้าในผู้ดูแล โดยใช้การวิเคราะห์ทั้งแบบ Univariate logistic regression และ Multiple logistic regression เพื่อประเมินปัจจัยที่มีผลต่อความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะซึมเศร้าในผู้ดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง</p> <p>การศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างเป็นเพศชาย 18 คน (ร้อยละ 39.13) และเพศหญิง 28 คน (ร้อยละ 60.87) อายุเฉลี่ย59 ปี ผู้ดูแลเพศหญิงมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ดูแลเพศชาย โดยผู้หญิงที่มีภาวะซึมเศร้าคิดเป็น 71.43% เมื่อเทียบกับผู้ชายที่มีภาวะซึมเศร้า 28.57% แต่ความแตกต่างนี้ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.332) กลุ่มที่มีโรคประจำตัวมีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าสูงกว่า โดยผู้ที่มีโรคประจำตัวมีโอกาสเกิดภาวะซึมเศร้า 9.99 เท่า (p = 0.007) ในขณะที่กลุ่มที่มีรายได้เพียงพอแต่ไม่มีเหลือเก็บมีความเสี่ยงสูงขึ้นถึง 34.71 เท่า (p = 0.022) และกลุ่มที่นอนหลับน้อยกว่า 5 ชั่วโมงต่อวันมีโอกาสเกิดภาวะซึมเศร้าเพิ่มขึ้น 5.25 เท่า (p = 0.031) อีกทั้งผู้ดูแลที่รู้สึกเป็นภาระมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะซึมเศร้าสูงขึ้น 15 เท่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ( p = 0.003) เมื่อวิเคราะห์ Multiple logistic regression พบว่าผู้ที่มีรายได้เพียงพอแต่ไม่มีเงินเหลือเก็บมีโอกาสเกิดภาวะซึมเศร้ามากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (Adjusted OR: 25.44, 95% CI: 1.07-600.40, p = 0.045) ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p>การศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพจิตของผู้ดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง โดยเฉพาะปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนทางการเงิน การพักผ่อนที่เพียงพอ และสุขภาพร่างกายของผู้ดูแล ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากต่อการเกิดภาวะซึมเศร้าในผู้ดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปใช้ในการวางแผนการดูแลและพัฒนามาตรการช่วยเหลือผู้ดูแลผู้ป่วย เพื่อลดความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิตและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลในระยะยาวต่อไป</p> 2026-07-07T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jcrpho/article/view/4744 ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำซ้ำในผู้ป่วยเบาหวาน โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ จังหวัดเชียงราย 2026-07-08T09:19:34+07:00 สิปปากร ปินชัย tamsippakorn@gmail.com <p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>:</strong></p> <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอุบัติการณ์ และปัจจัยเสี่ยงที่สัมพันธ์กับการเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำซ้ำภายในระยะเวลา 6 เดือน ในผู้ป่วยเบาหวานโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ โดยเป็นการวิจัยเชิงย้อนหลัง (Retrospective cohort study) ทบทวนเวชระเบียนของผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มารับบริการด้วยภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ณ แผนกฉุกเฉินและหอผู้ป่วยใน ระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2566 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567 วิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงด้วยสถิติ Logistic Regression เพื่อหาค่า Adjusted Odds Ratio (AOR) เพื่อหาปัจจัยเสี่ยงที่สัมพันธ์กับการเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำซ้ำ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าจากผู้ป่วย 241 ราย มีอุบัติการณ์การเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำซ้ำภายใน 6 เดือน ร้อยละ 25.31 (61 ราย) พบว่ากลุ่มที่เกิดภาวะน้ำตาลต่ำซ้ำ มีประวัติการเกิดน้ำตาลต่ำชนิดรุนแรงที่มากกว่า (86.88% เทียบกับ 68.33%; p = 0.004), มีการใช้ยาฉีดอินซูลินมากกว่า (80.32% เทียบกับ 61.11%; p = 0.005), ใช้อินซูลินขนาดสูงกว่า 1.0 unit/kg มากกว่า(32.78% เทียบกับ 16.66%; p = 0.007), มีระดับน้ำตาลสะสม (HbA1C) มัธยฐานสูงกว่า (7.80% เทียบกับ 7.20%; p = 0.045) และมีประวัติไม่ได้ทานอาหารมื้อก่อนหน้ามากกว่า (27.86% เทียบกับ 15.00%; p = 0.025) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จากการวิเคราะห์พหุตัวแปรพบว่า ประวัติการเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำชนิดรุนแรงเป็นปัจจัยเสี่ยงอิสระที่สำคัญที่สุดต่อการเกิดซ้ำ (AOR = 2.92; 95% CI: 1.26–6.78; p = 0.013) และดัชนีมวลกาย (BMI) ที่สูงขึ้นมีความสัมพันธ์เชิงลดโอกาส เกิดเหตุการณ์ซ้ำ (AOR = 0.93; 95% CI: 0.87–0.99; p = 0.019) และการใช้ยากลุ่ม Sulfonylureas มีความเสี่ยงสัมพันธ์กับการลดโอกาสเกิดภาวะน้ำตาลต่ำซ้ำ (AOR = 0.44; 95% CI: 0.22–0.91; p = 0.026) ซึ่งสะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนและลดขนาดยาโดยแพทย์ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง</p> <p>พบว่าประวัติการเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำชนิดรุนแรงและดัชนีมวลกายที่ต่ำเป็นตัวบ่งชี้ทางคลินิกที่สำคัญของการเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำซ้ำ ผลการศึกษานี้สามารถช่วยให้มีการระบุผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสูงตั้งแต่ก่อนจำหน่ายออกจากโรงพยาบาล พร้อมทั้งพิจารณาการติดตามอาการอย่างใกล้ชิด และการปรับแผนการรักษาอย่างเหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำซ้ำต่อไป</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> โรคเบาหวานชนิดที่ 2, ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำซ้ำ, ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jcrpho/article/view/4532 ผลของโปรแกรม EF Guideline ต่อสมรรถนะของครูปฐมวัยในการส่งเสริมทักษะสมอง EF และ DSPM ของเด็กปฐมวัยในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อำเภอเวียงชัย จังหวัดเชียงราย 2026-07-31T09:10:11+07:00 พัชรินทร์ รัฐอนันต์พินิจ patcharin.7650@gmail.com จิราพร เป็งราชรอง jiraporn.p@mail.bcnlp.ac.th ปนัดดา ธนเศรษฐกร 101panadda@gmail.com <p> การศึกษานี้เป็นการวิจัยประยุกต์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรม EF Guideline สำหรับครูปฐมวัยต่อสมรรถนะของครูปฐมวัยในการส่งเสริมทักษะสมอง EF ของเด็กปฐมวัย รวมถึงผลของการใช้แผนการจัดประสบการณ์ตามแนวทาง EF Guideline ต่อทักษะสมอง EF และพัฒนาการตาม DSPM ของเด็กปฐมวัย</p> <p> กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูปฐมวัยจำนวน 38 คน และเด็กปฐมวัย (อายุ 3-6 ปี) จำนวน 269 คน ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในอำเภอเวียงชัย จังหวัดเชียงราย ปีการศึกษา 2568 การวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือระยะการฝึกอบรมครูปฐมวัยกลุ่มทดลองในการใช้เครื่องมือ EF Guideline ระยะที่ 2 คือ การโค้ชครูปฐมวัยกลุ่มทดลองในการวางแผนการจัดประสบการณ์ตามแนวทาง EF Guideline และ ระยะที่ 3 คือการติดตามประเมินผลทักษะสมอง EF และพัฒนาการตาม DSPM การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้สถิติเชิงพรรณนาในการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานของกลุ่มตัวอย่างใช้สถิติ paired sample t-test เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างสมรรถนะของครูปฐมวัยกลุ่มทดลอง และทักษะสมอง EF และพัฒนาการตาม DSPM ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการเข้าโปรแกรม EF Guideline ใช้สถิติ independent sample t-test เพื่อเปรียบเทียบสมรรถนะของครูปฐมวัย และทักษะสมอง EF และพัฒนาการตาม DSPM ของเด็กปฐมวัยระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม </p> <p>ผลการวิจัยพบว่าหลังจากครูปฐมวัยกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรม EF Guideline มีสมรรถนะในการส่งเสริมทักษะสมอง EF ให้แก่เด็กปฐมวัยเพิ่มขึ้นกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ และสูงกว่ากลุ่มครูควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) และหลังจากครูปฐมวัยใช้แผนการจัดประสบการณ์ตามแนวทาง EF Guideline เด็กปฐมวัยมีทักษะสมอง EF และพัฒนาการตาม DSPM เพิ่มขึ้นกว่าก่อนใช้แผนฯ และสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) ผลการวิจัยเสนอแนวทางการพัฒนาสมรรถนะครูในการส่งเสริมทักษะสมอง EF เด็กปฐมวัย และการนำ EF Guideline ไปปรับใช้ในนโยบายการศึกษาปฐมวัยระดับพื้นที่ </p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jcrpho/article/view/4567 ผลลัพธ์ทางคลินิกของการสวนหลอดเลือดสมองเพื่อดูดลากลิ่มเลือดในผู้ป่วยโรคหลอดเลือด สมองขาดเลือดเฉียบพลัน: โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ 2026-07-14T09:57:59+07:00 บัณฑิต ศิริเลิศ ball.inr83@gmail.com นิลยา เมืองแก้ว Nilaya.pdr@gmail.com <p>การศึกษานี้เป็นการศึกษาแบบ retrospective cohort มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลลัพธ์ทางคลินิก<br />และหาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับผลลัพธ์ของการรักษาด้วยวิธีการสวนหลอดเลือดสมองเพื่อดูดลากลิ่มเลือด (mechanical thrombectomy) ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลันจากการอุดตันของหลอดเลือดขนาดใหญ่ ณ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ซึ่งสะท้อนสถานการณ์จริงในระบบบริการสุขภาพระดับภูมิภาค</p> <p>การศึกษารวบรวมข้อมูลผู้ป่วยระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ. 2565 ถึงตุลาคม พ.ศ. 2567 โดยประเมินผลลัพธ์<br />ที่ 90 วันด้วย modified Rankin Scale (mRS) และวิเคราะห์ปัจจัยด้วยสถิติ logistic regression ทั้งแบบตัวแปรเดี่ยวและหลายตัวแปร</p> <p>ผู้ป่วยทั้งหมด 135 ราย พบว่ามีผลลัพธ์ของการรักษาที่ดี (mRS 0–2) จำนวน 85 ราย (ร้อยละ 63.0) อัตราการเปิดหลอดเลือดสำเร็จร้อยละ 90.4 และภาวะเลือดออกในเนื้อสมองที่มีอาการร้อยละ 7.4 ผลการวิเคราะห์หลายตัวแปรพบว่า ปัจจัยทำนายอิสระที่สัมพันธ์กับผลลัพธ์ที่ดี ได้แก่ ค่า ASPECTS ≥7 (adjusted odds ratio [aOR] 10.28; 95% confidence interval [CI] 3.17–33.34; p &lt; 0.001) และการเปิดหลอดเลือดสำเร็จ (aOR 8.91; 95% CI 1.93–41.08; p = 0.005) ส่วนปัจจัยทำนายอิสระที่สัมพันธ์กับผลลัพธ์ที่ไม่ดี ได้แก่ ระดับน้ำตาลในเลือดเริ่มต้น ≥155 mg/dL (aOR 0.31; 95% CI 0.12–0.83; p = 0.019) และภาวะเลือดออกในเนื้อสมองที่มีอาการ (aOR 0.08; 95% CI 0.01–0.60; p = 0.015) การรักษาด้วยวิธีการสวนหลอดเลือดสมองเพื่อดูดลากลิ่มเลือดมีประสิทธิผลดี<br />ในการปฏิบัติจริงในระบบบริการสุขภาพระดับภูมิภาค โดยลักษณะภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองเริ่มต้น (ASPECTS) ความสำเร็จของหัตถการ การควบคุมระดับน้ำตาล และการป้องกันภาวะเลือดออกในสมอง เป็นปัจจัยสำคัญ<br />ต่อผลลัพธ์ของผู้ป่วย ข้อมูลนี้สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> การสวนหลอดเลือดสมอง, โรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลัน, การอุดตันของหลอดเลือดขนาดใหญ่, ASPECTS, ภาวะเลือดออกในเนื้อสมองที่มีอาการ, ผลลัพธ์ทางคลินิก</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jcrpho/article/view/4440 การพัฒนาระบบการคัดแยกผู้ป่วย แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลพาน จังหวัดเชียงราย 2026-07-31T09:16:30+07:00 สมศิริ ปินตาอุด somsiripinta211@gmail.com <p> ข้อมูลการคัดแยกผู้ป่วยที่มารับบริการที่แผนกผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลพาน จังหวัดเชียงราย ระหว่างเดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2567 ถึง เดือนกันยายน พ.ศ. 2567 พบว่า มีการคัดแยกต่ำกว่าเกณฑ์และสูงกว่าเกณฑ์ จำนวน 1,786 และ 233 ครั้ง ตามลำดับ ผู้วิจัยจึงได้จัดทำวิจัยครั้งนี้ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่vพัฒนาระบบการคัดแยกผู้ป่วยแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลพาน จังหวัดเชียงราย</p> <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา โดยมีขั้นตอนการดำเนินการ 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสถานการณ์การคัดแยกผู้ป่วยจากแฟ้มเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ (ข้อมูลเดือนกรกฎาคม ถึงกันยายน พ.ศ. 2567) และศึกษาความรู้และทักษะด้านการคัดแยกผู้ป่วยของผู้ปฏิบัติงานในแผนกผู้ป่วยนอก จำนวน 16 คน ขั้นตอนที่ 2 การพัฒนาระบบการคัดแยกผู้ป่วย จากนั้นนำระบบที่ได้ไปนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการ PCT (Patient Care Team) และผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน ตรวจสอบความเหมาะสม ความเป็นไปได้ของการนำระบบไปประยุกต์ใช้ และดำเนินการปรับปรุงแก้ไขก่อนนำไปทดลองใช้ ขั้นตอนที่ 3 การทดลองใช้ระบบการคัดแยกผู้ป่วยกับพยาบาลวิชาชีพจำนวน 16 คน ระหว่างเดือนเมษายนถึงมิถุนายน พ.ศ. 2568 และขั้นตอนที่ 4 การประเมินผลการพัฒนาระบบการคัดแยกผู้ป่วย เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ ระบบการคัดแยกผู้ป่วยแผนกผู้ป่วยนอกและแบบสอบถามประเมินความรู้และทักษะด้านการคัดแยกผู้ป่วย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และเปรียบเทียบผลก่อนและหลังการทดลองด้วยสถิติ Paired Sample T-Test และ Wilcoxon Signed-Rank Test </p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ระบบการคัดแยกผู้ป่วยประกอบด้วย กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ การปฏิบัติงานจริงร่วมกับการนิเทศติดตาม ให้คำปรึกษา และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้สัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง เป็นเวลา 12 สัปดาห์ ภายหลังการใช้ระบบ พบว่า ความถูกต้องในการคัดแยกผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ขณะที่การคัดแยกต่ำกว่าเกณฑ์และการคัดแยกสูงกว่าเกณฑ์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p-value = 0.009, 0.009 และ 0.04 ตามลำดับ) นอกจากนี้ พยาบาลวิชาชีพมีคะแนนเฉลี่ยความรู้และทักษะด้านการคัดแยกผู้ป่วยหลังทดลองสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p-value &lt; 0.001 ทั้งสองส่วน)</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย