วารสารสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jcrpho <p>วารสารสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย (Journal of Chiang Rai Provincial Health Office) จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ บทความวิจัย (Research Article) บทความวิชาการ (Academic Article) บทความปริทัศน์ (Literature Review Article) ตลอดจนองค์ความรู้ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรครักษาพยาบาล ฟื้นฟูสภาพ การแพทย์ฉุกเฉินและคุ้มครองผู้บริโภค ระบบสุขภาพและการประเมินผลโครงการด้านสุขภาพ การพัฒนาศักยภาพบุคลากรและเครือข่ายด้านสุขภาพ บทความวิชาการทางด้านการแพทย์</p> th-TH <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย</p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย และบุคลากรท่านอื่น ในสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใด ๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p> hrdssjcr@gmail.com (นายแพทย์เอกชัย คำลือ) jiraporn.sang1995@gmail.com (จิราภรณ์ แสงสุวรรณ์) Tue, 31 Mar 2026 11:56:24 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อผลลัพธ์ด้านสุขภาพของกลุ่มเสี่ยงต่อภาวะเมตาบอลิกซินโดรม งานผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jcrpho/article/view/3106 <p style="font-weight: 400;"> การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อผลลัพธ์ด้านสุขภาพของกลุ่มเสี่ยงต่อภาวะเมตาบอลิกซินโดรม โดยใช้รูปแบบการวิจัยกึ่งทดลอง มีกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 35 ราย วัดผลก่อนและหลังการทดลอง เก็บข้อมูลระหว่างเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2567 ถึงมีนาคม พ.ศ. 2568 ณ แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพ และแบบบันทึกผลการตรวจภาวะเมตาบอลิกซินโดรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Independent t-test และ Multiple logistic regression</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพหลังการทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (64.47±7.17 เทียบกับ 56.37±10.06, p&lt;0.05) กลุ่มทดลองส่วนใหญ่มีความรอบรู้ในระดับดีมาก (<u>&gt;</u>64 คะแนน, 56.2%) และมีโอกาสมากกว่ากลุ่มควบคุม 3.72 เท่า (95%CI 1.13, 12.23) ในการมีระดับความรอบรู้ที่ดีมาก อย่างไรก็ตามไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในค่าความดันโลหิต น้ำตาลในเลือด และไตรกลีเซอไรด์หลังการทดลองระหว่างกลุ่ม (P&gt;0.05)</p> <p> สรุปได้ว่า โปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพมีประสิทธิผลในการเพิ่มระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ควรมีการติดตามผลระยะยาวเพิ่มเติมเพื่อประเมินผลทางคลินิกที่ครอบคลุม</p> สุจิตรา ณ น่าน, วิไลลักษณ์ รู้ทำนอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jcrpho/article/view/3106 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาเปรียบเทียบบริการเภสัชกรรมทางไกลผ่านไลน์บนระบบเว็บแอปพลิเคชัน การจัดส่งยาถึงบ้านกับรับยาที่โรงพยาบาล https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jcrpho/article/view/3758 <p> การวิจัยนี้เพื่อศึกษาผลการเปรียบเทียบระบบการจัดส่งยาถึงบ้านร่วมกับการให้บริการเภสัชกรรมทางไกลกับการรับยาที่โรงพยาบาลจากเภสัชกรโดยตรง การวิจัยเป็นแบบกึ่งทดลองในผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่มารับการบริการในโรงพยาบาลแม่สายครอบคลุม 3 ตำบล คือ เวียงพางคำ แม่สายและโป่งผา โดยใช้แบบแผนการทดลองแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มที่ได้รับยาที่โรงพยาบาล 2) กลุ่มรับยาที่บ้านและได้รับบริการเภสัชกรรมทางไกล ซึ่งเก็บรวบรวมข้อมูลไปข้างหน้าระหว่างวันที่ 11 พฤศจิกายน 2567 – 31 สิงหาคม 2568 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาสำหรับข้อมูลพื้นฐานของผู้ป่วย ส่วนสถิติเชิงอนุมานใช้ Mann-whitney U test และ Chi square test กำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติ 0.05</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า มีผู้ป่วยเข้าร่วมการวิจัยกลุ่มละ 72 ราย รวมทั้งหมด 144 ราย ข้อมูลพื้นฐานทั่วไป ความร่วมมือในการใช้ยาและระดับความสำคัญในภาพรวมทั้ง 2 กลุ่ม พบว่า ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &gt; 0.05, p = 0.442 และ p = 0.139 ตามลำดับ) กลุ่มรับยาที่บ้านและได้รับบริการเภสัชกรรมทางไกลพบความคลาดเคลื่อนในการจ่ายยาน้อยกว่าแต่มีค่าคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจ ความเข้าใจในการใช้ยา และวิธีปฏิบัติตัวสูงกว่ากลุ่มรับยาที่โรงพยาบาลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.041, p &lt; 0.001 และ p = 0.009 ตามลำดับ) </p> <p> การศึกษานี้ แสดงให้เห็นว่า การพัฒนาระบบการจัดส่งยาถึงบ้านร่วมกับการให้บริการเภสัชกรรมทางไกลทำให้เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและความปลอดภัยต่อผู้ป่วยสูงกว่าการรับยาที่โรงพยาบาล ได้แก่ การลดความคลาดเคลื่อนจากการจ่ายยา ลดความแออัดในโรงพยาบาลลงได้แม้เพียงเล็กน้อย ทั้งนี้สามารถเป็นแนวทางในการขยายและปรับปรุงระบบการให้บริการเภสัชกรรมในอนาคต</p> ธวัชชัย อยู่คง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jcrpho/article/view/3758 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการป้องกันการขาดนัดของผู้เสพยาเสพติดกลุ่มเมทแอมเฟตามีน โรงพยาบาลเวียงเชียงรุ้ง จังหวัดเชียงราย https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jcrpho/article/view/3777 <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการป้องกันการขาดนัดของผู้เสพยาเสพติดกลุ่มเมทแอมเฟตามีน โรงพยาบาลเวียงเชียงรุ้ง จังหวัดเชียงราย โดยเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยของความรู้ ทัศนคติ และการมีส่วนร่วมในการป้องกันการขาดนัดบำบัดฯ ก่อนและหลัง การพัฒนารูปแบบ</p> <p> กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันการขาดนัดของผู้เสพยาเสพติดกลุ่มเมทแอมเฟตามีน รวม 25 คน ได้แก่ ผู้ให้บริการบำบัดยาเสพติด 3 คน ผู้ดูแลในครอบครัว 10 คน เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) 6 คน อาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) 3 คน และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง 3 คน คัดเลือกด้วยวิธีการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง การดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 2 วงรอบ รวมระยะเวลา 20 สัปดาห์ ประกอบด้วยขั้นตอนการวางแผน, การปฏิบัติการ, การสังเกตการณ์ และการสะท้อนผล เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แนวทางการพัฒนารูปแบบ แบบสอบถาม แบบประเมินความพึงพอใจ และแบบบันทึกข้อมูลจากการสนทนากลุ่ม ที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที สำหรับเปรียบเทียบค่าคะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังการดำเนินการ ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์โดยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า หลังการพัฒนารูปแบบ ภาคีเครือข่ายมีการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง ผ่านระบบการติดตามผู้ป่วยเชิงรุกโดยชุมชน อัตราการขาดนัดบำบัดลดลงอย่างชัดเจน ผู้ป่วยกลับมารับการบำบัดครบตามนัดมากขึ้น และมีการรายงานผลผ่านระบบไลน์กลุ่มภาคีเครือข่ายทุกราย พบว่าความรู้ ทัศนคติ และการมีส่วนร่วมของกลุ่มตัวอย่างเพิ่มขึ้นหลังการพัฒนารูปแบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt; 0.05) และมีความพึงพอใจต่อรูปแบบร้อยละ 80.80 ปัจจัยสำเร็จสำคัญคือการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในทุกระดับ ทั้งจากโรงพยาบาล ฝ่ายปกครอง ผู้นำชุมชน อสม. และครอบครัวผู้ป่วย ผลการวิจัยสามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาระบบติดตามผู้เข้ารับการบำบัดในระดับโรงพยาบาลชุมชนและระดับอำเภอ โดยบูรณาการความร่วมมือของหน่วยบริการและภาคีเครือข่าย รูปแบบที่พัฒนาขึ้นควรนำไปประยุกต์ใช้ตามบริบทพื้นที่ และควรมีการศึกษาติดตามผลระยะยาวเพื่อยืนยันประสิทธิผลของรูปแบบดังกล่าว</p> วงศ์ผกา พรหมสูตร, กุหลาบ พันธ์ประยูร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jcrpho/article/view/3777 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 กระบวนการและผลลัพธ์ของการบำบัดฟื้นฟูผู้ใช้สารเสพติดโดยชุมชนเป็นศูนย์กลาง (CBTx) กรณีศึกษาอำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jcrpho/article/view/4043 <p> การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนารูปแบบการบำบัดฟื้นฟูผู้ใช้สารเสพติด บทบาทของครอบครัวตลอดจนภาคีเครือข่าย (2) ศึกษาประสิทธิผลของการบำบัดฟื้นฟูผู้ใช้สารเสพติดโดยชุมชนเป็นศูนย์กลาง (CBTx) และ (3) วิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับระดับคุณภาพของผลลัพธ์การบำบัดภายหลังครบโปรแกรม</p> <p> กลุ่มตัวอย่างคือสมาชิกครอบครัวและผู้ใช้สารเสพติดที่เข้าร่วมกระบวนการบำบัด ระหว่างเดือนมิถุนายน - สิงหาคม 2567 ที่ได้รับการติดตามในระยะเวลาการฟื้นฟูสมรรถภาพ 12 เดือนหลังบำบัดครบโปรแกรม และผู้เกี่ยวข้อง เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแบบคัดกรองและส่งต่อผู้ป่วยที่ใช้ยาและสารเสพติดเพื่อการบำบัดรักษา กระทรวงสาธารณสุข แบบสอบถามความพึงพอใจ และแบบสอบถามปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับระดับคุณภาพของผลลัพธ์การบำบัดภายหลังครบโปรแกรม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Pearson Chi-Square และ Fisher’s Exact Test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า วิธีการบำบัดเดิม (Matrix program) ยังพบปัญหาอาการทางจิตเวช การสูญเสียรายได้ และค่าใช้จ่ายในการรักษา ส่งผลกระทบต่อครอบครัว ระบบสุขภาพและสังคม กระบวนการบำบัดรักษาผู้ใช้สารเสพติดโดยชุมชนเป็นศูนย์กลางที่พัฒนาขึ้นมี 3 ขั้นตอนหลัก จำนวน 8 ครั้ง ระยะเวลา 12 สัปดาห์ โดยการสนับสนุนของชุมชน หน่วยบริการสุขภาพ และองค์กรภาครัฐในพื้นที่ กลุ่มตัวอย่างมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์คัดเข้า 59 ราย ผู้ใช้สารเสพติด ทุกรายมีผลการรักษาครบตามเกณฑ์ (ร้อยละ 100) สามารถหยุดหรือเลิกได้ร้อยละ 83 และกลับไปเสพซ้ำร้อยละ 17 ผู้ใช้สารเสพติดและสมาชิกครอบครัวมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุดทุกข้อ ไม่พบปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับระดับคุณภาพของผลลัพธ์การบำบัดภายหลังครบโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> มงคล ลัคนาเลิศ, ธิดารัตน์ ประพันธ์, ลุลิดา ไชยสีติ๊บ, ณัฐดนัย จิตอารีย์, จีรศักดิ์ คำเรือง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jcrpho/article/view/4043 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 ความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ของภาวะพัฒนาการทางด้านภาษาล่าช้าของเด็กอายุ 18-30 เดือน ในอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jcrpho/article/view/3615 <p> การศึกษาวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง (Analytical cross-sectional study) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ของภาวะพัฒนาการทางด้านภาษาล่าช้าของเด็กอายุ 18-30 เดือน ในอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย</p> <p> มีผู้เข้าร่วมการศึกษาวิจัยทั้งสิ้น 243 ราย ที่ไม่มีโรคประจำตัวเกี่ยวข้องกับภาวะพัฒนาการทางด้านภาษาล่าช้า ซึ่งเข้ามารับการตรวจรักษาโรคทั่วไปที่โรงพยาบาลพานหรือตรวจติดตามพัฒนาการที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหรือเข้ารับการศึกษาที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในอำเภอพาน จากนั้นคัดกรองด้วยเครื่องมือ Ramathibodi Language Development Questionnaire (RLDQ) มีผู้เข้าร่วมการศึกษาวิจัยที่ผลการคัดกรองเข้าข่ายภาวะพัฒนาการทางด้านภาษาล่าช้าจำนวน 22 ราย (ร้อยละ 9.10) แล้วจึงหาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยโดยใช้สถิติการวิเคราะห์ถดถอยพหุโลจิสติก พบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะพัฒนาการทางด้านภาษาล่าช้า ได้แก่ การมีพื้นอารมณ์ปรับตัวช้าหรือเลี้ยงยากและการมีระยะเวลาที่ใช้จอเพิ่มขึ้นทุก 1 ชั่วโมงต่อวัน</p> <p> ควรนำผลการศึกษาวิจัยที่ได้ไปประยุกต์ใช้จริงในบริบท โดยการเฝ้าระวังปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ดังกล่าวข้างต้น รณรงค์ลดการใช้จอในเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 2 ปี รวมทั้งสนับสนุนกิจกรรมกระตุ้นภาษาในครอบครัวและชุมชน อีกทั้งควรมีการพัฒนาหลักสูตรอบรมผู้ปกครองและครูของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในเรื่องของการสังเกตและเฝ้าติดตามพัฒนาการทางด้านภาษา</p> กฤษดา พละทรัพย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jcrpho/article/view/3615 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700