https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jmukhos/issue/feed
วารสารการแพทย์โรงพยาบาลมุกดาหาร
2026-09-30T15:54:28+07:00
แพทย์หญิงพัชราวดี ศรีดาพันธ์
sridapan.p@gmail.com
Open Journal Systems
<p><span style="font-weight: 400;"><strong>วาระการเผยแพร่ 2 ฉบับต่อปี</strong> </span></p> <p><span style="font-weight: 400;">ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน</span></p> <p><span style="font-weight: 400;">ฉบับที่ 2 กรกฎาคม-ธันวาคม</span></p> <p> </p> <p><span style="font-weight: 400;"><strong>ขอบเขตการตีพิมพ์ :</strong> วารสารการแพทย์โรงพยาบาลมุกดาหาร มีนโยบายรับบทความในด้านการแพทย์, การพยาบาล, สาธารณสุข ฯลฯ</span></p>
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jmukhos/article/view/5230
ผลของการพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการเกิด Phlebitis ในทารกแรกเกิดป่วย โรงพยาบาลมุกดาหาร
2026-09-30T11:34:00+07:00
ณัฐชานันท์ ผิวเรืองนนท์
gg.htn00@gmail.com
เพชรสมร มีธรรม
gg.htn00@gmail.com
ศิริลักษณ์ มีระสิงห์
gg.htn00@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> 1) เพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการเกิด Phlebitis โรงพยาบาลมุกดาหาร 2) เพื่อศึกษาอุบัติการณ์การเกิด Phlebitis หลังการใช้แนวพัฒนาการปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการเกิด Phlebitis ในทารกแรกเกิดป่วย 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพในการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการเกิด Phlebitis ในทารกแรกเกิดป่วย<br><strong>วิธีการวิจัย :</strong> เป็นการวิจัยและพัฒนา คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง กลุ่มตัวอย่างจำนวน 60 คน แบ่งกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 30 คน และพยาบาลวิชาชีพจำนวน 7 คน ระหว่างเดือนมีนาคม 2568 ถึง มกราคม 2569 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปทารก แบบประเมินความสามารถของพยาบาลวิชาชีพในการนำแนวปฏิบัติไปใช้แบบประเมินความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพในการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาล วิเคราะห์ ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบ Mann - Whitney U test<br><strong>ผลการวิจัย :</strong> พบว่าความสามารถของพยาบาลวิชาชีพในการใช้แนวปฏิบัติเพื่อป้องกันการเกิด Phlebitis ส่วนใหญ่อยู่ในระดับง่ายมาก ความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพ พบว่าอยู่ระดับมากทั้งโดยรวมและรายด้านผลลัพธ์ด้านทารก พบว่าระดับความรุนแรง Phlebitis หลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลอง (n=30) และกลุ่มควบคุม (n=30) ระดับความรุนแรงของ Phlebitis ในกลุ่มทดลองมีระดับความรุนแรงของ Phlebitis ต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (U = 210.00, Z = –4.32, p < .001)<br><strong>สรุป :</strong> สามารถอธิบายได้ว่าหลังการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการเกิด Phlebitis ในทารกแรกเกิดป่วยที่พัฒนาขึ้น กลุ่มทดลองมีระดับความรุนแรงของการเกิด Phlebitis ต่ำกว่ากลุ่มควบคุม</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jmukhos/article/view/5231
ผลการพัฒนาโปรแกรมการส่งเสริมการให้นมมารดาในทารกแรกเกิดระยะวิกฤต โรงพยาบาลมุกดาหาร
2026-09-30T14:01:26+07:00
สาภินันท์ ตรีเพ็ชร์
gg.htn00@gmail.com
เอื้องอ้อย วรรณมาศ
gg.htn00@gmail.com
เพชรสมร มีธรรม
gg.htn00@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> 1) พัฒนาโปรแกรมการส่งเสริมการให้นมมารดาในทารกแรกเกิดระยะวิกฤต 2) ศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมการให้นมมารดาในทารกแรกเกิดระยะวิกฤต และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของมารดาต่อโปรแกรมการส่งเสริมการให้นมมารดาในทารกแรกเกิดระยะวิกฤต<br><strong>วิธีวิจัย :</strong> เป็นการวิจัยและพัฒนา ศึกษาในช่วงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2568 ถึงเดือนมกราคม พ.ศ. 2569 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยมารดาของทารกแรกเกิดระยะวิกฤตจำนวน 80 ราย คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง และแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 40 ราย และกลุ่มควบคุม 40 ราย พยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยทารกแรกเกิด จำนวน 7 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมการส่งเสริมการให้นมมารดาในทารกแรกเกิดระยะวิกฤต และ 2) เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลของมารดาและทารกและแบบประเมินพฤติกรรมของมารดาในการให้นมทารกแรกเกิดระยะวิกฤต การพัฒนาโปรแกรมแบ่งเป็น 3 ระยะ ตามวงจรการพัฒนาคุณภาพ ได้แก่ ระยะที่ 1 การวิเคราะห์ปัญหาจากบริบทของหน่วยงานและทบทวนวรรณกรรม ระยะที่ 2 การพัฒนาโปรแกรมการส่งเสริมการให้นมมารดาในทารกแรกเกิดระยะวิกฤต และระยะที่ 3 การประเมินผลของโปรแกรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ Paired samples t-test และ Independent samples t-test<br><strong>ผลการวิจัย :</strong> พบว่าโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นชื่อว่า Mukdahan NICU Mom’s Milk Boost Program ซึ่งพัฒนาตามวงจรคุณภาพ ภายหลังการอบรมพยาบาลมีคะแนนความรู้ ทัศนคติ และความพึงพอใจต่อการใช้โปรแกรมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.001) และพยาบาลสามารถปฏิบัติตามขั้นตอนของโปรแกรมได้อย่างถูกต้องครบถ้วน มารดามีทัศนคติต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมมารดาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.001) และร้อยละ 86.5 ของมารดามีความพึงพอใจต่อโปรแกรมในระดับสูงมาก อัตราการได้รับนมมารดาในช่วง 24 ชั่วโมงก่อนจำหน่ายเท่ากับร้อยละ 90.7 และคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการให้นมมารดาของมารดาในกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.001)<br><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ :</strong> จากการวิจัยพบว่า โปรแกรมการส่งเสริมการให้นมมารดาในทารกแรกเกิดระยะวิกฤตมีประสิทธิภาพในการเพิ่มอัตราการได้รับนมมารดาในทารกแรกเกิดระยะวิกฤต และควรส่งเสริมให้มีการใช้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสนับสนุนให้มารดาสามารถให้นมมารดาแก่ทารกต่อเนื่องที่บ้าน</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jmukhos/article/view/5232
ผลของการพัฒนาโปรแกรมการสร้างเสริมสุขภาพ การรับรู้ความสามารถของตนเอง ต่อพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้ โรงพยาบาลมุกดาหาร
2026-09-30T14:37:18+07:00
ขวัญฤดี สาธุภาค
gg.htn00@gmail.com
เพชรสมร มีธรรม
gg.htn00@gmail.com
<p>วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนาโปรแกรมการสร้างเสริมสุขภาพ การรับรู้ความสามารถของตนเองต่อพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้และประเมินผลของโปรแกรมฯ ดังกล่าววิธีการวิจัย: เป็นการวิจัยและพัฒนา การศึกษาระหว่าง พฤษภาคม 2568 ถึง กุมภาพันธ์2569 กลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุจำนวน 300 คน เลือกแบบเฉพาะเจาะจง และสุ่มแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 150 คน และกลุ่มควบคุม 150 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย โปรแกรม HEART-3 Program แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินการรับรู้ความสามารถของตนเอง แบบประเมินพฤติกรรมสุขภาพ แบบบันทึกข้อมูลทางสุขภาพ และแบบประเมินความพึงพอใจ การพัฒนาโปรแกรมดำเนินตามกระบวนการพัฒนาคุณภาพ 3 ระยะ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Paired t-test, Independent t-test และ Chi-square ขณะที่ข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content analysis)<br>ผลการวิจัย: ได้โปรแกรมชื่อ HEART-3 Program (Hypertension Elderly Activation & Resilience Training) ซึ่งประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ การเสริมสร้างความรู้โรคความดันโลหิตสูง พฤติกรรมการดูแลสุขภาพ และการปฏิบัติตามคำแนะนำทางด้านสุขภาพ ส่งผลให้กลุ่มทดลองมีพฤติกรรมสุขภาพดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value<.05) โดยค่าการรับรู้ความสามารถของตนเองเพิ่มขึ้นเป็น 155.78±12.46 คะแนน พฤติกรรมการดูแลสุขภาพเพิ่มขึ้นเป็น 101.49±9.13 คะแนน ความรู้เกี่ยวกับโรคเพิ่มขึ้นเป็น 16.03±1.28 คะแนน ค่าความดันโลหิตขณะบีบตัวและขณะคลายตัวลดลงเป็น 132.1±10.57 และ 85.3±6.82 มม.ปรอท ตามลำดับ และอัตราการควบคุมความดันโลหิตสูงขึ้นเป็นร้อยละ 86.0 ซึ่งมีผลแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ( p-value <.05)<br>สรุป: โปรแกรม HEART-3 Program มีผลต่อการสร้างเสริมสุขภาพ การรับรู้ความสามารถ และพฤติกรรมการควบคุมความดันโลหิตของผู้สูงอายุได้อย่างแท้จริง</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jmukhos/article/view/5233
ผลการพัฒนาระบบการดูแลทารกแรกเกิดป่วย โรงพยาบาลมุกดาหาร
2026-09-30T14:52:54+07:00
ศิริลักษณ์ มีระสิงห์
gg.htn00@gmail.com
เพชรสมร มีธรรม
gg.htn00@gmail.com
ณัฐชานันท์ ผิวเรืองนนท์
gg.htn00@gmail.com
<p>ความเป็นมา: ทารกแรกเกิดป่วยเป็นกลุ่มเปราะบางที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนในระยะแรกของการรักษา ความแปรปรวนของกระบวนการดูแลอาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่สามารถป้องกันได้และระยะเวลานอนโรงพยาบาลที่ยาวนาน การพัฒนาระบบบริการอย่างเป็นระบบจึงมีความสำคัญต่อการยกระดับคุณภาพการดูแลและผลลัพธ์ทางคลินิก<br>วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนาระบบการดูแลทารกแรกเกิดป่วยในโรงพยาบาลมุกดาหาร ประเมินผลลัพธ์ของระบบที่พัฒนา และศึกษาความพึงพอใจของพยาบาลต่อระบบดังกล่าว<br>วิธีการศึกษา: การวิจัยเชิงพัฒนาโดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) ร่วมกับกรอบการประเมิน CIPP และแนวคิด Structure–Process–Outcome ของ Donabedian ดำเนินการระหว่างเดือนมีนาคม 2568 ถึงมกราคม 2569 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยทารกแรกเกิดป่วย 72 ราย แบ่งเป็นก่อนพัฒนา 36 ราย และหลังพัฒนา 36 ราย และพยาบาลวิชาชีพ 17 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ ระบบดูแลที่พัฒนาขึ้น (Clinical Pathway และ Care Bundle) แบบบันทึกผลลัพธ์ทางคลินิก แบบประเมินความสอดคล้องต่อแนวปฏิบัติ และแบบสอบถามความพึงพอใจของพยาบาล (Cronbach’s alpha = 0.89) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา เปรียบเทียบก่อน–หลังโดยใช้ Independent t-test และ Chi-square test<br>ผลการศึกษา: ภายหลังการพัฒนาระบบ อัตราภาวะแทรกซ้อนลดลงจากร้อยละ 26.7 เป็นร้อยละ 10.0 (Risk Ratio = 0.375; 95% CI 0.110–1.279) ระยะเวลานอนโรงพยาบาลลดลงเฉลี่ย 2.6 วัน (95% CI −4.00 ถึง −1.20; Cohen’s d = 0.96) และความสอดคล้องต่อ Clinical Pathway เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 62 เป็นร้อยละ 91 (p < .001) พยาบาลมีความพึงพอใจต่อระบบในระดับมากที่สุด (Mean = 4.42 ± 0.38)<br>สรุป: การพัฒนาระบบการดูแลทารกแรกเกิดป่วยโดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมร่วมกับกรอบการประเมินเชิงระบบ สามารถเพิ่มคุณภาพกระบวนการดูแล ลดภาวะแทรกซ้อน และลดระยะเวลานอนโรงพยาบาลได้อย่างมีนัยสำคัญเชิงคลินิก ส่งผลให้ระบบมีศักยภาพในการดำเนินงานอย่างยั่งยืน และสามารถประยุกต์ใช้ในบริบทหน่วยบริการระดับเดียวกันได้</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jmukhos/article/view/5234
ผู้ป่วยโรคไขสันหลังอักเสบจากแอนติบอดีต่อไมอีลินโอลิโกเดนโดรไซต์ไกลโคโปรตีน : กรณีศึกษา
2026-09-30T15:08:09+07:00
ภัคจิรา ธรรมเธียรกุล
gg.htn00@gmail.com
อนุวรรตน์ บุญส่ง
gg.htn00@gmail.com
<p>รายงานผู้ป่วยชายอายุ 24 ปี ไม่มีโรคประจำตัว ให้ประวัติอ่อนแรงขาทั้งสองข้าง 12 วัน อาการมากขึ้นเริ่มจากสามารถเดินไปมาได้แบบช้า ๆ จนกระทั่งยกขาไม่ได้ ร่วมกับปัสสาวะไม่ออก 8 วัน จำเป็นต้องใส่สายสวนปัสสาวะ ตรวจร่างกายพบ motor power grade 0 at both lower extremities เป็นลักษณะ upper motor neuron lesion ร่วมกับ impaired pinprick sensation up to T4 dermatome level จึงตรวจ MRI whole spine พบ long segmental T2 hyperintense lesion involving spinal cord at C2 to L1 levels และพบ anti-myelin oligodendrocyte glycoprotein antibodies (anti-MOG Ab) ในเลือด วินิจฉัยเป็น โรคไขสันหลังอักเสบจากแอนติบอดีต่อไมอีลินโอลิโกเดนโดรไซต์ไกลโคโปรตีน (Anti-Myelin Oligodendrocyte Glycoprotein Transverse Myelitis) เริ่มรักษาด้วยยาสเตียรอยด์ทางหลอดเลือดดำ 5 วัน อาการไม่ตอบสนองต่อการรักษาจึงได้รับการเปลี่ยนถ่ายพลาสมา (Plasma exchange) ทั้งหมด 5 ครั้ง จากนั้นขาทั้งสองข้างเริ่มยกลอยได้ ผู้ป่วยได้รับยาสเตียรอยด์กินต่อเนื่องและค่อย ๆ ลดยาลงในเวลา 3 เดือน ติดตามหลังเริ่มการรักษา 1 เดือนกลับมาเดินได้และสามารถถอดสายสวนปัสสาวะได้ มีนัดติดตามที่ 6 เดือน ตรวจ anti-MOG antibodies อีกครั้งเพื่อประเมินโอกาสในการกลับเป็นซ้ำ</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jmukhos/article/view/5235
การพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัดนิ่วในถุงดีที่มีโรคร่วม : กรณีศึกษา 2 ราย
2026-09-30T15:25:42+07:00
จินตนา นิ่มพิศุทธิ์
gg.htn00@gmail.com
<p>วััตถุประสงค์: เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการพยาบาลผู้ป่วยนิ่วในถุงน้ำดีที่ได้รับการผ่าตัด และมีโรคร่วม<br>วิธีการศึกษา : เป็นการศึกษาเปรียบเทียบกรณีศึกษา 2 ราย โดยศึกษาประวัติผู้ป่วยจากเวชระเบียนผู้ป่วยใน เปรียบเทียบตามแบบแผนทางด้านสุขภาพ 11 แบบแผนของกอร์ดอน การวิเคราะห์ข้อมูล จากพยาธิสภาพอาการและอาการแสดง การรักษาโดยการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี ปัญหาและข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล ทั้งในระยะก่อนผ่าตัด หลังผ่าตัด และระยะดูแลต่อเนื่อง รวมถึงการวางแผนจำหน่าย โดยดำเนินการศึกษาในช่วงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ถึง 15 มกราคม 2569<br>ผลการศึกษา : กรณีศึกษาที่ 1 หญิงไทยอายุ 66 ปี มีประวัติเบาหวาน ความดันโลหิตสูงและไตเรื้อรังระยะที่ 3 รับการรักษาต่อเนื่องที่โรงพยาบาลมุกดาหาร และควบคุมอาการเจ็บป่วยได้ดี มาโรงพยาบาลด้วยอาการปวด จุกเสียดแน่นท้อง คลื่นไส้ไม่อาเจียน เป็นก่อนมาโรงพยาบาล 1 วัน แพทย์วินิจฉัย Acute Cholecystitis ได้รับการผ่าตัด Open Cholecystectomy รวมระยะเวลาผู้ป่วยนอนโรงพยาบาลเป็นเวลา 13 วัน กรณีศึกษาที่ 2 ผู้ป่วยชายไทย อายุ 83 ปี มีโรคประจำตัวคือความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจขาดเลือด รับการรักษาที่โรงพยาบาลมุกดาหาร และควบคุมอาการเจ็บป่วยได้ดี มาโรงพยาบาลด้วยอาการปวดท้อง เหนื่อย หายใจไม่อิ่ม เป็นก่อนโรงพยาบาลมา 1 ชั่วโมง แพทย์วินิจฉัย Acute Cholecystitis ได้รับการรักษาโดยการผ่าตัด Open Cholecystectomy รวมระยะเวลาผู้ป่วยนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นเวลา 16 วัน<br>สรุป : ผลลัพธ์การพยาบาลเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ทั้งด้านความปลอดภัย การฟื้นตัวทางร่างกาย การลดภาวะแทรกซ้อน และความพร้อมก่อนจำหน่าย สะท้อนถึงประสิทธิผลของการพยาบาลแบบองค์รวม และการใช้บทบาทพยาบาลขั้นสูงในการดูแลผู้ป่วยศัลยกรรมสูงอายุที่มีความซับซ้อน</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jmukhos/article/view/5236
การพยาบาลผู้ป่วยสงสัยวัณโรคปอดที่มีภาวะช็อกจากการติดเชื้อ ร่วมกับภาวะการหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน โรงพยาบาลมุกดาหาร : กรณีศึกษา 2 ราย
2026-09-30T15:54:28+07:00
สุรางค์วดี ตั้งดำรงวัฒน์
gg.htn00@gmail.com
<p>วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาการพยาบาลผู้ป่วยที่มีภาวะช็อกจากการติดเชื้อร่วมกับภาวะการหายใจล้มเหลวเฉียบพลันและสงสัยวัณโรคปอด<br>วิธีการศึกษา : กรณีศึกษาผู้ป่วย 2 ราย โดยเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ในผู้ป่วยที่เข้ารักษาในโรงพยาบาลมุกดาหาร ศึกษาจากเวชระเบียนผู้ป่วยใน วันที่ 14 กุมภาพันธ์2569 ถึง 28 กุมภาพันธ์2569 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย แบบบันทึกข้อมูล ใช้แบบประเมินภาวะสุขภาพผู้ป่วยตามกรอบแนวคิดของการประเมินภาวะสุขภาพ 11 แบบแผนของกอร์ดอน และ FANCAS วิเคราะห์ข้อมูล เปรียบเทียบ พยาธิสภาพอาการและอาการแสดง การรักษา ประเมินปัญหาทางการพยาบาล กำหนดข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล วางแผนการปฏิบัติการพยาบาล และประเมินผลลัพธ์ทางการพยาบาล<br>ผลการศึกษา : กรณีศึกษารายที่ 1 เพศชาย อายุ 65 ปี เป็นโรควัณโรคปอดเมื่อ 5 ปีก่อน รักษาครบ ครั้งนี้มีอาการไอมีเสมหะ ก่อนมาโรงพยาบาล 1 สัปดาห์ วินิจฉัยปอดอักเสบ การหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน septic shock และสงสัยวัณโรคปอด ได้รับการรักษาในห้องแยกโรคแรงดันลบของหอผู้ป่วยวิกฤติ ดูแลรักษาพยาบาลตามแนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยที่สงสัยวัณโรคปอด ผลตรวจภาพรังสีทรวงอกพบฝ้าที่ปอดด้านซ้ายและน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดด้านซ้าย รักษาโดยการใส่ท่อช่วยหายใจ ยาปฏิชีวนะ ยากระตุ้นความดันโลหิต และการรักษาประคับประคอง ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น จำหน่ายกลับบ้านได้ รวมระยะเวลารักษาในโรงพยาบาล 14 วัน กรณีศึกษารายที่ 2 เพศชาย อายุ 89 ปีเป็นโรควัณโรคกระดูกสันหลังเมื่อ 9 ปีก่อนรักษาครบ มีโรคประจำตัว<br>คือ ความดันโลหิตสูง ไตเรื้อรังระยะ 3 ครั้งนี้มีอาการไอมีเสมหะ เหนื่อยหอบ นอนราบไม่ได้ เป็นก่อนมาโรงพยาบาล 3 วัน ได้รับการใส่ท่อช่วยหายใจและรับส่งต่อจากโรงพยาบาลชุมชน วินิจฉัยปอดอักเสบ การหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน septic shock และสงสัยวัณโรคปอด ได้รับการรักษาในห้องแยกโรคแรงดันลบของหอผู้ป่วยวิกฤติ ดูแลรักษาพยาบาลตามแนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยที่สงสัยวัณโรคปอด ผลตรวจภาพรังสีทรวงอกพบฝ้าที่ปอดด้านขวา รักษาโดยการใส่ท่อช่วยหายใจ ยาปฏิชีวนะ ยากระตุ้นความดันโลหิต และการรักษาประคับประคอง ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น จำหน่ายกลับบ้านได้ รวมระยะเวลารักษาในโรงพยาบาล 9 วัน<br>สรุป : การดูแลรักษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพในผู้ป่วยปอดอักเสบ การหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน มีภาวะ septic shock ที่สงสัยวัณโรคปอด ทำให้ลดภาวะแทรกซ้อนและลดอัตราการเสียชีวิตได้</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026