https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jodpc12sk/issue/feed
วารสารสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 12 สงขลา
2025-12-25T16:11:58+07:00
สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 12 จังหวัดสงขลา
journal.odpc12@gmail.com
Open Journal Systems
<p>วารสารสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 12 สงขลา เป็นวารสารของสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 12 จังหวัดสงขลา<strong><br />ISSN </strong>2985-1157 (Online)<strong><br />ภาษาที่รับตีพิมพ์ : </strong>ภาษาไทย<strong><br /></strong><strong>กำหนดออก : </strong>จัดพิมพ์ปีละ 2 ฉบับ<br /> ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน<br /> ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม<strong><br />นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ :</strong> บทความวิชาการ บทความวิจัย บทความฟื้นวิชา และรายงานผู้ป่วย/สอบสวนโรค เกี่ยวกับด้านการป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพ</p>
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jodpc12sk/article/view/3149
ประเมินผลกระทบต่อสุขภาพจากการดำเนินนโยบายการจัดการพื้นที่กำจัดโรคไข้มาลาเรีย สู่จังหวัดปลอดภัยอย่างยั่งยืน จังหวัดนครศรีธรรมราช
2025-08-13T11:31:03+07:00
โกวิทย์ อนุรัตน์
hom_yuttana@hotmail.com
ยุทธนา หอมเกตุ
hom_yuttana@hotmail.com
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลกระทบตjอสุขภาพจากนโยบายการจัดการพื้นที่กeจัดโรคไข้มาลาเรียในจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยใช้กรอบแนวคิด Health Impact Assessment (HIA) ผ่านระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research: MMR) ประเภท Concurrent Triangulation Design ซึ่งเก็บข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพพร้อมกันและวิเคราะห์ร่วมกันอย่างเป็นระบบ ข้อมูลได้จาก (1)การทบทวนเอกสารนโยบายและรายงานในพื้นที่ (2)การสำรวจประชาชน 450 คน จากพื้นที่เสี่ยงระดับ A1, A2, และ B1 และนักเรียนระดับประถมศึกษา 475 คน รวม 925คน และ (3)การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ปฏิบัติ<br />งานด่านหน้า 91 ราย วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา <br />ผลการวิจัยศึกษาพบว่ากลุ่มประชาชนมีอายุเฉลี่ย 42.6 ปีส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง(ร้อยละ 61.8)และประกอบอาชีพเกษตรกรรม (ร้อยละ 53.6) ในขณะที่กลุ่มนักเรียนมีอายุเฉลี่ย 10.7 ปีและเพศหญิง ร้อยละ 54.9 กลุ่มประชาชน มีคะแนนเฉลี่ยด้านความรู้<br />การรับรู้และพฤติกรรมป้องกันโรค ระดับดีขณะที่นักเรียนส่วนใหญ่อยู่ในระดับพอใช้โดยเฉพาะประชาชนที่เคยป่วยหรือมีบทบาทในระบบควบคุมโรคในชุมชน ระบบการจัดการมีจุดแข็งด้านการเฝ้าระวังที่ทันท่วงทีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และการบูรณาการภาคส่วนต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและทรัพยากรบุคคล ระบบติดตามที่เป็นกลาง และความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่<br />ข้อเสนอเชิงนโยบายในระดับจังหวัดและท้องถิ่น ได้แก่การบูรณาการหลักสูตรสุขภาพในโรงเรียน การกระจายอำนาจวางแผนให้ท้องถิ่น การจัดสรรงบประมาณอย่างยั่งยืน การใช้ HIA ควบคู่การวิเคราะห์ความคุ้มค่า และการสร้างระบบติดตามที่โปร่งใสและมีส่วนร่วม พร้อมทั้งแนะนำให้ศึกษาผลกระทบเชิงพฤติกรรมในระยะยาวของการเรียนรู้ด้านไข้มาลาเรียในกลุ่มเยาวชน และบทบาทของการบริหารกระจายอำนาจในการรักษาพื้นที่ปลอดโรคอย่างยั่งยืน</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 12 สงขลา
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jodpc12sk/article/view/3694
ผลการเรียนการสอนออนไลน์ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความพึงพอใจ และการนำความรู้ไปใช้ในการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ของผู้ประกอบวิชาชีพการสาธารณสุขชุมชน พ.ศ. 2566
2025-11-06T14:32:40+07:00
อมรเรข ตั้งจิตร
poo_515@hotmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยแบ่งการวิจัยออกเป็น 2 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 ดำเนินการวิจัยกึ่งทดลอง ชนิดหนึ่ง<br />กลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ผ่านการเรียน<br />การสอนออนไลน์ และศึกษาความพึงพอใจต่อการเรียนการสอนออนไลน์ โดยประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้ประกอบวิชาชีพ<br />การสาธารณสุขชุมชนจากทั่วประเทศที่ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรม มีระยะเวลาในการเข้าร่วมกิจกรรมไม่น้อยกว่า ร้อยละ 80<br />และมีผลคะแนนจากการทำแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน จำนวน 9,887 คน ระยะที่ 2 ดำเนินการวิจัยเชิงปริมาณ เพื่อ<br />ศึกษาระดับพฤติกรรมการนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ของผู้ประกอบวิชาชีพการสาธารณสุขชุมชน ภายหลังเข้าร่วมกิจกรรมไป<br />แล้ว 1 ปี โดยกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ประกอบวิชาชีพการสาธารณสุขชุมชนที่ผ่านการทดสอบ โดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ<br />จำนวน 385 คน เครื่องมือที่ใช้ ประกอบด้วย 1) เนื้อหาของการเรียนการสอนออนไลน์ด้านการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์<br />2) แบบทดสอบออนไลน์แบบปรนัย 3) แบบประเมินออนไลน์เรื่องความพึงพอใจ และ 4) แบบประเมินออนไลน์เรื่องการนำความรู้<br />ไปใช้ประโยชน์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และ Wilcoxon Matched Pairs Signed-Rank Test ผลการวิจัยพบว่า<br />ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) ความพึงพอใจภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด<br />และระดับพฤติกรรมการนำความรู้ไปใช้อยู่ในระดับมาก ข้อเสนอแนะ ควรมีการจัดอบรมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มพูนความรู้<br />ใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 12 สงขลา
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jodpc12sk/article/view/3002
ความชุกและความสัมพันธ์ของการประเมินความเสี่ยงทางการยศาสตร์ต่ออาการปวดทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ จากการใชคอมพิวเตอร์ของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลพัทลุง
2025-10-15T08:39:24+07:00
ศิวัช ธำรงวิศว
siwatza075@hotmail.com
<p>ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีอัตราการใช้คอมพิวเตอร์เพิ่มมากขึ้นซึ่งส่งผลกระทบต่อร่างกายของผู้ใช้โดยเฉพาะระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ สาเหตุส่วนใหญ่มาจากท่าทางการทำงานและอุปกรณ์สำนักงานที่ไม่เหมาะสมตามหลักการยศาสตร์การศึกษานี้เป็นแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและความสัมพันธ์ของความเสี่ยงทางการยศาสตร์ต่ออาการปวดทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ จากการใช้คอมพิวเตอร์ของเจ้าหน้าที่สำนักงานโรงพยาบาลพัทลุงเก็บข้อมูลจากเจ้าหน้าที่สำนักงานโรงพยาบาลพัทลุง 134 ราย โดยใช้แบบสอบถามเกี่ยวกับอาการปวดทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ Standardized Nordic Questionnaire และแบบประเมินความเสี่ยง Rapid Office Strain Assessment หาความสัมพันธ์ระหว่างความเสี่ยงทางการยศาสตร์กับอาการปวดทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ พบความชุกของอาการปวดส่วนต่างๆในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมามากที่สุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ คอ(ร้อยละ 58.96) ไหล่ทั้งสองข้าง(ร้อยละ 51.49) และหลังส่วนบน(ร้อยละ 49.25) ตามลำดับ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ไม่มีความเสี่ยงทางการยศาสตร์ คิดเป็นร้อยละ 58.21 ผลการวิเคราะห์พบว่ากลุ่มที่มีความเสี่ยงทางการยศาสตร์มีความสัมพันธ์กับอาการปวดซึ่งรบกวนการทำงานในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาบริเวณไหล่(OR=2.77, P-value=0.006) มือ/ข้อมือ(OR=4.13, P-value<0.001) สะโพก/ต้นขา(OR=2.78, P-value=0.012) และเข่า(OR=2.49, P-value=0.041) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าอาการปวดทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อโดยเฉพาะส่วนบนของร่างกาย เป็นปัญหาสำคัญในกลุ่มเจ้าหน้าที่สำนักงานโรงพยาบาลพัทลุง รวมถึงการใช้คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สำนักงานในท่าทางไม่ถูกต้องตามหลักการยศาสตร์มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดอาการปวดทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อได้ การปรับปรุงอุปกรณ์สำนักงานให้เหมาะสมและส่งเสริมการปฏิบัติงานตามหลักการยศาสตร์ จะช่วยลดอาการปวดและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้</p> <p><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';"><br /><strong>คำสำคัญ:</strong> อาการผิดปกติทางระบบกล้ามเนื้อ</span><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK','sans-serif';">,<span lang="TH"> การยศาสตร์</span>,<span lang="TH"> เจ้าหน้าที่สำนักงาน</span></span></p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 12 สงขลา
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jodpc12sk/article/view/3203
การนำความรอบรู้และความรู้ใช้พัฒนางานโรคฝีดาษวานร
2025-10-27T08:47:28+07:00
ธรรมฤทธิ์ ทัศศรี
morerxthassri@gmail.com
วันวิสาข์ กาญจนาภรณ์
morerxthassri@gmail.com
<p>ฝีดาษวานรหรือฝีดาษลิงเป็นโรคที่มีการระบาดซ้ำในหลายประเทศและแนวโน้มมากขึ้น ประเทศไทยจึงมีมาตรการรับมือ<br />ต่อการระบาดครั้งใหม่นี้แนวคิดความรอบรู้และความรู้สำคัญต่อการรับมือดังกล่าว บทความนี้ช่วยให้มีองค์ความรู้ตั้งแต่อดีต<br />จนถึงปัจจุบันของความเป็นมาโรคฝีดาษวานร นั่นคือฝีดาษวานรเป็นโรคไม่ได้ติดต่อเฉพาะสัตว์สู่คน แต่ติดต่อจากคนสู่คน และ<br />เกิดขึ้นได้ในหลายประเทศที่แม้ไม่มีการเดินทางของผู้ติดเชื้อดังกล่าวดังนั้นการนำความรอบรู้ที่เป็นความแตกฉาน รู้จริง รู้ลึกรู้กว้าง<br />และรู้ถ่องแท้ในรายละเอียดโรคฝีดาษวานร ครอบคลุมตั้งแต่บุคคล ครอบครัวและสังคม ยิ่งปัจจุบันมีเทคโนโลยีทางสื่อหลากหลาย<br />ให้เลือกและตัดสินใจเพิ่มขึ้น ทำให้จำเป็นต้องรู้จักและเข้าใจความหมายความรอบรู้และเครื่องมือวัดความรอบรู้โรคฝีดาษวานร<br />ที่ถูกต้อง เพราะความรอบรู้เกี่ยวข้องกับความสามารถของบุคคลที่ช่วยให้มีสุขภาพแข็งแรง ปลอดภัย และบรรลุเป้าหมายในชีวิต<br />ที่กำหนดไว้นอกจากนี้ความรอบรู้ยังครอบคลุมถึงการมีวิจารณญาณในการคิดและตัดสินใจตลอดจนเข้าถึงและนำข้อมูลที่น่าเชื่อถือ<br />และถูกต้องหรือข้อเท็จจริงที่ได้รับนั้น ๆ ไปใช้ให้เป็นประโยชน์ในชีวิตจริง การที่จะนำความรอบรู้ไปใช้พัฒนางานโรคฝีดาษวานร<br />พบว่า เครื่องมือที่ใช้มีทั้งวัดความเข้าใจและการนำไปใช้ซึ่งขั้นสูงสุดของความรอบรู้คือจัดการชีวิตให้มีสุขภาพดีส่วนความรู้<br />เป็นข้อมูลความจำหรือความเข้าใจเกี่ยวกับโรคฝีดาษวานรซึ่งอาจลืมได้ในบางครั้ง เครื่องมือวัดความรู้โรคฝีดาษวานรจึงไม่ลึกซึ้งและ<br />ไม่ยุ่งยาก เพราะเป็นเพียงข้อมูลหรือข้อเท็จจริงจากการจดจำ และบางครั้งมีความรู้แต่ไม่สามารถจัดการชีวิตให้มีคุณภาพได้</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 12 สงขลา
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jodpc12sk/article/view/3456
รายงานการสอบสวนโรคไข้มาลาเรียชนิดไวแวกซ์และการศึกษาทางกีฏวิทยาในพื้นที่กลับมาแพร่เชื้อใหม่ ตำบลจะแหน อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา
2025-10-09T07:58:56+07:00
กีรติ กิตติวัฒนาวงศ์
kerati.kw@gmail.com
ณัฐกานต์ สูเหม
whoismays09@gmail.com
นลัทพร หมวดจันทร์
piza973@gmail.com
อมลณัฐ จันทรพัฒน์
Bamolnut@gmail.com
สุวรรณา สนูวงศ์
Suwanna2583@gmail.com
ชลิดา หนูเหมือน
chada.chalida@gmail.com
วราภรณ์ แก้วพิทักษ์
warapornkaewpitak45@gmail.com
โสภาวดี มูลเมฆ
sopavadee14@yahoo.com
<p>ศูนย์ควบคุมโรคติดต่อนำโดยแมลงที่ 12.2 จังหวัดสงขลา ได้รับแจ้งพบผู้ป่วยไข้มาลาเรียชนิด <em>P. vivax</em> จำนวน 4 ราย<br />ระหว่างวันที่ 25 พฤศจิกายน – 26 ธันวาคม 2567 ในพื้นที่กลุ่มบ้านคอลอมุดอ หมู่ที่ 1ต.จะแหน อ.สะบ้าย้อยจ.สงขลา จึงลงพื้นที่<br />เพื่อยืนยันการติดเชื่อโรคไข้มาลาเรียชนิด <em>P. vivax</em> ในพื้นที่กลับมาแพร่เชื้อใหม่ของผู้ป่วยจำนวน 4 ราย และดำเนินการเฝ้าระวัง<br />ป้องกันควบคุมโรคและให้ข้อเสนอแนะโดยลงพื้นที่ศึกษากีฏวิทยา ทบทวนรายงานสอบสวนโรคผลการดำเนินการพบผู้ป่วยรายแรก<br />เป็นการติดเชื้อจากจังหวัดอื่น (Bocase) จากพื้นที่กลุ่มบ้านแพร่เชื้อ(A1) โดยติดเชื้อ <em>P. vivax</em> จากกลุ่มบ้านชาไก หมู่ที่ 3 ต.บ้านแหร อ.ธารโต จ.ยะลา ซึ่งเป็นการป่วยครั้งแรกก่อนการป่วยครั้งนี้เป็นเวลา 5 เดือน โดยสันนิษฐานว่าเป็นไข้มาลาเรียแบบการติดเชื้อ<br />ในระยะตับ หรือไข้มาลาเรียแบบระยะในเม็ดเลือดแดงแบบไม่มีอาการ ส่วนรายที่ 2 และ 3 เป็นการติดเชื้อในหมู่บ้านที่ผู้ป่วยอาศัย<br />อยู่ขณะติดเชื้อ (A case) ในพื้นที่กลุ่มบ้านไม่มีการแพร่เชื้อ (B1) และรายที่ 4 เป็นการติดเชื้อจากหมู่บ้านอื่น แต่อยู่ภายในตำบล<br />เดียวกัน (Bx case) ในพื้นที่กลุ่มบ้านไม่มีการแพร่เชื้อ การศึกษากีฏวิทยาพบยุงก้นปล่อง 50 ตัว 5 ชนิด ได้แก่ <em>An. barbirostris</em><br />(26 ตัว), <em>An. tessellatus</em> (14 ตัว), <em>An. kochi</em> (6 ตัว), <em>An. saeungae</em> (2 ตัว), <em>An. crawfordi</em> (1 ตัว) และ <em>Anopheles sp.</em><br />(1ตัว)และผลตรวจไม่พบเชื้อมาลาเรียในยุงก้นปล่องการค้นหาผู้ป่วยรายใหม่โดยการเจาะเลือดหมู่จำนวน 38รายไม่พบเชื้อมาลาเรีย</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 12 สงขลา