วารสารสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 12 สงขลา https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jodpc12sk <p>วารสารสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 12 สงขลา เป็นวารสารของสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 12 จังหวัดสงขลา<strong><br />ISSN </strong>2985-1157 (Online)<strong><br />ภาษาที่รับตีพิมพ์ : </strong>ภาษาไทย<strong><br /></strong><strong>กำหนดออก : </strong>จัดพิมพ์ปีละ 2 ฉบับ<br /> ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน<br /> ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม<strong><br />นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ :</strong> บทความวิชาการ บทความวิจัย บทความฟื้นวิชา และรายงานผู้ป่วย/สอบสวนโรค เกี่ยวกับด้านการป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพ</p> สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 12 จังหวัดสงขลา th-TH วารสารสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 12 สงขลา 2985-1157 <p>วารสาร TCI อยู่ภายใต้การอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) เว้นแต่จะระบุไว้เป็นอย่างอื่น โปรดอ่านหน้านโยบายของเราสำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเข้าถึงแบบเปิดลิขสิทธิ์ และการอนุญาต</p> การประเมินระบบเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่ของโรงพยาบาลนาโยง จังหวัดตรัง ปี พ.ศ. 2568 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jodpc12sk/article/view/4212 <p>ปี พ.ศ. 2568 จังหวัดตรังมีอัตราป่วยโรคไข้หวัดใหญ่สูงเป็นอันดับ 2 ของภาคใต้ตอนล่าง และอำเภอนาโยงมีจำนวนผู้ป่วยสูงเป็นอันดับ 4 ของจังหวัดตรัง โดยมีแนวโน้มการเกิดโรคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาชนิดภาคตัดขวาง (Cross-sectional descriptive study) เพื่อประเมินระบบเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่ของโรงพยาบาลนาโยง จังหวัดตรัง ปี พ.ศ. 2568 โดยประเมินทั้งกระบวนการรายงานข้อมูล คุณลักษณะเชิงปริมาณ และคุณลักษณะเชิงคุณภาพของระบบเฝ้าระวัง โดยศึกษากระบวนการรายงานข้อมูลโรคไข้หวัดใหญ่ในระบบ Digital Disease Surveillance (DDS) ทบทวนเวชระเบียนผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยโรคไข้หวัดใหญ่และโรคที่เกี่ยวข้องจากรหัส ICD-10 ทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน จากระบบ HosXP ระหว่างวันที่ 1 มกราคม–31 ธันวาคม พ.ศ. 2568 วิเคราะห์คุณลักษณะเชิงปริมาณ ได้แก่ ความไว ค่าพยากรณ์บวก ความครบถ้วน ความถูกต้อง ความทันเวลา และความเป็นตัวแทนของข้อมูล ส่วนคุณลักษณะเชิงคุณภาพประเมินจากการสัมภาษณ์เชิงลึกบุคลากรที่เกี่ยวข้อง จำนวน 10 คน ในด้านความง่าย ความยืดหยุ่น การยอมรับ ความมั่นคง และการใช้ประโยชน์ข้อมูล ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยที่มีรหัส ICD-10 ที่เกี่ยวข้องกับโรคไข้หวัดใหญ่ จำนวน 192 ราย เข้าเกณฑ์นิยามการรายงาน 171 ราย โดยถูกรายงานในระบบ DDS จำนวน 136 ราย ค่าความไว ของระบบเท่ากับร้อยละ 79.53 และจากผู้ป่วยที่รายงานในระบบ DDS จำนวน 150 ราย พบเข้าเกณฑ์นิยาม 136 ราย ค่าพยากรณ์บวกเท่ากับร้อยละ 90.67 ข้อมูลผู้ป่วยในระบบ DDS มีความครบถ้วนร้อยละ 100 ความถูกต้อง ของข้อมูลตัวแปรเพศ อายุ อาชีพ วันที่เริ่มป่วย และวันที่วินิจฉัยร้อยละ 100 ยกเว้นข้อมูลที่อยู่ระดับหมู่บ้านร้อยละ 91.91 การรายงานภายใน 0–3 วัน ร้อยละ 95.58 และข้อมูลอายุและวันเริ่มป่วยมีความเป็นตัวแทนของข้อมูลในทิศทางเดียวกัน สำหรับคุณลักษณะเชิงคุณภาพ พบว่าระบบมีความง่าย ความยืดหยุ่น การยอมรับ และความมั่นคงอยู่ในระดับดี มีการนำข้อมูลไปใช้ในการติดตามและควบคุมการระบาดของโรค ดังนั้น ควรพัฒนาความเข้าใจเกี่ยวกับนิยามการรายงานโรคแก่บุคลากรตั้งแต่กระบวนการคัดกรอง เพื่อเพิ่มความไวของระบบและพัฒนาคุณภาพการเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่ต่อไป</p> อาภาพร ชูแสง วิชยุตม์ เกื้ออรุณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 12 สงขลา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 4 1 58 70 อิทธิพลของภาวะเปราะบาง ภาวะซึมเศร้าและสมรรถนะร่างกาย ต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวาน จังหวัดแม่ฮ่องสอน ประเทศไทย https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jodpc12sk/article/view/3741 <p>การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับ ความสัมพันธ์ และอิทธิพลของภาวะเปราะบาง ภาวะซึมเศร้า และสมรรถนะร่างกายต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวาน จากการสุ่มกลุ่มตัวอย่างอย่างง่าย จำนวน 258 คน เก็บรวบรวมโดยใช้แบบสอบถามระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2565 – 31 มกราคม 2566 ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน และตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ ข้อมูลทั่วไป (IOC=1.00) แบบประเมินภาวะซึมเศร้า (IOC=1.00 , Cohen's Kappa= 0.80) แบบประเมินภาวะเปราะบาง (IOC=1.00 , <strong>𝛼</strong> =0.81) แบบทดสอบสมรรถนะร่างกาย (IOC=0.67 , <strong>ICC</strong> = 0.92 ) และแบบประเมินคุณภาพชีวิต (IOC= 1.00, <strong>𝛼</strong> =0.89) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อยู่ในภาวะเปราะบาง (กลุ่มภาวะเสี่ยงสูง มีปัญหาสุขภาพสูง ร้อยละ 65.1 มีระดับภาวะซึมเศร้า (เสี่ยงสุขภาพจิตปานกลาง) ร้อยละ 45.0 และคุณภาพชีวิตมีความสัมพันธ์ทางบวกกับสมรรถนะร่างกาย (r = 0.58, p &lt; 0.01) และมีความสัมพันธ์ทางลบกับภาวะซึมเศร้า (r = -0.71, p &lt; 0.01) และภาวะเปรา-ะบาง (r = -0.65, p &lt; 0.01) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการวิเคราะห์พบว่า ภาวะซึมเศร้า ภาวะเปราะบาง และสมรรถนะร่างกาย สามารถร่วมกันทำนายคุณภาพชีวิตได้ร้อยละ 64 (R² = 0.64) โดยภาวะซึมเศร้าเป็นตัวแปรที่มีอิทธิพลทางลบต่อคุณภาพชีวิตมากที่สุด (β = -0.55) สรุปได้ว่า ภาวะซึมเศร้าเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวาน รองลงมาภาวะเปราะบาง และสมรรถนะร่างกาย ดังนั้น จึงควรมีการพัฒนารูปแบบการดูแลที่บูรณาการการคัดกรองและจัดการภาวะซึมเศร้าควบคู่ไปกับการฟื้นฟูสมรรถนะร่างกายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป</p> anavin phattharaphakinworakun ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 12 สงขลา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 4 1 1 20 รูปแบบการกลายพันธุ์ของเชื้อ Mycobacterium tuberculosis complex ที่ดื้อต่อยา Isoniazid และกลุ่มยา Second-line drugs ด้วยวิธี Xpert MTB/XDR ในเขตสุขภาพที่ 12 ประเทศไทย https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jodpc12sk/article/view/2892 <p>วัณโรคดื้อยา Isoniazid (Hr-TB) เป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของการรักษาวัณโรค การศึกษานี้เป็นการศึกษารูปแบบการกลายพันธุ์ของยีนที่เกี่ยวข้องกับการดื้อยา Isoniazid (H) และ Second-line drug (SLD) ของเชื้อ <em>Mycobacterium tuberculosis</em> complex (MTBC) ด้วยเทคนิค Xpert MTB/XDR ในเขตสุขภาพที่ 12 ณ ห้องปฏิบัติการชันสูตรวัณโรค ศูนย์วัณโรคที่ 12 ยะลา ระหว่างเดือนตุลาคม 2565 ถึงกันยายน 2567 การศึกษาเชิงพรรณนาแบบย้อนหลังพบผู้ป่วย Hr-TB จำนวน 211 ราย ส่วนใหญ่เป็นเพศชายในอัตราส่วนชายต่อหญิง 3:1 อายุมัธยฐาน 49.0 ปี (IQR 35–59 ปี) เป็นผู้ป่วยรายใหม่ร้อยละ 53.6 และผู้ป่วยที่เคยรักษามาก่อนร้อยละ 46.4 การกลายพันธุ์ที่เกี่ยวข้องกับการดื้อยา H พบ <em>inhA</em> mutation มากที่สุด (ร้อยละ 53.1) สัมพันธ์กับ low-level H resistance และ cross-resistance ต่อ Ethionamide (ETH) รองลงมาคือ <em>katG</em> mutation (ร้อยละ 42.7) ซึ่งสัมพันธ์กับ high-level H resistance ส่วน <em>fabG1</em> และ <em>oxyR-ahpC</em> mutation พบน้อย ร้อยละ 3.3 และ 0.9 ตามลำดับ สำหรับการดื้อยากลุ่ม SLD พบการดื้อยา Fluoroquinolone (FLQ) จำนวน 3 ราย (ร้อยละ 1.4) จากการกลายพันธุ์ของยีน <em>gyrA</em> และการดื้อยากลุ่ม Second-line injectable drug (SLID) จำนวน 1 ราย (ร้อยละ 0.5) จากการกลายพันธุ์ของยีน <em>rrs</em> โดยผู้ป่วยที่ดื้อต่อ SLD ทุกรายเคยได้รับการรักษามาก่อน โดยสรุป เทคนิค Xpert MTB/XDR เป็นวิธีที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ การพบ <em>inhA</em> mutation สูงกว่า <em>katG</em> mutation สะท้อนถึงรูปแบบการดื้อยาที่จำเพาะในพื้นที่และมีความสำคัญต่อการวางแผนสูตรการรักษาที่เหมาะสม ขณะที่การดื้อยา SLD พบเฉพาะในผู้ป่วยที่เคยรักษามาก่อน ควรตรวจการดื้อยาอย่างครอบคลุมในการรักษาซ้ำ ศึกษาต่อเนื่องด้วยขนาดตัวอย่างที่ใหญ่ขึ้น และการวิเคราะห์จีโนมทั้งหมด เพื่อเฝ้าระวังการแพร่กระจายและการดื้อยาที่เกิดขึ้นใหม่ต่อไป</p> ดาริส มูเก็ม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 12 สงขลา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 4 1 21 38 การประยุกต์ใช้กูเกิลแอปพลิเคชั่นร่วมกับไลน์ (LINE) เพื่อออกใบอนุญาตให้เรือเข้าเทียบท่า (Free pratique) ท่าเรือกันตัง จังหวัดตรัง https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jodpc12sk/article/view/3438 <p>จากปัญหาของระบบเดิมในการออกใบอนุญาตให้เรือเข้าเทียบท่า (Free pratique) ที่ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศท่าเรือกันตัง จังหวัดตรัง ซึ่งมีขั้นตอนการทำงานที่ซับซ้อนและใช้เวลานาน การศึกษาเชิงพัฒนานวัตกรรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิภาพของการประยุกต์ใช้กูเกิลแอปพลิเคชั่นร่วมกับไลน์ในการลดขั้นตอนและระยะเวลาในการปฏิบัติงาน สร้างระบบการจัดเก็บข้อมูลแบบดิจิทัล และเพิ่มความพึงพอใจของผู้รับบริการ โดยมุ่งให้การบริการมีความรวดเร็ว ถูกต้อง และแม่นยํา โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Google Applications ประกอบด้วย Google Forms, Google Slides, Google Drive ร่วมกับ LINE Application ในการพัฒนาระบบออนไลน์แบบครบวงจร ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถกรอกข้อมูลรายละเอียดเรือผ่าน Google Forms ระบบจะดำเนินการแปลงข้อมูลเป็นไฟล์ PDF โดยอัตโนมัติผ่านเทมเพลตที่ออกแบบไว้ใน Google Slides จากนั้นจัดเก็บไฟล์ใน Google Drive และ Google Sheet พร้อมทั้งส่งผ่านระบบ LINE ให้ผู้รับบริการได้อย่างรวดเร็วและสะดวก ผลการศึกษาจากการนำระบบไปใช้กับผู้รับบริการจำนวน 250 คน พบว่า ระบบใหม่สามารถลดระยะเวลาการทำงานจากเดิมมากกว่า 35 นาทีต่อครั้ง เหลือเพียง 3 นาทีต่อครั้ง ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 91.4 ของการลดระยะเวลา จากการลดกระบวนการเขียนแบบฟอร์มด้วยมือ การถ่ายภาพเอกสาร และการเดินทางส่งเอกสารให้ผู้รับบริการ นอกจากนี้ระบบยังมีการจัดเก็บข้อมูลแบบ Cloud Computing ที่มีประสิทธิภาพ โดยเก็บข้อมูลใน 2 รูปแบบ คือ ไฟล์ PDF สำหรับการส่งให้ผู้รับบริการ และไฟล์ Google Sheets สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลและการบริหารจัดการ การศึกษาความพึงพอใจต่อการปรับปรุงระบบออกใบอนุญาตให้เรือเข้าเทียบท่า (Free pratique) จากการเก็บข้อมูลผู้ใช้บริการ 250 คน พบว่าการเปลี่ยนจากระบบเก่า (เขียนแบบฟอร์มด้วยมือ + ถ่ายรูปส่ง) สู่ระบบใหม่ (Google Forms + LINE) ส่งผลให้ความพึงพอใจเพิ่มขึ้นจากระบบเดิมมีคะแนนความพึงพอใจ 1.54 คะแนนจากคะแนนเต็ม 10.00 คะแนน ระบบใหม่มีคะแนนความพึงพอใจ 9.98 คะแนนจากคะแนนเต็ม 10.00 คะแนน โดยความพึงพอใจทุกข้อของการให้บริการอยู่ในระดับสูงมาก สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับร่วมกันของผู้ใช้บริการต่อระบบใหม่ ผลการศึกษานี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับการให้บริการภาครัฐและสามารถนำไปเป็นแนวทางสำหรับการพัฒนาบริการสาธารณะอื่นๆ ต่อไป</p> วีรศักดิ์ มณี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 12 สงขลา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 4 1 39 49 การประเมินโครงการตำบลจัดการโรคไข้เลือดออกอย่างยั่งยืนในประเทศไทย ปี 2565 https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jodpc12sk/article/view/4193 <p>โรคไข้เลือดออกเป็นโรคติดต่อนำโดยยุงลายที่มีการระบาดตามฤดูกาล และเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของประเทศไทย การจัดการโรคที่มีประสิทธิภาพสามารถช่วยลดการแพร่กระจายของโรคได้ การประเมินองค์ประกอบการจัดการโรคจึงมีความสำคัญต่อการตรวจสอบความพร้อมของพื้นที่ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลการดำเนินโครงการตำบลจัดการโรคไข้เลือดออกอย่างยั่งยืน วิเคราะห์ลักษณะเด่นและข้อจำกัด รวมถึงหาแนวทางที่เหมาะสมต่อการพัฒนาระบบจัดการโรคในระดับตำบล ศึกษาโดยใช้แบบประเมินที่พัฒนาขึ้นจากการทบทวนวรรณกรรมและแนวทางการจัดการโรคไข้เลือดออก ครอบคลุม 6 ด้าน ได้แก่ 1) การฝ้าระวังโรค 2) การเฝ้าระวังแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย 3) การควบคุมโรค 4) การตรวจวินิจฉัยและรักษา 5) การสื่อสารความเสี่ยง และ 6) การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย แบบประเมินได้รับการทดลองใช้และปรับแก้ก่อนนำไปใช้จริงในรูปแบบออนไลน์ โดยให้ตำบลที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 97 ตำบล ใน 18 จังหวัด ประเมินตนเองพร้อมแนบหลักฐานเชิงประจักษ์ภายหลังดำเนินกิจกรรมครบ 1 ปี จากนั้นคณะกรรมการกลางทำการตรวจสอบและให้คะแนนตามเกณฑ์ที่กำหนด และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่และร้อยละ และศึกษาลักษณะเด่นและข้อจำกัดโดยเปรียบเทียบผลการดำเนินงานระหว่างกลุ่มตำบลที่มีผลการประเมินในแต่ละระดับ ผลการศึกษาพบว่า มีตำบลที่ได้ระดับดีมาก 5 ตำบล (ร้อยละ 5.2) ระดับดี 8 ตำบล (ร้อยละ 8.2) ระดับพอใช้ 9 ตำบล (ร้อยละ 9.3) และระดับชมเชย 75 ตำบล (ร้อยละ 77.3) ซึ่งจัดอยู่ในระดับพื้นฐานที่ควรได้รับการพัฒนาเพิ่มเติม ลักษณะเด่นของตำบลที่มีผลการดำเนินงานระดับดีมากและดี ประกอบด้วย การวิเคราะห์ข้อมูลสถานการณ์โรคอย่างเป็นระบบ การควบคุมดัชนีลูกน้ำยุงลายได้ตามเกณฑ์ การมีระบบเฝ้าระวังและควบคุมโรคที่มีประสิทธิภาพ การจัดตั้ง Dengue Corner และระบบส่งต่อที่ชัดเจน การสื่อสารความเสี่ยงที่ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย และการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย ส่วนปัญหาสำคัญที่พบในพื้นที่ส่วนใหญ่ ได้แก่ การขาดระบบการจัดเก็บและรายงานข้อมูล ค่าดัชนีลูกน้ำยุงลายเกินเกณฑ์ที่กำหนด และการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายยังไม่ครอบคลุมทุกภาคส่วน จากผลการศึกษานี้ ควรมีการยกระดับระบบเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคอย่างเป็นระบบ โดยกำหนดมาตรฐานการรายงานข้อมูลและติดตามผลอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสนับสนุนนโยบายจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกระดับ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการโรคไข้เลือดออกในระดับตำบลอย่างยั่งยืน</p> อภิญญา ประภาวิชา เรวดี คำเลิศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 12 สงขลา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 4 1 50 57