https://he04.tci-thaijo.org/index.php/rpsi/issue/feed วารสารสถาบันราชประชาสมาสัย 2026-04-27T16:04:34+07:00 Journal of Raj Pracha Samasai Institute journal.rajpracha@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>วารสารสถาบันราชประชาสมาสัย (Journal of Raj Pracha Samasai Institute)</strong><br /><strong><u>กำหนดออก 3 ฉบับ</u></strong><u><strong>:</strong> </u>ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน / ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม / ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม<br /><strong><u>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์</u><u>:</u></strong> เป็นวารสารทางวิชาการที่มีวัตถุประสงค์ จัดทำและเผยแพร่โดยสถาบันราชประชาสมาสัย กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ตลอดจนนักวิจัยได้มีโอกาสเผยแพร่ นิพนธ์ต้นฉบับ บทความฟื้นวิชา รายงานผลการปฏิบัติงาน รายงานผู้ป่วย การสอบสวนโรค นวัตกรรม บทความวิชาการ และบทความพิเศษที่เกี่ยวกับการส่งเสริม เฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคและภัยสุขภาพ การรักษาพยาบาลและการฟื้นฟูสมรรถภาพ ระบาดวิทยา การสอบสวนโรค อนามัยสิ่งแวดล้อมและอาชีวอนามัย การพัฒนาคุณภาพงาน การตรวจพิเศษและการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ยุทธศาสตร์และนโยบายทางสาธารณสุขการประเมินผลโครงการ การพัฒนาและประเมินหลักสูตร เศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง <br /><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์</strong><strong> </strong><strong>: </strong>ภาษาไทย / ภาษาอังกฤษ <br /><strong>*วารสารสถาบันราชประชาสมาสัย ไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ใดๆ ในทุกขั้นตอน </strong></p> https://he04.tci-thaijo.org/index.php/rpsi/article/view/3320 การทำความเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างอาหารแปรรูปกับโรคเรื้อรัง ในกลุ่มวัยรุ่นไทยในกรุงเทพมหานคร 2025-11-18T10:54:16+07:00 ธัญญรัตน์ วรุณดี thanyaparn51@gmail.com กัญญาวีร์ ถนอมทรัพย์ zenkanyavee@gmail.com ดุษยา ตั้งไตรธรรม dutsayatangtritham@gmail.com ธนพร เฟื่องฟุ้ง thanapornfeung@gmail.com ศุจิมน มังคลรังษี khunsujimon.m@gmail.com <p>การบริโภคอาหารแปรรูปและอาหารแปรรูปขั้นสูง (Ultra-Processed Foods: UPFs) ในกลุ่มวัยรุ่นเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก ส่งผลต่อความเสี่ยงโรคอ้วน โรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคหัวใจและหลอดเลือด วัยรุ่นในกรุงเทพมหานครมีความเปราะบางเป็นพิเศษ เนื่องจากการเข้าถึงร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหารจานด่วน บริการส่งอาหาร และการตลาดออนไลน์แพร่หลายมากขึ้น การทบทวนครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์หลักฐานระดับประเทศและต่างประเทศเกี่ยวกับการบริโภค UPFs ในวัยรุ่น โดยเน้นกรุงเทพมหานคร เพื่ออธิบายรูปแบบการบริโภค วิเคราะห์ปัจจัยทางสังคม สิ่งแวดล้อม และพฤติกรรมที่มีอิทธิพล และตรวจสอบความเชื่อมโยงกับปัจจัยเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ทำการสืบค้นข้อมูลจากฐานข้อมูล PubMed, Scopus, Web of Science และ ThaiJo รวมทั้ง Grey Literature จากองค์การอนามัยโลก กระทรวงสาธารณสุข และการสำรวจสุขภาพแห่งชาติเผยแพร่ช่วงเดือนมกราคม ปี 2558 ถึงเดือนมิถุนายน ปี 2568 คัดเลือกการศึกษาในกลุ่มวัยรุ่นอายุ 10-19 ปีที่รายงานพฤติกรรมการบริโภค UPFs หรือผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้อง และสังเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา โดยเน้นผลลัพธ์ในกรุงเทพฯ และเปรียบเทียบกับแนวโน้มระดับโลก ผลการศึกษาพบว่า วัยรุ่นในกรุงเทพฯบริโภคเครื่องดื่มหวาน บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารทอด และเบเกอรี่เป็นประจำ โดยปริมาณน้ำตาลและโซเดียมมักเกินกว่าคำแนะนำ ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ อิทธิพลจากเพื่อน พฤติกรรมการซื้ออาหารของครอบครัว การตลาดออนไลน์ และความสะดวกในการเข้าถึงอาหารแปรรูป ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มทั่วโลกและสัมพันธ์กับภาวะน้ำหนักเกิน ความดันโลหิตสูงและความผิดปกติของเมแทบอลิซึมในระยะเริ่มต้น การบริโภค UPFs <br />ในกลุ่มวัยรุ่นกรุงเทพฯ อยู่ในระดับสูง และเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในอนาคต <br />ควรดำเนินมาตรการหลายระดับอย่างเร่งด่วน ทั้งการเก็บภาษีเครื่องดื่มหวาน ติดฉลากคำเตือนด้านโภชนาการ ควบคุมการตลาดออนไลน์ที่มุ่งเป้ากลุ่มเด็กและวัยรุ่น และจำกัดความหนาแน่นของร้านอาหารจานด่วนใกล้โรงเรียน พร้อมทั้งจัดโครงการส่งเสริมโภชนาการในโรงเรียน กำหนดมาตรฐานโรงอาหาร และใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อสนับสนุนการปรับพฤติกรรมการบริโภคอย่างยั่งยืนงานวิจัยเชิงติดตามเฉพาะในกรุงเทพฯ มีความจำเป็นเพื่อประเมินแนวโน้มและผลของมาตรการเชิงนโยบาย</p> 2026-04-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันราชประชาสมาสัย https://he04.tci-thaijo.org/index.php/rpsi/article/view/3344 ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการใช้วิตามินและอาหารเสริมในกลุ่มวัยรุ่นและเยาวชนไทย: การทบทวนอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับแนวโน้มปัจจุบันปัจจัยกำหนดและนัยสำคัญทางสาธารณสุข 2025-11-18T09:58:54+07:00 เมธวิน ประพัทธาคิณี metawinprapattakinee@gmail.com อัครนันท์ จรัสวรวรรธน์ ssaau92809@gmail.com เหมรัศมิ์ ปราชญ์นคร bessyjochiro2550@gmail.com พิมพ์มาดา บุญญาหาร pimmada358@gmail.com พลอยธีรา สิริทัตนนท์ Ploythira.s@gmail.com พฤษา มะธุระนัตร ais0624401793@gmail.com รชาภา หาญไกรพงศ์ jurattana@gmail.com ศุจิมน มังคลรังษี khunsujimon.m@gmail.com <p>การใช้วิตามินและอาหารเสริมในกลุ่มวัยรุ่นและเยาวชนไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากมีรูปแบบการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปจากการตลาดที่มีอิทธิพลและความเชื่อว่าเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ อย่างไรก็ตาม<br />การขาดความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับในการบริโภคผลิตภัณฑ์เหล่านี้ โดยปราศจากคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ อาจทำให้เกิดปัญหาด้านสาธารณสุขในระยะยาว การศึกษาเชิงประจักษ์เกี่ยวกับความรู้ ทัศนคติและพฤติกรรมการใช้วิตามินและอาหารเสริมในกลุ่มวัยรุ่นและเยาวชนไทยนี้ เพื่อค้นหาปัจจัยกำหนดที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมนี้ ผลกระทบต่อสุขภาพและประเด็นเชิงนโยบายที่เกี่ยวข้องด้วยวิธีการทบทวนอย่างเป็นระบบตามแนวทาง PRISMA โดยสืบค้นข้อมูลจากฐานข้อมูลต่าง ๆ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษที่ตีพิมพ์ระหว่างปี พ.ศ. 2543 ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2568 โดยคัดเลือกบทความที่มีการประเมินความรู้ ทัศนคติ พฤติกรรม หรือปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้วิตามินและอาหารเสริมในกลุ่มวัยรุ่นอายุ 10-19 ปี และเยาวชนอายุ 20-24 ปี จากนั้นทำการวิเคราะห์ และสังเคราะห์ผลการศึกษาเชิงพรรณนา<br />ผลการศึกษาพบว่า การใช้วิตามินและอาหารเสริมมากมีแรงจูงใจจากค่านิยมด้านความงามอิทธิพลจากเพื่อน และการตลาด มากกว่าความจำเป็นทางการแพทย์ ความรู้ของกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษามีความหลากหลายมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับประโยชน์และความปลอดภัย ทัศนคติโดยรวมเชิงบวกเชื่อว่าส่งผลดีต่อสุขภาพ ส่วนใหญ่ซื้อด้วยตนเองหรือทางออนไลน์ โดยไม่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ผลกระทบต่อสุขภาพมีทั้งด้านบวก และความเสี่ยงต่อผลข้างเคียง ส่วนด้านนโยบายพบว่า มีข้อจำกัดด้านการกำกับดูแลการโฆษณาและการดำเนินมาตรการสาธารณสุขที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย<br />การใช้วิตามินและอาหารเสริมอย่างแพร่หลาย โดยขาดการกำกับดูแลในกลุ่มวัยรุ่นและเยาวชนไทยควรเน้นย้ำความจำเป็นในการพัฒนาการรู้เท่าทันด้านสุขภาพ ควรดำเนินการจัดการให้ความรู้ ควรมีมาตรการดำเนินการในการควบคุมการตลาดที่เข้มงวด เพื่อส่งเสริมการบริโภคอย่างปลอดภัยและมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจ</p> 2026-04-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันราชประชาสมาสัย https://he04.tci-thaijo.org/index.php/rpsi/article/view/4144 บทบาทของพยาบาลอนามัยชุมชนต่อการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคในชุมชนเมือง 2026-03-24T09:29:46+07:00 รุจิรา ตระกูลพัว rujira0860@yahoo.com ตติยา ทุมเสน Tatiya@eau.ac.th สุชาญวัชร สมสอน suchanwat.somsorn@gmail.com <p>ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่สังคมเมืองอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพ<br />ที่ซับซ้อนและท้าทาย พยาบาลอนามัยชุมชนจึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในพื้นที่เขตเมืองโดยเฉพาะด้านการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของพยาบาลอนามัยชุมชนต่อการส่งเสริมสุขภาพ และการป้องกันโรคในชุมชนเมืองโดยวิธีการทบทวนวรรณกรรม (Literature Review) และการสังเคราะห์จากบทความวิจัย รายงานสถานการณ์ของภาครัฐและแนวทางปฏิบัติมาตรฐานจากฐานข้อมูลทั้งในและต่างประเทศ ผลการศึกษาพบว่า บทบาทของพยาบาลอนามัยชุมชนในชุมชนเมืองสามารถจำแนกได้ 7 ด้าน ได้แก่ 1) การให้บริการพยาบาลและการส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวม 2) การเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพของประชาชน 3) การให้คำปรึกษาและสนับสนุนการตัดสินใจด้านสุขภาพ 4) การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อการจัดการสุขภาพชุมชน 5) การเฝ้าระวังและการป้องกันโรคชุมชนเมือง 6) การพัฒนาเครือข่ายและการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน 7) การวางแผนการประเมินผล และการวิจัยด้านสุขภาพชุมชน ข้อเสนอแนะจากการศึกษาชี้ให้เห็นว่า พยาบาลอนามัยชุมชนควรเร่งพัฒนาสมรรถนะทักษะด้านภาษาและเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อสุขภาพควรมีการบูรณาการระบบการพยาบาลทางไกล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามอาการและให้คำปรึกษาผู้ป่วย ควรเพิ่มความเข้มข้นในการคัดกรองโรคในกลุ่มเสี่ยงผ่านบริการเชิงรุกในชุมชนและสร้างความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อยกระดับประสิทธิผลของการสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคในเขตเมืองอย่างยั่งยืน</p> 2026-04-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันราชประชาสมาสัย https://he04.tci-thaijo.org/index.php/rpsi/article/view/3982 ประสิทธิผลการใช้เบ้าอ่อนขาเทียมชนิดโฟมและชนิดซิลิโคน ในผู้ป่วยตัดขาระดับใต้เข่า สถาบันราชประชาสมาสัย 2026-03-05T14:18:56+07:00 สุกฤษฎิ์ วงศ์ทอง sukrit.wth@gmail.com ธราธร สุขศาสตร์ taratorn.suksart.ice@gmail.com จิดาภา ยุทธเนตร Baibuadoc07@gmail.com <p>การตัดขาระดับใต้หัวเข่าหรือการตัดผ่านกระดูกแข้ง มักจะมีปัญหาเกี่ยวกับการทำงานของกล้ามเนื้อ ปัญหาโรคผิวหนัง การเสียดสีของเบ้าขาเทียมและแรงกดต่อตอขา ซึ่งทำให้เกิดการลอกเป็นขุย แดง บวมในการที่จะใส่ขาเทียมจะมีการใส่อุปกรณ์เชื่อมต่อระหว่างร่างกายกับเบ้าขาเทียมที่เรียกว่า เบ้าอ่อน การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นศึกษานำร่องในการศึกษาประสิทธิผลการใช้เบ้าอ่อนขาเทียมชนิดโฟมและชนิดซิลิโคนในผู้ป่วยตัดขาระดับใต้เข่า โดยทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 3 ราย ที่มารับบริการที่สถาบันราชประชาสมาสัย เก็บข้อมูลประสิทธิผลของการใช้งานเบ้าอ่อนขาเทียม (ลดอาการปวด สวมใส่ได้ดีมีความพึงพอใจ และประสิทธิภาพการใช้งาน) โดยการใช้แบบทดสอบความเจ็บปวด แบบทดสอบการใช้งานกายอุปกรณ์เทียม แบบทดสอบประสิทธิภาพของอุปกรณ์ จำนวน 5 ครั้ง และนำข้อมูลสถิติที่ได้มาวิเคราะห์ข้อมูลเป็นจำนวน ค่าเฉลี่ยในการเปรียบเทียบข้อมูลการใช้งานเบ้าอ่อนชนิดโฟมกับการใช้งานเบ้าอ่อนซิลิโคน<br />ผลการวิจัยพบว่า มีการเจ็บปวดที่มากขึ้นจากการใช้งานเบ้าอ่อนชนิดซิลิโคน เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้งานเบ้าอ่อนชนิดโฟมจากข้อมูลค่าเฉลี่ยของแบบทดสอบความเจ็บปวดที่มีค่าเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอยู่ในช่วงความเจ็บปวดพอประมาณ และมีความสามารถในการสวมใส่ดีของเบ้าอ่อนชนิดซิลิโคนลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้งานเบ้าอ่อนชนิดโฟม จากข้อมูลแบบทดสอบการใช้งานกายอุปกรณ์เทียม หมวดหมู่ความพอดีขาเทียม <br />ที่ใช้ในการทดสอบการสวมใส่ดี รวมถึงหมวดหมู่ความพึงพอใจขาเทียมที่ใช้ในการทดสอบความพึงพอใจ<br />มีค่าเฉลี่ยที่ลดลง แต่หมวดหมู่รูปลักษณ์ขาเทียมที่ใช้ในการทดสอบความพึงพอใจเช่นเดียวกันกลับมีร้อยละ ค่าเฉลี่ยที่มากขึ้น ส่วนประสิทธิภาพของการใช้งานเบ้าอ่อนชนิดซิลิโคนจะดีกว่าการใช้งานเบ้าอ่อนชนิดโฟม<br />จากการใช้แบบทดสอบการใช้งานกายอุปกรณ์เทียมหมวดหมู่การเคลื่อนไหวขาเทียม และการเคลื่อนย้ายขาเทียม พบว่า มีค่าเฉลี่ยที่มากขึ้น รวมถึงแบบทดสอบประสิทธิภาพของอุปกรณ์ที่ใช้เวลาน้อยกว่า<br />ข้อมูลที่ได้เป็นเพียงเบื้องต้นของผู้ใช้งานจริงเกี่ยวกับการใช้งานเบ้าอ่อนขาเทียมอาจยังไม่เพียงพอ แนะนำให้ศึกษาต่อเพิ่มเติมทั้งจำนวนอาสาสมัครและการกำหนดคุณลักษณะของอุปกรณ์ทั้งสองชนิด</p> 2026-04-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันราชประชาสมาสัย https://he04.tci-thaijo.org/index.php/rpsi/article/view/4211 การพัฒนาแนวทางการดูแลผู้ป่วยวัณโรคที่มีค่าดัชนีมวลกายต่ำกว่าเกณฑ์ ด้วยโปรแกรมเสริมอาหารและการให้คำปรึกษาเชิงพฤติกรรม จังหวัดแพร่ 2026-03-20T10:08:03+07:00 ประนอม มาอุ่น pranom.ma80@gmail.com <p>วัณโรคยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของโลก ประเทศไทยมีอุบัติการณ์ผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 143 ต่อแสนประชากร โดยผู้ป่วยที่มีภาวะทุพโภชนาการ (BMI&lt;18.50 kg/m<sup>2</sup>) มีความเสี่ยงต่อผลลัพธ์การรักษาที่ไม่พึงประสงค์ จังหวัดแพร่พบสัดส่วนผู้ป่วยวัณโรคที่มี BMI ต่ำเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 31.91 เป็นร้อยละ 47.27 และมีอัตราการเสียชีวิตเฉลี่ยร้อยละ 7.62 การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&amp;D)มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนา ทดลองใช้ และประเมินประสิทธิผลของแนวทางการดูแลผู้ป่วยวัณโรคที่มีค่าดัชนีมวลกายต่ำกว่าเกณฑ์ โดยใช้โปรแกรมเสริมอาหารร่วมกับการให้คำปรึกษาเชิงพฤติกรรม จังหวัดแพร่ ประกอบด้วย 3 ระยะ ได้แก่ (1) ระยะประเมินสถานการณ์การดูแลผู้ป่วยวัณโรค (2) ระยะพัฒนาแนวทางการดูแลผู้ป่วยวัณโรคฯ และ (3) ประเมินประสิทธิผลแนวทางการดูแลผู้ป่วยวัณโรคฯ ในระยะประเมินผลใช้รูปแบบการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อน-หลัง (One-group pretest–posttest quasi-experimental design) เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงภาวะโภชนาการและผลลัพธ์การรักษาหลังได้รับโปรแกรม โดยเก็บข้อมูลทั้งในเชิงคุณภาพเพื่อหาปัจจัยพื้นฐานและเชิงปริมาณเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ ประยุกต์ใช้กรอบแนวคิด PRECEDE-PROCEED Model ซึ่งครอบคลุมการวิเคราะห์ปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ และปัจจัยเสริมที่มีผลต่อพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วย กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยวัณโรคปอดที่มีค่า (BMI&lt;18.50 kg/m<sup>2</sup>) ที่ขึ้นทะเบียนรักษาในโรงพยาบาล 8 แห่ง ของจังหวัดแพร่ จำนวน 195 ราย รวบรวมข้อมูล ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2567 ถึง 30 พฤศจิกายน 2568 รวมเวลา 12 เดือน ผู้วิจัยใช้วิธีรวบรวมกลุ่มตัวอย่างแบบทยอยเข้าการศึกษาตามเกณฑ์ที่กำหนดทุกราย ค่าเฉลี่ย ค่าดัชนีมวลกาย ระดับอัลบูมินในเลือด พฤติกรรมสุขภาพและความร่วมมือในการรักษา ผลสำเร็จของการรักษาวัณโรคและอัตราการเสียชีวิตวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Paired t-test <br />ผลการศึกษาพบว่า หลังการใช้แนวทางการดูแลฯ ผู้ป่วยมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมสุขภาพและความร่วมมือในการรักษาเพิ่มขึ้น ค่าดัชนีมวลกาย และระดับอัลบูมินในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (p &lt; 0.05) อัตราความสำเร็จของการรักษา (รักษาหายและรักษาครบ) เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่อัตราการเสียชีวิตระหว่างการรักษาลดลงอย่างชัดเจน เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงก่อนการดำเนินงานส่งผลให้กระบวนการรักษามีความต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น<br />สรุปได้ว่า แนวทางการดูแลผู้ป่วยวัณโรคที่มีภาวะทุพโภชนาการซึ่งพัฒนาผ่านกระบวนการวิจัยและพัฒนานี้สามารถปรับปรุงภาวะโภชนาการ พฤติกรรมสุขภาพ และผลลัพธ์การรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยช่วยเพิ่มระดับดัชนีมวลกายและอัตราความสำเร็จในการรักษาอย่างมีนัยสำคัญ และในระดับพื้นที่ควรนำแนวทางนี้ไปประยุกต์ใช้เป็นมาตรฐานการดำเนินงาน โดยให้ความสำคัญกับการคัดกรองภาวะโภชนาการเชิงรุก<br />ตั้งแต่แรกรับ และมีการติดตามค่าดัชนีมวลกายอย่างต่อเนื่องควบคู่กับการรักษาด้วยยา</p> 2026-04-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันราชประชาสมาสัย https://he04.tci-thaijo.org/index.php/rpsi/article/view/3718 ความก้าวหน้าของแนวทางการศึกษาทางด้านโปรตีโอมิกส์ในโรคหัวใจ 2025-10-24T16:10:41+07:00 รัญช ชนาฐิติกุล runchchanathitikul@gmail.com ปัญจารีย์ สินธัญญาธรรม pun.punjarees@gmail.com ต้นบุญ เลิศฤทธิ์เรืองสิน tonboon2308@gmail.com พอดี พิทักษ์พงศ์สนิท Pordee.pitak@gmail.com ภูมิฐาวัฒน์ จุลพิพัฒน์วงศ์ bhumthawat@gmail.com นิธิศ สมานทอง nitis.sman@gmail.com <p>โรคหัวใจและหลอดเลือด โดยเฉพาะโรคหัวใจถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างภาระด้านสุขภาพในระดับสากล แม้จะมีความก้าวหน้าทางการแพทย์และการรักษา แต่ความท้าทายหลายด้านยังคงมีอยู่โดยเฉพาะการวินิจฉัยโรคที่ทันท่วงที การประเมินความเสี่ยงที่แม่นยำและการจัดการโรคที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งการศึกษาทางโปรตีโอมิกส์ได้กลายเป็นแนวทางที่มีศักยภาพสูงในงานวิจัยโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยช่วยให้ค้นพบตัวบ่งชี้ทางชีวภาพใหม่ๆและเป้าหมายการรักษาที่สำคัญ ซึ่งอาจมีบทบาทในการพัฒนาทางคลินิกและเวชศาสตร์แปลผล เทคโนโลยีโปรตีโอมิกส์ จึงถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่สามารถยกระดับการแพทย์ในอนาคต ยิ่งไปกว่านั้นการบูรณาการโปรตีโอมิกส์เข้ากับแพลตฟอร์ม -omics เสริมและชีวสารสนเทศขั้นสูง ยังช่วยยกระดับการแบ่งชั้นของโรค สนับสนุนการพัฒนาการแพทย์แม่นยำ และช่วยให้เกิดลดระยะการรักษาทางคลินิกเร็วและตรงเป้าหมายมากขึ้น ซึ่งความก้าวหน้าเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของโปรตีโอมิกส์ในการวินิจฉัย การประเมินความเสี่ยง และการติดตามผลการรักษาที่แม่นยำยิ่งขึ้น ผ่านการศึกษาบทบาทของโปรตีโอมิกส์ที่กำลังพัฒนาในการวินิจฉัย การจัดการและการรักษาโรคหัวใจ โดยอ้างอิงจากวรรณกรรมที่ผ่านการทบทวนโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งตีพิมพ์ในช่วงปี ค.ศ. 2010 ถึง ค.ศ. 2025 ในฐานข้อมูล Google Scholar, PubMed และ Scopus</p> 2026-04-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันราชประชาสมาสัย https://he04.tci-thaijo.org/index.php/rpsi/article/view/4609 ห้องนอนที่พาร่างกายหลับสบาย: บทบาทของสิ่งแวดล้อมการนอนต่อการฟื้นฟูสุขภาพ 2026-04-27T14:32:55+07:00 ศ. (วุฒิคุณ) ดร.นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ journal.rajpracha@gmail.com <p>หลายคนพยายามดูแลการนอนอย่างตั้งใจ ทั้งออกกำลังกาย ปรับอาหาร ฝึกสติ และลดความเครียด แต่กลับยังนอนไม่ลึก ตื่นกลางดึก หรือรู้สึกไม่สดชื่นเมื่อตื่นเช้า เหตุผลหนึ่งที่มักถูกมองข้าม คือ “สิ่งแวดล้อมของการนอน” ซึ่งมีอิทธิพลต่อสมองและระบบประสาทอย่างเงียบๆ แต่ทรงพลังอย่างยิ่งในทางเวชศาสตร์วิถีชีวิต ห้องนอนไม่ใช่เพียงสถานที่พักผ่อน แต่เป็น “พื้นที่ฟื้นฟู” ที่ต้องเอื้อต่อการทำงานของฮอร์โมนเมลาโทนิน (Melatonin) ระบบประสาทพาราซิมพาเธติก (Parasympathetic Nervous System) และวงจรนาฬิกาชีวภาพ หากสิ่งแวดล้อมไม่เหมาะสม แม้เราจะหลับตาลงได้แต่ร่างกายก็อาจไม่สามารถซ่อมแซมตัวเองได้อย่างเต็มที่</p> 2026-04-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันราชประชาสมาสัย