https://he04.tci-thaijo.org/index.php/rpsi/issue/feed
วารสารสถาบันราชประชาสมาสัย
2026-08-19T15:15:04+07:00
Journal of Raj Pracha Samasai Institute
journal.rajpracha@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารสถาบันราชประชาสมาสัย (Journal of Raj Pracha Samasai Institute)</strong><br /><strong><u>กำหนดออก 3 ฉบับ</u></strong><u><strong>:</strong> </u>ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน / ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม / ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม<br /><strong><u>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์</u><u>:</u></strong> เป็นวารสารทางวิชาการที่มีวัตถุประสงค์ จัดทำและเผยแพร่โดยสถาบันราชประชาสมาสัย กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ตลอดจนนักวิจัยได้มีโอกาสเผยแพร่ นิพนธ์ต้นฉบับ บทความฟื้นวิชา รายงานผลการปฏิบัติงาน รายงานผู้ป่วย การสอบสวนโรค นวัตกรรม บทความวิชาการ และบทความพิเศษที่เกี่ยวกับการส่งเสริม เฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคและภัยสุขภาพ การรักษาพยาบาลและการฟื้นฟูสมรรถภาพ ระบาดวิทยา การสอบสวนโรค อนามัยสิ่งแวดล้อมและอาชีวอนามัย การพัฒนาคุณภาพงาน การตรวจพิเศษและการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ยุทธศาสตร์และนโยบายทางสาธารณสุขการประเมินผลโครงการ การพัฒนาและประเมินหลักสูตร เศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง <br /><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์</strong><strong> </strong><strong>: </strong>ภาษาไทย / ภาษาอังกฤษ <br /><strong>*วารสารสถาบันราชประชาสมาสัย ไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ใดๆ ในทุกขั้นตอน </strong></p>
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/rpsi/article/view/3681
ความก้าวหน้าทางการพัฒนาเชิงเปลี่ยนแปลงในภูมิคุ้มกันบำบัดสังเคราะห์: การเข้าใจกลไกและนวัตกรรมการรักษาสำหรับโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง
2026-01-21T09:45:05+07:00
นันทวรรณ วัฒนะโชติ
kate.watanachote@gmail.com
อิงค์ฟ้า รองเรืองกุล
coachkub2021@gmail.com
พรกนก พุฒพิสุทธิ์
Ppootpisu@gmail.com
กานต์พิชชา แก้วของแก้ว
Kkaewkongkaew@gmail.com
สิริพร ชูเพชรสมบูรณ์
siriporn.shu@gmail.com
<p>ภูมิคุ้มกันบำบัดสังเคราะห์ (Synthetic immunotherapy) ถือเป็นความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่ปฏิวัติการรักษาโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง โดยการบูรณาการชีววิทยาสังเคราะห์ การแก้ไขยีนส์เทคโนโลยีขั้นสูงนาโน และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อพัฒนากลยุทธ์การรักษาที่มีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพสูง โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเองมักเกิดจากความผิดปกติในการทนทานของระบบภูมิคุ้มกัน ส่งผลให้เกิดการอักเสบเรื้อรังและการทำลายเนื้อเยื่อจากการทำงานที่ผิดปกติของลิมโฟไซต์ที่เกิดจากตนเอง การควบคุมไซโตไคน์ที่ผิดปกติ และพันธุกรรมที่มีแนวโน้มทางโรค แม้ว่าการรักษาด้วยยาแบบดั้งเดิม เช่น สเตียรอยด์และยาชีวภาพจะช่วยพัฒนาการจัดการโรคได้ แต่ก็มีผลข้างเคียงและประสิทธิภาพระยะยาวที่จำกัด<br />บทความนี้สำรวจนวัตกรรมล่าสุดในภูมิคุ้มกันบำบัดสังเคราะห์ รวมถึงการแก้ไขจีโนมด้วยเทคนิคCRISPR/Cas9 การรักษาด้วยเซลล์ CAR-T เซลล์นำเสนอน้ำตาลสังเคราะห์ (Synthetic antigen-presenting cells หรือ APCs) และระบบการส่งยาแบบนาโนเทคโนโลยี การบูรณาการข้อมูลหลายมิติ (Multi-omics) และปัญญาประดิษฐ์ช่วยเพิ่มความแม่นยำและการปรับการรักษา โดยการระบุเครื่องหมายทางชีวภาพและเพิ่มประสิทธิภาพการตอบสนองการรักษา แม้จะมีความก้าวหน้าดังกล่าวแต่ยังคงมีอุปสรรคที่ท้าทาย เช่น ผลกระทบที่ไม่เจาะจง (off-target effects) ความเป็นพิษทางระบบ ความสามารถในการผลิตในปริมาณมาก และข้อกังวลทางจริยธรรม ซึ่งยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการแปลผลทางคลินิก การพิจารณาด้านกฎระเบียบและปัจจัยทางเศรษฐกิจยังทำให้การนำไปใช้ในวงกว้างและการเข้าถึงยากขึ้น<br />ทบทวนความก้าวหน้าของภูมิคุ้มกันบำบัดสังเคราะห์ในปัจจุบัน โดยเน้นถึงศักยภาพในการเปลี่ยนแปลง ในขณะที่คำนึงถึงอุปสรรคหลักที่ต้องดำเนินการเพื่อให้การนำไปใช้ทางคลินิกประสบความสำเร็จ แนวทางการวิจัยในอนาคตจะเน้นไปที่การปรับปรุงกลไกความปลอดภัย กรอบระเบียบข้อบังคับ และการทำงานร่วมกันระหว่างสาขาวิชาต่างๆ เพื่อให้ได้ผลทางการรักษาสูงสุด เมื่อชีววิทยาสังเคราะห์ยังคงพัฒนานวัตกรรมเหล่านี้มีศักยภาพในการพัฒนาการรักษาโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเองผ่านการออกแบบตามความถูกต้อง ซึ่งให้ทางเลือกการรักษาที่ปลอดภัยกว่ามีประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถปรับแต่งได้ตามผู้ป่วยแต่ละราย</p>
2026-08-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันราชประชาสมาสัย
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/rpsi/article/view/3724
ความก้าวหน้าทางชีววิทยาสังเคราะห์สำหรับเซ็นเซอร์ชีวภาพ เพื่อการตรวจจับแบคทีเรียที่มีประสิทธิภาพ: การทบทวนเชิงระบบ
2025-12-23T13:39:52+07:00
ฐิติชญาน์ เหมะรักษ์
jeanshemarak@gmail.com
รัตน์ศิกานต์ พิพัฒน์สุทธิกุล
2903anfield@gmail.com
จิรายุ ปราณปรีชากุล
poyjirayu29@gmail.com
อรรจกร หวลเจริญทนต์
Audjagordon@gmail.com
ศุจิมน มังคลรังษี
khunsujimon.m@gmail.com
<p>ไบโอเซนเซอร์ (Biosensor) เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในด้านการวินิจฉัยทางการแพทย์ การตรวจสอบสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยทางอาหาร เนื่องจากมีความไวสูงและสามารถตรวจวัดได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามไบโอเซนเซอร์แบบดั้งเดิมยังมีข้อจำกัดด้านความเสถียร ความสามารถในการทำซ้ำ และระยะเวลาการตรวจวัดที่ยาวนาน การเกิดขึ้นของชีววิทยาสังเคราะห์ (Synthetic Biology) ได้ปฏิวัติการพัฒนาไบโอเซนเซอร์ โดยทำให้สามารถออกแบบวงจรพันธุกรรมและระบบชีวภาพเชิงโปรแกรมได้อย่างแม่นยำ และคาดการณ์ได้งานทบทวนอย่างเป็นระบบนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์และประเมินความก้าวหน้าของไบโอเซนเซอร์ที่พัฒนาจากชีววิทยาสังเคราะห์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจหาการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรีย พร้อมเปรียบเทียบกับวิธีการวินิจฉัยแบบดั้งเดิม การสืบค้นข้อมูลครอบคลุมงานวิจัยระหว่างปี ค.ศ. 2010-2024 ตามแนวทาง PRISMA โดยมุ่งเน้นไบโอเซนเซอร์ชนิดเซลล์ทั้งหมด (Whole-cell) ชนิดไร้เซลล์ (Cell-free) ระบบ CRISPR/Cas และระบบ<br />ที่ผสานวัสดุนาโนผลการทบทวนพบว่า ชีววิทยาสังเคราะห์ช่วยเพิ่มความไว ความจำเพาะ และความสะดวกในการใช้งานของไบโอเซนเซอร์ โดยระบบที่ผสานเทคโนโลยี CRISPR และวัสดุนาโนสามารถตรวจเชื้อได้ในระดับ 10 CFU/mL ภายในเวลาไม่เกิน 60 นาที อย่างไรก็ตามยังมีความท้าทายด้านการกำหนดมาตรฐานการทดสอบภาคสนาม ความปลอดภัยทางชีวภาพ และการบูรณาการกับเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอินเทอร์เน็ตในทุกสิ่ง (IoT) โดยสรุปชีววิทยาสังเคราะห์ได้พลิกโฉมเทคโนโลยีไบโอเซนเซอร์ให้ก้าวสู่ยุคใหม่ของระบบการตรวจวินิจฉัยที่รวดเร็ว แม่นยำ และชาญฉลาด ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ได้ทั้งในด้านการแพทย์ สิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยทางอาหาร</p>
2026-08-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันราชประชาสมาสัย
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/rpsi/article/view/3383
การพัฒนารูปแบบบริการป้องกันภาวะคลอดก่อนกำหนดในหญิงตั้งครรภ์โรงพยาบาลบรบือ
2026-01-13T11:12:22+07:00
อภิญญา สารภักดิ์
apinya.kie79@gmail.com
ภัทรา พรมมงคล
Cherry04172525@gmail.com
<p>การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาภาวะคลอดก่อนกำหนด พัฒนารูปแบบบริการป้องกันภาวะคลอดก่อนกำหนด และประเมินผลลัพธ์การพัฒนารูปแบบบริการป้องกันภาวะคลอดก่อนกำหนดในหญิงตั้งครรภ์ที่มารับบริการฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลบรบือ คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 50 คน ตามเกณฑ์คัดเข้าคัดออก คือ หญิงตั้งครรภ์รายใหม่ ฝากครรภ์ก่อนอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ และมีภาวะเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสนทนากลุ่ม แบบวัดความรู้ และพฤติกรรมป้องกันภาวะคลอดก่อนกำหนด และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน<br />ผลการพัฒนารูปแบบบริการป้องกันภาวะคลอดก่อนกำหนดในหญิงตั้งครรภ์ ประกอบด้วย การคัดกรอง การให้ความรู้ การเฝ้าระวัง การติดตามเยี่ยมเชิงรุก การวางแผนจำหน่ายในห้องคลอดและติดตาม<br />หลังจำหน่ายพบว่า ภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดลดลงจากร้อยละ 30 เหลือร้อยละ 14 การกลับมารักษาซ้ำลดลงจาก ร้อยละ 53.33 เหลือร้อยละ 14.28 และการคลอดครบกำหนดเพิ่มขึ้นจาก ร้อยละ 88 เป็นร้อยละ 100 คะแนน ความรู้และพฤติกรรมป้องกันภาวะคลอดก่อนกำหนดเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p-value <0.001 ความพึงพอใจของหญิงตั้งครรภ์และทีมสหวิชาชีพต่อรูปแบบบริการป้องกันภาวะคลอดก่อนกำหนด อยู่ในระดับมาก <br />ข้อเสนอแนะ ควรศึกษาผลของการพัฒนารูปแบบอย่างต่อเนื่อง และควรขยายผลการวิจัยไปสู่โรงพยาบาลลูกข่าย เพื่อให้มีการใช้รูปแบบบริการป้องกันภาวะคลอดก่อนกำหนดอย่างเป็นระบบ</p>
2026-08-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันราชประชาสมาสัย
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/rpsi/article/view/3427
ความชุกของเชื้อดื้อยาโคลิสตินที่แยกได้จากสิ่งส่งตรวจของผู้ป่วย ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลราชบุรี ระหว่างปี พ.ศ. 2563-2567
2026-02-04T11:23:14+07:00
อรนุช กุศลพลาเลิศ
oranuch.k25@gmail.com
<p>ปัจจุบันมีรายงานการพบแบคทีเรียดื้อยาโคลิสตินเพิ่มมากขึ้นทั่วโลก ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วยจากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้ผู้วิจัยสนใจศึกษาความชุกของเชื้อแบคทีเรียดื้อยาโคลิสตินในโรงพยาบาลราชบุรี โดยทำการศึกษาข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563-2567 และได้จำแนกเชื้อออกเป็นสามกลุ่ม คือ เชื้อ <em>Pseudomonas aeruginosa</em> ที่ดื้อต่อยาโคลิสติน <em>Acinetobacter baumannii</em> ที่ดื้อต่อยาโคลิสตินและ Enterobacterales ที่ดื้อต่อยาโคลิสติน พบว่าเชื้อ <em>Pseudomonas aeruginosa</em> ที่ดื้อต่อยาโคลิสตินมีแนวโน้มลดลง แต่ขณะที่เชื้อ<em> Acinetobacter baumannii</em> ที่ดื้อต่อยาโคลิสติน และ Enterobacterales ที่ดื้อต่อยาโคลิสตินมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากการศึกษาสาเหตุที่เชื้อดื้อยาโคลิสตินลดลงในเชื้อ<em> Pseudomonas aeruginosa </em>และเพิ่มขึ้นในเชื้อ<em> Acinetobacter baumannii</em> และ Enterobacterales เป็นเรื่องของปัจจัยการใช้ยาโคลิสติน เมื่อศึกษาโดยแยกเชื้อตามประเภทของสิ่งส่งตรวจ พบเชื้อ <em>Pseudomonas aeruginosa</em> ที่ดื้อต่อยาโคลิสติน<em>Acinetobacter baumannii</em> ที่ดื้อต่อยาโคลิสตินสูงมากในตัวอย่างเสมหะ ในขณะที่เชื้อ Enterobacterales ที่ดื้อต่อยาโคลิสติน พบสูงสุดในตัวอย่างปัสสาวะสอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมที่พบเชื้อนั้น ๆ และเมื่อศึกษาโดยแยกเชื้อที่ตรวจพบแยกประเภทตามแผนกพบว่า <em>Pseudomonas aeruginosa</em> ที่ดื้อต่อยาโคลิสติน <br />และ Enterobacterales ที่ดื้อต่อยาโคลิสติน พบในแผนกอายุรกรรมและศัลยกรรมมากที่สุด ในขณะที่เชื้อ <em>Acinetobacter baumannii</em> ที่ดื้อต่อยาโคลิสติน พบสูงสุดในแผนกไอซียู<br />การติดตามแนวโน้มการดื้อยาโคลิสตินของเชื้อก่อโรคมีความสำคัญอย่างยิ่งในการเฝ้าระวังและการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อรวมถึงการใช้ยาอย่างเหมาะสม ดังนั้นทางโรงพยาบาลควรมีการหาอัตราการใช้ยาโคลิสตินในแต่ละปี และเปรียบเทียบแนวโน้มการใช้ยา เพื่อเป็นแนวทางกำหนดนโยบายการวางแผนและการตัดสินใจในการใช้ยาได้อย่างเหมาะสม</p>
2026-08-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันราชประชาสมาสัย
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/rpsi/article/view/4398
ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการมาตามนัดของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบางเพรียง อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ
2026-05-25T15:37:53+07:00
สมพงษ์ สิทธิพุทธา
sompong251125@gmail.com
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับปัจจัยด้านบุคคล ระบบบริการสุขภาพ ครอบครัวและสังคม สิ่งแวดล้อม พฤติกรรมการมาตามนัด และปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการมาตามนัดของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบางเพรียง อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ การวิจัยเป็นแบบเชิงสำรวจภาคตัดขวาง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง จำนวน 283 คน สุ่มแบบชั้นภูมิ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามครอบคลุมด้านบุคคล ระบบบริการสุขภาพ ครอบครัวและสังคม สิ่งแวดล้อม และพฤติกรรมการมาตามนัด แบบสอบถามมีความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) เท่ากับ 1.00 และค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นรายด้านเท่ากับ 0.79, 0.73, 0.85, 0.87 และ 0.80 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สหสัมพันธ์ของเพียร์สันและการถดถอยพหุคูณแบบ Enter พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีอายุเฉลี่ย 61 ปี เป็นเพศหญิง มีอายุมากกว่า 60 ปี มีสถานภาพสมรส การศึกษาระดับประถม ประกอบอาชีพค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัวหรือรับจ้างทั่วไป มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,000-14,999 บาท และอาศัยอยู่ห่างจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล 1-4 กม. ส่วนใหญ่เป็นโรคความดันโลหิตสูงมานาน 4-6 ปี และมีการเลื่อนนัดเป็นครั้งคราว ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการมาตามนัดอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน ได้แก่ ด้านสิ่งแวดล้อม (Mean = 4.84, S.D. = 0.33) ด้านครอบครัวและสังคม (Mean = 4.77, S.D. = 0.34) ด้านระบบบริการสุขภาพ (Mean = 4.66, S.D. = 0.34) และด้านบุคคล (Mean = 4.56, S.D. = 0.34) พฤติกรรมการมาตามนัดอยู่ในระดับมากที่สุด (Mean = 4.57, S.D. = 0.30) ปัจจัยด้านระบบบริการสุขภาพมีอิทธิพลเชิงบวกต่อพฤติกรรมการมาตามนัดมากที่สุด (β = 0.57, P-value < .001) ปัจจัยด้านครอบครัวและสังคมมีอิทธิพลเชิงลบ อย่างมีนัยสำคัญ (β = −0.24, P-value < .001) ส่วนปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม (β = 0.17, P-value < .05) และด้านบุคคล (β = 0.10, P-value < .05) มีอิทธิพลเชิงบวกในระดับน้อยกว่า โดยตัวแปรทั้งหมดสามารถอธิบายความแปรปรวนของพฤติกรรมการมาตามนัดได้ ร้อยละ 41 (R² = 0.41, F = 48.28, P-value < .001) แสดงให้เห็นว่า ควรพัฒนาระบบบริการสุขภาพ โดยเฉพาะระบบนัดหมายและการติดตามผู้ป่วยเชิงรุก ควบคู่กับการส่งเสริมบทบาทของครอบครัวและเครือข่ายสังคมให้สนับสนุนการมาตามนัดอย่างเหมาะสม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในระยะยาว </p>
2026-08-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันราชประชาสมาสัย
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/rpsi/article/view/5059
การวิจัยด้านอาชีวเวชศาสตร์
2026-08-19T13:44:12+07:00
ธีระ รามสูต
journal.rajpracha@gmail.com
<p>อาชีวเวชศาสตร์ เป็นศาสตร์ที่มุ่งเน้นการป้องกันและแก้ไขปัญหาสุขภาพที่เกิดจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมในที่ทำงาน การศึกษาในด้านนี้ช่วยลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อแรงงาน เช่น โรคที่เกี่ยวข้องต่อแรงงาน โรคที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน โรคจากสารเคมี และปัญหาสุขภาพจิต โดยมีบทบาทสำคัญในการสร้างความปลอดภัยและเพิ่มพูนคุณภาพชีวิตของแรงงาน</p>
2026-08-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันราชประชาสมาสัย
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/rpsi/article/view/3431
ความท้าทายที่สำคัญและการประยุกต์ใช้แอปพลิเคชัน ในนวัตกรรมการดูแลผู้สูงอายุในประเทศไทย
2025-12-09T15:55:19+07:00
ณัชชา สวรรค์วัฒนกุล
fah.natchasw@gmail.com
ศุจิมน มังคลรังษี
khunsujimon.m@gmail.com
<p>ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอดอย่างรวดเร็ว โดยมีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2574 ประชากรมากกว่า 28% จะมีอายุ 60 ปีขึ้นไป ปัจจุบันประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นรวดเร็วที่สุดในโลก จากประชากรทั้งหมดประมาณ 67 ล้านคน มีผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) <br />ประมาณ 12 ล้านคน การเปลี่ยนแปลงเชิงประชากรนี้ก่อให้เกิดความท้าทายอย่างมากต่อระบบสาธารณสุขระบบสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ดังกล่าวได้มีการพัฒนา “นวัตกรรมการดูแลผู้สูงอายุ” หลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่เทคโนโลยีสุขภาพดิจิทัลไปจนถึงโครงการดูแลแบบชุมชนเพื่อรองรับการดูแลประชากรสูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อระบุความท้าทายหลักในระบบการดูแลผู้สูงอายุของประเทศไทย ทบทวนแนวทางนวัตกรรมที่มีอยู่ในปัจจุบัน และเสนอแนวทางเชิงกลยุทธ์สำหรับการประยุกต์ใช้นวัตกรรมด้านผู้สูงอายุให้เหมาะสมกับบริบททางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของประเทศ การศึกษานี้เป็นการทบทวนวรรณกรรมเชิงพรรณนา (Narrative Review) โดยรวบรวมข้อมูลจากฐานข้อมูล Google Scholar, PubMed และ ThaiJo ระหว่างปี 2553-2566 ครอบคลุมทั้งวรรณกรรมภาษาอังกฤษและภาษาไทย บทความวิชาการ รายงานเชิงนโยบาย และงานวิจัยที่คัดเลือกมาได้รับการวิเคราะห์และสังเคราะห์เชิงประเด็นให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการศึกษา ผลการศึกษาพบว่า ระบบการดูแลผู้สูงอายุของ<br />ประเทศไทยยังคงเผชิญกับปัญหาหลัก ได้แก่ การขาดแคลนผู้ดูแล ความไม่มั่นคงทางการเงินของผู้สูงอายุ และทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่อยู่ในระดับต่ำ แม้จะมีการพัฒนานวัตกรรม เช่น ระบบการแพทย์ทางไกล (Telehealth) บ้านอัจฉริยะ และรูปแบบการดูแลแบบชุมชน แต่การดำเนินงานยังขาดความเชื่อมโยงและไม่ทั่วถึงทั่วประเทศ อุปสรรคสำคัญ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่ยังไม่เพียงพอค่านิยมทางวัฒนธรรมที่ยังยึดโยงกับการดูแลแบบครอบครัว และการขาดระบบเชื่อมต่อข้อมูลสุขภาพ<br />ระหว่างหน่วยงานต่างๆ ประสบการณ์จากประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของระบบการเงินที่มีโครงสร้างชัดเจน การฝึกอบรมผู้ดูแล และการออกแบบที่เน้นผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง เพื่อส่งเสริมการขยายผลนวัตกรรมอย่างยั่งยืน สรุปได้ว่าการส่งเสริมการนำนวัตกรรมด้านการดูแลผู้สูงอายุมาใช้ในประเทศไทยจำเป็นต้องอาศัยแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทมีความครอบคลุม และมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยผสานเทคโนโลยีเข้ากับการบริการที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะดิจิทัล การเข้าถึงบริการอย่างเท่าเทียม และระบบติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการดูแลผู้สูงอายุที่มีคุณภาพและยั่งยืนในสังคมไทยที่กำลังสูงวัยอย่างรวดเร็ว</p>
2026-08-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสถาบันราชประชาสมาสัย