วารสารสถาบันราชประชาสมาสัย
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/rpsi
<p><strong>วารสารสถาบันราชประชาสมาสัย (Journal of Raj Pracha Samasai Institute)</strong><br /><strong><u>กำหนดออก 3 ฉบับ</u></strong><u><strong>:</strong> </u>ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน / ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม / ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม<br /><strong><u>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์</u><u>:</u></strong> เป็นวารสารทางวิชาการที่มีวัตถุประสงค์ จัดทำและเผยแพร่โดยสถาบันราชประชาสมาสัย กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ตลอดจนนักวิจัยได้มีโอกาสเผยแพร่ นิพนธ์ต้นฉบับ บทความฟื้นวิชา รายงานผลการปฏิบัติงาน รายงานผู้ป่วย การสอบสวนโรค นวัตกรรม บทความวิชาการ และบทความพิเศษที่เกี่ยวกับการส่งเสริม เฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคและภัยสุขภาพ การรักษาพยาบาลและการฟื้นฟูสมรรถภาพ ระบาดวิทยา การสอบสวนโรค อนามัยสิ่งแวดล้อมและอาชีวอนามัย การพัฒนาคุณภาพงาน การตรวจพิเศษและการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ยุทธศาสตร์และนโยบายทางสาธารณสุขการประเมินผลโครงการ การพัฒนาและประเมินหลักสูตร เศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง <br /><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์</strong><strong> </strong><strong>: </strong>ภาษาไทย / ภาษาอังกฤษ <br /><strong>*วารสารสถาบันราชประชาสมาสัย ไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ใดๆ ในทุกขั้นตอน </strong></p>
สถาบันราชประชาสมาสัย (Rajprachasamasai Institute)
th-TH
วารสารสถาบันราชประชาสมาสัย
3057-0816
<p><strong>ประกาศเกี่ยวกับลิขสิทธิ์<br /></strong>บทความที่ลงพิมพ์ในวารสารสถาบันราชประชาสมาสัย ถือว่าเป็นผลงานทางวิชาการหรือการวิจัย และวิเคราะห์ตลอดจนเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้นิพนธ์ ไม่ใช่ความเห็นกองบรรณาธิการแต่ประการใด ผู้นิพนธ์จำต้องรับผิดชอบต่อบทความของตน</p> <p><strong>นโยบายส่วนบุคคล<br /></strong>ชื่อและที่อยู่อีเมลที่ระบุในวารสารสถาบันราชประชาสมาสัย จะถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ตามที่ระบุไว้ ในวารสารเท่านั้น และจะไม่ถูกนำไปใช้สำหรับวัตถุประสงค์อื่น หรือต่อบุคคลอื่นใด</p>
-
สุขภาวะ ทัศนคติ และพฤติกรรมความปลอดภัยในการขับขี่ของผู้ขับขี่รถยนต์สาธารณะเขตเมือง
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/rpsi/article/view/3275
<p>ปัจจุบันมีการใช้บริการรถยนต์สาธารณะในเขตเมืองมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องมาจากการขยายตัวของเมืองและความต้องการในการเดินทางของประชาชนที่สูงขึ้น ปัญหาอุบัติเหตุทางถนนยังคงเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้โดยสารและผู้ใช้ถนนทั่วไปโดยเฉพาะในเขตเมือง ซึ่งมีความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุสูงกว่าพื้นที่อื่น โดยสาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมเสี่ยงของผู้ขับขี่ องค์การอนามัยโลกเรียกร้องให้ทุกประเทศ และทุกภาคีเครือข่ายยึดหลักวิถีแห่งระบบที่ปลอดภัยในการดำเนินงาน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายลดการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนให้ได้อย่างน้อย 50% ภายในปี 2573 ผู้ศึกษาจึงสนใจที่จะศึกษาสุขภาวะ ทัศนคติ พฤติกรรมด้านความปลอดภัยในการขับขี่รถยนต์ของผู้ขับขี่รถยนต์สาธารณะเขตเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างสุขภาวะ ทัศนคติ พฤติกรรมด้านความปลอดภัยในการขับขี่กับการเกิดอุบัติเหตุของผู้ขับขี่รถยนต์สาธารณะเขตเมือง เพื่อนำผลการศึกษาปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการเกิดอุบัติเหตุในกลุ่มผู้ขับขี่รถสาธารณะโดยตรง และใช้เป็นแนวทางในการวางแผนสร้างความตระหนักรู้อย่างเหมาะสมในผู้ขับขี่รถยนต์สาธารณะต่อไป โดยทบทวนวรรณกรรม<br />และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้ที่มารับการตรวจสมรรถนะการขับขี่ทุกรายที่มีใบขับขี่ประเภทรถยนต์สาธารณะ ณ สถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2566 ถึง 31 มีนาคม 2567 จำนวน 834 คน โดยใช้แบบสอบถามที่พัฒนาขึ้นพบว่า เป็นเพศชาย ร้อยละ 85.0 มีอายุระหว่าง 51-60 ปี ร้อยละ 28.1 จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ร้อยละ 33.0 มีประสบการณ์การขับขี่รถยนต์สาธารณะมากกว่า 15 ปี ร้อยละ 40.6 ไม่มีโรคประจำตัว ร้อยละ 73.3 ไม่มีประวัติการสูบบุหรี่ ร้อยละ 54.0 มีประวัติการดื่มสุรา ร้อยละ 62.8 ดื่มเครื่องดื่มชูกำลัง ร้อยละ 54.4 ดื่มกาแฟ ร้อยละ 78.1 และมีประวัติการเกิดอุบัติเหตุ ร้อยละ 44.2 มีทัศนคติในการขับขี่รถยนต์สาธารณะในระดับดีมาก (=4.48±0.27) มีพฤติกรรมการขับขี่รถยนต์สาธารณะอย่างปลอดภัยโดยรวมของอยู่ในระดับดี (=3.68±0.46) เพศ โรคประจำตัว ระยะเวลาการขับขี่รถยนต์รถสาธารณะการสูบบุหรี่ และระยะเวลาการนอนหลับมีความแตกต่างของการเกิดอุบัติเหตุระหว่างกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05)<br />สรุปการป้องกันอุบัติเหตุในกลุ่มผู้ขับขี่รถยนต์สาธารณะควรให้ความสำคัญกับการควบคุมระยะเวลาในการขับรถ การตรวจ และติดตามสุขภาพของผู้ขับขี่ที่มีโรคประจำตัว การส่งเสริมให้ผู้ขับขี่ได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ และการรณรงค์ลดการสูบบุหรี่ รวมถึงอาจต้องมีมาตรการเฉพาะที่แตกต่างกันตามเพศของผู้ขับขี่และควรศึกษาเพิ่มเติม เนื่องจากอาจมีปัจจัยแทรกซ้อนอื่นๆ ที่ส่งผลต่อความสัมพันธ์เหล่านี้ได้</p>
เขมกร เที่ยงทางธรรม
สมรักษ์ ศิริเขตรกรณ์
ณัฐมา รองมาลี
พณัญญา เชื้อดำรง
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันราชประชาสมาสัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-12
2025-12-12
9 3
42
55
-
โรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง: ภาระโรคในระดับโลกและบทเรียนจากประเทศไทย
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/rpsi/article/view/3603
<p>โรคหัวใจและหลอดเลือด (CVD) และโรคหลอดเลือดสมองยังคงเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตและทุพพลภาพทั่วโลก คิดเป็นเกือบหนึ่งในสามของการเสียชีวิตทั้งหมด ในปี 2564 มีผู้เสียชีวิตจากสาเหตุโรคหัวใจและหลอดเลือดประมาณ 20.5 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองมากกว่า 6.5 ล้านคน โดยอุบัติการณ์โรคนี้สูง โดยเฉพาะในประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง ซึ่งมีการเสียชีวิตจากการป่วยด้วยโรคทั้งสองนี้มากกว่า 80% ในประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจมากกว่า 65,000 รายต่อปี และมีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองรายใหม่ประมาณ 350,000 รายในปี 2566 ส่วนใหญ่มีภาวะทุพพลภาพระยะยาวบทความนี้เป็นบทความปริทัศน์ที่สรุปและวิเคราะห์ข้อมูลจากวรรณกรรมวิชาการที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง ทั้งในระดับโลกและบริบทของประเทศไทย ทั้งสองโรคมีพยาธิสรีรวิทยาร่วมกัน เช่น ความผิดปกติของเซลล์บุผนังหลอดเลือด การอักเสบเรื้อรัง ภาวะออกซิเดชันเกิน และหลอดเลือดแข็งตัว ซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำงานของหลอดเลือดและหัวใจ ปัจจัยเสี่ยงที่สามารถป้องกันได้ เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคอ้วน การสูบบุหรี่ การบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม และมลพิษทางอากาศ มีส่วนทำให้การเกิดโรคเพิ่มขึ้น ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เช่น อายุ เพศ และพันธุกรรมมีผลร่วมในการเพิ่มความเสี่ยงการวินิจฉัยที่มีความก้าวหน้า เช่น การใช้ MRI สำหรับโรคหลอดเลือดสมองตีบ และการตรวจ Troponin สำหรับกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ทำให้การวินิจฉัยมีความแม่นยำมากขึ้น การรักษามีการพัฒนา เช่น การดึงลิ่มเลือดด้วยสายสวน การใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดใหม่ และการใช้เครื่องมือในการรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจระยะรุนแรง ทำให้ผลลัพธ์การรักษาดีขึ้น การป้องกันโรคในระดับปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และตติยภูมิ<br />ได้รับการดำเนินการแล้ว แต่ยังมีช่องว่างในการวิจัย เช่น ผลกระทบระยะยาวของมลพิษทางอากาศ การวิจัยทางพันธุกรรมในประชากรเอเชีย และการพัฒนาโปรแกรมป้องกันที่เหมาะสมในระบบสุขภาพของไทย การเสริมสร้างการป้องกันโรค การเพิ่มการเข้าถึงการวินิจฉัยและการรักษาที่มีคุณภาพ และการเติมเต็มช่องว่างในการวิจัยเป็นแนวทางสำคัญในการลดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรและภาวะทุพพลภาพจากโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง</p>
ณัฐณกานต์ ธูปทอง
ภัทรธิดา พิจารณาธรรม
ปัฐพี จงสถาพงษ์พันธ์
ลิลลี่ ประทีป
ธัญมนทร์ เหล่าพงศ์พิชญ์
ศุจิมน มังคลรังษี
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันราชประชาสมาสัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-12
2025-12-12
9 3
56
72
-
ผลของการให้ความรู้อย่างมีแบบแผนต่อความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองในผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิดเอสทียกสูง หลังทำหัตถการหลอดเลือดหัวใจ สถาบันโรคทรวงอก
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/rpsi/article/view/3304
<p>การให้ความรู้อย่างมีแบบแผนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการควบคุมปัจจัยเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจในผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิดเอสทียกสูงหลังทำหัตถการหลอดเลือดหัวใจ เป็นสิ่งสำคัญในการดูแลตนเอง การป้องกันการกลับเป็นซ้ำ และลดอัตราการนอนโรงพยาบาลซ้ำหลังจำหน่าย วัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อเปรียบเทียบความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองในผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิดเอสทียกสูงหลังทำหัตถการหลอดเลือดหัวใจ ก่อนและหลังได้รับความรู้อย่างมีแบบแผน เป็นการวิจัยกึ่งทดลองดำเนินการวิจัยโดยให้ความรู้อย่างมีแบบแผน โดยวัดก่อนและหลังผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิดเอสทียกสูงหลังทำหัตถการหลอดเลือดหัวใจ กลุ่มตัวอย่าง 30 คน วัดความรู้เรื่องการปฏิบัติตัว และสัมภาษณ์พฤติกรรม<br />ในการดูแลตนเองทั้งก่อนและหลังการให้ความรู้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้พฤติกรรมการดูแลตนเองก่อนและหลัง โดยใช้สถิติทดสอบค่า t ที่ระดับนัยสำคัญ 5% ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองภายหลังการได้รับความรู้อย่างมีแบบแผนสูงกว่าก่อนการได้รับความรู้ (p-values<.001) สรุปการให้ความรู้อย่างมีแบบแผนในผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิดเอสทียกสูงหลังทำหัตถการหลอดเลือดหัวใจ โดยการให้เป็นรายบุคคลผ่านสื่อการเรียนรู้ด้วยวีดิทัศน์ แผนการสอน เอกสารแผ่นพับ คู่มือการดูแลตนเอง พร้อมทั้งให้ญาติผู้ดูแลเข้ามามีส่วนร่วมในการรับฟังมีการติดตามข้อมูลสุขภาพและให้คำแนะนำทางโทรศัพท์จะช่วยให้ผู้ป่วยมีความรู้เกี่ยวกับโรค และพฤติกรรมการดูแลตนเองได้อย่างเหมาะสม</p>
อรสา ไพรรุณ
เกศริน ศรีเพ็ชร
ธนัชชา มิตรเปรียญ
สุนิษา ละดา
เกษร รัตนวิสุทธิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันราชประชาสมาสัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-12
2025-12-12
9 3
1
10
-
การประเมินผลการเปิดรับข่าวสาร ความรู้ พฤติกรรมการป้องกันโรคติดต่อนำโดยยุงลายของประชาชน ปี 2568
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/rpsi/article/view/3655
<p>โรคติดต่อนำโดยยุงลาย ได้แก่ โรคไข้เลือดออก โรคไข้ปวดข้อยุงลาย และโรคติดเชื้อไวรัสซิกาเป็นโรคประจำถิ่นของประเทศไทยซึ่งเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย กองโรคติดต่อนำโดยแมลงได้ดำเนินการผลิตสื่อต้นแบบเผยแพร่ผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อให้ประชาชนเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การป้องกันโรคติดต่อนำโดยยุงลาย แต่ยังคงพบผู้ป่วยจำนวนมากและมีการกระจายทั่วประเทศสะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดของการดำเนินงาน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องประเมินผลการสื่อสารและประชาสัมพันธ์เรื่องโรคติดต่อนำโดยยุงลายของประชาชน การศึกษาในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,000 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าต่ำสุด ค่าสูงสุด และสถิติไคสแควร์ (Chi-Square) ในการทดสอบความสัมพันธ์ ผลการศึกษาพบว่า ช่องทางที่กลุ่มตัวอย่างได้รับสื่อโรคติดต่อนำโดยยุงลายมากที่สุด คืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ร้อยละ 65.0 รูปแบบสื่อโรคติดต่อนำโดยยุงลายที่ต้องการมากที่สุด คือ สื่อภาพเคลื่อนไหว ร้อยละ 42.8 และประเด็นเนื้อหาที่ต้องการทราบมากที่สุด คือ ด้านการป้องกัน ร้อยละ 76.7 อีกทั้งการเปิดรับข่าวสารมีความสัมพันธ์กับความรู้โรคไข้เลือดออกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.015) และมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้เลือดออกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.005)ดังนั้นควรเผยแพร่ข่าวสารโรคติดต่อนำโดยยุงลายในรูปแบบที่ประชาชนต้องการ และผ่านช่องทางที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย เพื่อเพิ่มระดับความรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการป้องกันโรคติดต่อนำโดยยุงลายที่เหมาะสม</p>
อดุลย์ ฉายพงษ์
รุ่งทิวา บัวเรียน
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันราชประชาสมาสัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-12
2025-12-12
9 3
11
23
-
ปัญญาประดิษฐ์ในการออกแบบและสร้างเนื้อเยื่อวิศวกรรม
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/rpsi/article/view/3311
<p>วิศวกรรมเนื้อเยื่อ (Tissue Engineering) ได้กลายเป็นสาขาที่มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญในทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู โดยการออกแบบโครงร่าง (Scaffold) มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเจริญเติบโตของเซลล์และการฟื้นฟูเนื้อเยื่อ อย่างไรก็ตามการจำลองสถาปัตยกรรมที่ซับซ้อนและคุณสมบัติทางกลของเนื้อเยื่อธรรมชาตินั้น ยังคงเป็นความท้าทายที่สำคัญ ความก้าวหน้าล่าสุดในด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial intelligence: AI) ได้ปฏิวัติการพัฒนาโครงร่างโดยการปรับปรุงการออกแบบ และการผลิตโครงร่างวิศวกรรมเนื้อเยื่อเพื่อให้ได้คุณสมบัติเฉพาะ AI ช่วยในการทำนายคุณสมบัติของวัสดุชีวภาพ ปรับแต่งรูปทรงของโครงร่างและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตผ่านการควบคุมกระบวนการแบบ Real time ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาการทดลองผิดพลาดได้อย่างมากการผลิตโครงร่างที่ใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ ที่มีการควบคุมด้วย AI ได้แสดงให้เห็นถึงความแม่นยำที่มากกว่าในการผลิตโครงร่างที่ปรับให้เหมาะกับผู้ป่วยมีความทนทานทางกล และมีความเข้ากันได้ทางชีวภาพ นอกจากนี้โมเดล AI ยังช่วยทำนายพฤติกรรมทางกลและโปรไฟล์การย่อยสลายของโครงร่างได้อย่างแม่นยำ ซึ่งเร่งกระบวนการพัฒนา Solution วิศวกรรมเนื้อเยื่อที่มีศักยภาพทางคลินิก ดังนั้นการศึกษานี้เน้นการผสมผสานของ AI ในทุกขั้นตอนของการพัฒนาโครงร่างและศักยภาพในการลดข้อจำกัดที่มีอยู่ ซึ่งการริเริ่มบำบัดฟื้นฟูที่เป็นส่วนตัวมีประสิทธิภาพและสามารถขยายได้มากยิ่งขึ้น</p>
กฤตพิพัฒน์ ลี
เพียงพอดี มะฮาด
ปิ่นทิพย์ นิติเรืองจรัส
ณิชชา ยศธนหิรัญ
เจตนิพัทธ์ กุณาวงศ์
เจตนิพิฐ กุณาวงศ์
พงศภัค ปัญญาฟู
ดีพอเพียง มะฮาด
เมธาสิทธิ์ มังคลรังษี
สุชัจจ์ ยอดพินิจ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันราชประชาสมาสัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-12
2025-12-12
9 3
24
31
-
ภาวะแทรกซ้อนของกระดูกในผู้ป่วยโรคเบาหวานและความบกพร่องของการเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์กระดูกของเซลล์ต้นกำเนิด
https://he04.tci-thaijo.org/index.php/rpsi/article/view/3354
<p>โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus : DM) เป็นโรคทางเมตาบอลิซึมเรื้อรังที่มีลักษณะอาการ คือ ระดับน้ำตาลในเลือดสูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นในหลายระบบของร่างกายรวมถึงปัญหาทางกระดูกที่มักไม่ถูกวินิจฉัยหรือได้รับการวินิจฉัยล่าช้า เนื่องจากมีการตรวจพบความหนาแน่นแร่กระดูกปกติ แต่มีความเสี่ยงในการเกิดการหักกระดูกสูงขึ้น การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อรวบรวมและสังเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับพยาธิสภาพของปัญหากระดูกในผู้ป่วยเบาหวานโดยเฉพาะ การศึกษาพบว่าโรคเบาหวานมีผลกระทบต่อการแตกต่างของเซลล์ต้นกำเนิดในการสร้างกระดูก ซึ่งเป็นกระบวนการที่สำคัญในการฟื้นฟูกระดูก การศึกษานี้ใช้วิธีการทบทวนข้อมูลจากวรรณกรรมโดยเลือกงานวิจัยที่เผยแพร่ระหว่างปี ค.ศ. 2000 ถึง ค.ศ. 2024 จากฐานข้อมูลต่างๆ ได้แก่ PubMed, ScienceDirect, Scopus และ Google Scholar ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าโรคเบาหวานส่งผลกระทบต่อความสมดุลของกระดูกผ่านกลไกหลายอย่าง เช่น ความเครียดจากปฏิกิริยาออกซิเดชัน การสะสมของสารผลิตภัณฑ์การกลายพันธุ์ของกลูโคซิล และการส่งสัญญาณของไซโตไคน์ที่ก่อให้เกิดการอักเสบ ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลให้การทำงานของเซลล์สร้างกระดูก Osteoblast เสียหายและลดคุณภาพกระดูก นอกจากนี้เซลล์ต้นกำเนิดจากผู้ป่วยเบาหวาน โดยเฉพาะเซลล์ต้นกำเนิดจากเนื้อเยื่อไขมันยังมีความบกพร่องในการสร้างกระดูก ซึ่งเชื่อมโยงกับการหยุดชะงักของเส้นทางโมเลกุลต่างๆ เช่น การแสดงออกของ RAGE ที่มากเกินไป การเพิ่ม O-GlcNAcylation ของ Runx2 ระดับ BMP-4 ต่ำ และการทำงานที่ผิดปกติของสัญญาณ PI3K/AKT/β-catenin ปัจจัยเหล่านี้มีส่วนทำให้กระดูกเปราะ และการหักกระดูกเกิดการฟื้นตัวช้า การเข้าใจกลไกเหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการพัฒนาการรักษาที่มุ่งเป้าและการปรับปรุงผลลัพธ์ทางกระดูกในผู้ป่วยเบาหวาน และการศึกษาทางคลินิกเพิ่มเติมจะช่วยในการนำผลการศึกษานี้ไปใช้ในกลยุทธ์การรักษาที่เหมาะสม และเป็นส่วนตัวมากขึ้น</p>
พีรดนย์ ทรัพย์เสนีย์
อามีน จองฮวัน คิม
จารุทัศน์ จารุศักดิ์วงศ์
กฤติน เตรนาวิทย์
นฤบดี โรจนสกุล
สิริพร ชูเพชรสมบูรณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสถาบันราชประชาสมาสัย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-12
2025-12-12
9 3
32
41