การพัฒนารูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยเบาหวานที่มีแผลที่เท้า ด้วยการจัดการดูแลตนเองและ การจัดการรายกรณี แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้ว
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สถานการณ์ปัญหาการดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่มีแผลที่เท้า 2) พัฒนารูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยเบาหวาน 3) ประเมินผลการพัฒนารูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยเบาหวาน โดยประยุกต์แนวคิด ทฤษฎีการจัดการตนเองของแคนเฟอร์และกาลิก-บายส์ ระเบียบวิธีวิจัยเป็นวิจัยและพัฒนา ประชากร ผู้ป่วยเบาหวาน และญาติ พยาบาลวิชาชีพ จำนวน 7,441 คน กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ 1) พยาบาลวิชาชีพจำนวน 10 คน 2) ผู้ป่วยเบาหวานที่มีแผลที่เท้า จำนวน 35 คน 3) ญาติ/ผู้ดูแล จำนวน 35 คน เลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์ แบบทดสอบความรู้และแบบสอบถาม ค่าดัชนีความสอดคล้องของเครื่องมือได้เท่ากับ 0.82 ค่าความยากง่าย และค่าอำนาจจำแนก เท่ากับ .34, .82 ค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือทั้งฉบับได้เท่ากับ 0.847 สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติ Paired sample t-test และ Wilcoxon sign rank test
ผลการศึกษา พบว่า 1) พยาบาลยังขาดองค์ความรู้ และทักษะเฉพาะในการพยาบาลผู้ป่วยเบาหวานที่มีแผลที่เท้า 2) รูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยเบาหวานได้แก่ 1) การประเมินคัดกรอง และจำแนกผู้ป่วยเบาหวาน ตามระดับความเสี่ยงต่อการเกิดแผลเท้าเบาหวาน 2) การดูแลแผลเท้าเบาหวานเพื่อส่งเสริมการหายของแผล 3) การจัดการตนเองในการดูแลแผลเท้าเบาหวานต่อเนื่องที่ 4) การจัดการรายกรณีการประสานความร่วมมือกับทีมสหสาขาวิชาชีพ 3) หลังพัฒนารูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยเบาหวานและญาติ มีคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับการดูแลเท้าสูงกว่าก่อนการพัฒนารูปแบบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ผู้ป่วยเบาหวานและญาติ มีค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลแผลที่เท้าสูงกว่าก่อนการพัฒนารูปแบบการพยาบาล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ความรุนแรงของแผลเท้าเบาหวานมีคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าก่อนการพัฒนารูปแบบการพยาบาล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01 ความพึงพอใจต่อรูปแบบการพยาบาลของผู้ป่วยเบาหวานและญาติอยู่ในระดับมาก พยาบาลมีการปฏิบัติการพยาบาลตามรูปแบบ การพยาบาลแผลเท้าเบาหวานที่พัฒนาขึ้นร้อยละ 100 หลังพัฒนารูปแบบพยาบาลมีคะแนนเฉลี่ยความรู้สูงกว่าก่อนการพัฒนารูปแบบการพยาบาล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 มีค่าเฉลี่ยทักษะการดูแลเท้าผู้ป่วยเบาหวานโดยรวมสูงกว่าก่อนการพัฒนารูปแบบการพยาบาลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 หลังพัฒนารูปแบบพยาบาลมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด และหลังพัฒนารูปแบบการพยาบาลไม่พบการติดเชื้อของแผลและการกลับมารักษาซ้ำ
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เอกสารอ้างอิง
กองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. (2567). รายงานประจำปี 2567. กรุงเทพฯ. สำนักพิมพ์อักษรกราฟฟิคแอนด์ดีไซน์.
International Diabetes Federation. (2023). Diabetes fact sheet. [cited 2025 April 1]. Available from:
http:// www.idf.org/webdata /docs/Background_inf.
มนัสดา คํารินทร์. (2563). การพยาบาลผู้ป่วยเบาหวานที่มีแผลที่เท้า. วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม. 17(1):139-148)
กรวรรณ ผมทอง,เขมารดี มาสิงบุญ และ วัลภา คุณทรงเกียรติ. (2562). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรม การดูแลเท้าของผู้ป่วยเบาหวานกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดแผลที่เท้า. วารสารการพยาบาลและการดูแล สุขภาพ. 37(4):109-118.
กัลปังหา โชสิวสกุล,เพียงใจ ศรียอด,วรางคณา ตาปสนันท์, นิตยา เศรษฐวรานนท์. (2566). ปัจจัยที่มี ความสัมพันธ์กับการเกิดแผลที่เท้าของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในคลินิกเบาหวาน. วารสารวิจัย สุขภาพและการพยาบาล. 39(2):184-194.
วนิดา เสนามนต์, พีรพงษ์ บุญสวัสดิ์กุลชัย. (2567). การปฏิบัติบทบาทของพยาบาลผู้จัดการรายกรณีใน การปรับปรุงคุณภาพ การดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานในโรงพยาบาลชุมชน เขตสุขภาพที่10. วารสาร วิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์. 8(1):1-13.
ศูนย์สารสนเทศ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้ว. (2568). รายงานประจำปี 2568. สระแก้ว:
โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้ว.
บุญเชิด ภิญโญอนันตพงษ์. (2545). การวัดประเมินผลการเรียนรู้. คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัย
ศรีนครินทร์:กรุงเทพมหานคร
บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์. (2549). สถิติวิเคราะห์เพื่อการวิจัย. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพ:จามจุรีโปรดักท์.
บุญชม ศรีสะอาด. (2551). การวิจัยเบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาสน์.
The ADAPTE Collaboration. (2010). The ADAPTE Process: Resource Toolkit for Guideline Adaptation. Version 2.0. 2010. (online). from : URL: https://g-i-n.net/wp-content/uploads
/2021/05/ADAPTE-Resource toolkit-V2.1-March-2010-updated disclaimer.pdf.
ละอองดาว คำชาตา เนาวรัตน์ เสนาไชยและสุขมาพร พึ่งผาสุข. (2559). บทบาทพยาบาลกับการจัดการ รายกรณีผู้ป่วยเบาหวานที่มีแผลที่เท้า. วารสารมหาวิทยาลัยนครพนม ฉบับการประชุมวิชาการ ครบรอบ 25 ปี. 6(1): 240-247.
Kanfer, F. H., & Gaelick-Buys, L. (1991). Self-management methods. In F. Kanfer & A. Goldtein
(Eds.), Helping people change: A text book of methods. (4th ed.). New York:Pergamonpress.
ทิพมาส ชิณวงศ์. (2560). การจัดการรายกรณีผู้ที่เป็นเบาหวานและความดันโลหิตสูงในชุมชน. วารสาร พยาบาลสงขลานครินทร์ 2560; 37(1):148-57
เพ็ญศรี แคนยุกต์, อัญชลี พรดำรัศมี, สัตตบงกช คีรีรัตน์. (2565). พัฒนารูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยเท้า เบาหวาน โรงพยาบาลตรัง. วารสารวิชาการสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมหาสารคาม. 6(11):1-23.
ณัฐนันท์ วัฒนวิการ, เพลินพิศ บุณยมาลิกและปาหนัน พิชยภิญโญ. (2567). ผลของโปรแกรมป้องกัน ก เกิดแผลเท้าเบาหวาน ต่อความรู้และพฤติกรรม การดูแลเท้า และสุขภาพเท้าของผู้สูงอายุที่เป็น เบาหวานชนิดที่ 2 ในศูนย์บริการสาธารณสุขแห่งหนึ่ง. วารสารควบคุมโรค. 50(4):664-677.
สุชานันท์ บัวเผื่อนและคณะ. (2568). ผลของโปรแกรมการส่งเสริมพฤติกรรมในการดูแลเท้าต่อความรู้ พฤติกรรมและอาการชาเท้าในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ตำบลจานลาน อำเภอพนา จังหวัดอำนาจเจริญ. วารสารการพยาบาลและสุขภาพ. 4(1):91-102.
จันทร์เพ็ญ เยาวเรศ ลัดดา อะโนศรี และอาทิตยา รูวชินพงษ์. (2562). การพัฒนารูปแบบการพยาบาล สำหรับแผลเบาหวานที่เท้าใน โรงพยาบาลกาฬสินธุ์. วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ. 37(1):128-137.
อนงค์ เอื้อวัฒนา,อนุรักษ์ ชิดดีและปิยพร นิสสัยกล้า. (2561). ระบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่มีแผลที่ เท้าโรงพยาบาลอำนาจเจริญ. วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ. 36(1):198-206.