Research Reading and Outcome Comprehension

Authors

  • Supasit Pannarunothai Centre for Health Equity Monitoring Foundation

Abstract

“อะไรเป็นแรงจูงใจให้ผู้อ่านต้องอ่านงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ” และ “ผู้อ่านได้อะไรบ้างเมื่ออ่านงานวิจัยจบ” คือสิ่งที่บทบรรณาธิการฉบับนี้ต้องการเชื่อมโยงถึง

“ทำไมเราต้องอ่านหนังสือ” หรือเมื่อตั้งเป็นคำถามวิจัยว่า “อะไรคือแรงจูงใจในการอ่านหนังสือ (reading motivation)” ซึ่งคำตอบสำหรับคำถามวิจัยนี้มีมากมาย เช่น การวิจัยที่ทำในกลุ่มเด็กเล็ก สรุปว่าแรงจูงใจที่ทำให้เด็กอ่านหนังสือ ได้แก่ ความเชื่อของเด็ก (children’s belief) คุณค่า (value) และเป้าหมาย (goal) ซึ่งความเชื่อเหล่านี้รวมถึง ความเชื่อในสมรรถนะของตน (competence-related belief) หรือความรับรู้ในสมรรถนะของตน (self-efficacy) หรือความเชื่อมั่นว่าตนเองสามารถบรรลุภารกิจหลายอย่างได้ รู้ถึงความสามารถในการควบคุมตนเอง (sense of control) และความเป็นอิสระ (autonomy) ถ้าผู้เรียนเชื่อว่าจะทำกิจกรรมใดๆ ได้สำเร็จ จะทำให้ทำเรื่องนั้นได้ดียิ่งขึ้น(1) ส่วนที่น่าเสียดายของแรงจูงใจในการอ่านหนังสือคือ ผลวิจัยพบว่า ความเชื่อในสมรรถนะของเด็ก (children’s competence beliefs) แรงจูงใจจากภายใน (intrinsic motivation) และการเห็นคุณค่า (value) ของวิชาที่เรียน จะลดน้อยลงเรื่อยๆ เมื่อเรียนขึ้นชั้นสูงขึ้น(1) จึงทำให้แรงจูงใจในการอ่านลดลง

นอกจากนั้น งานวิจัยเรื่องการอ่าน (reading research) ด้วยระเบียบวิธีทบทวนวรรณกรรม เพื่อหาขอบเขต “แนวคิดแรงจูงใจในการอ่าน” (reading motivation concept) ที่ครอบคลุมกลุ่มเด็กก่อนอนุบาลถึงวัยผู้ใหญ่ พบวรรณกรรมที่เข้าข่ายทั้งหมด 92 เรื่อง ที่ตีพิมพ์ระหว่างปี 2546 ถึงปี 2556 พบว่า คำที่พบมากที่สุดในวรรณกรรมคือ แรงจูงใจในการอ่าน (reading motivation) ซึ่งเป็นการกล่าวแบบแฝงนัย (implicit) อันดับสองคือ สมรรถนะแห่งตน (self-efficacy) เป็นการกล่าวแบบชัดเจน (explicit) ซึ่งการกล่าวแบบชัดเจนนี้ตามมาด้วย แรงจูงใจภายใน (intrinsic motivation) แรงจูงใจภายนอก (extrinsic motivation) คุณค่า (value) ทัศนคติ (attitude) ความสนใจ (interest) และ แนวคิดของตน (self-concept)(2)

การวิจัยการอ่านในประเทศไทยที่หาพบ เป็นการวิจัยเรื่องทัศนคติและแรงจูงใจในการอ่านภาษาอังกฤษในกลุ่มผู้เรียนระดับมหาวิทยาลัยปีแรก พบประเด็นสำคัญว่า ผู้เรียนมีความกังวลในการอ่านภาษาอังกฤษสูงถ้าการให้คุณค่าภายใน (intrinsic value) และสมรรถนะการอ่าน (reading efficacy) ของผู้เรียนต่ำ ซึ่งสอดคล้องกับคะแนนสอบภาษาอังกฤษที่ใช้แยกห้องผู้เรียน แต่ความสัมพันธ์นี้ไม่มีนัยสำคัญเมื่อวิเคราะห์ระหว่างคะแนนความกังวลกับคุณค่าภายนอก (extrinsic value) นั่นคือ ผู้เรียนที่ได้คะแนนน้อยอาจจะยังให้คุณค่าภายนอกของการเรียนภาษาอังกฤษสูงก็ได้(3)

การวิจัยแรงจูงใจในการอ่านสามเรื่องข้างต้นให้ความสำคัญกับการรับรู้สมรรถนะแห่งตน ซึ่งมีผลต่อการอ่านตั้งแต่เด็กไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ การวิจัยในประเทศไทยให้มิติความกังวลต่อการอ่าน ซึ่งน่าจะเป็นประเด็นชัดขึ้นเมื่อต้องอ่านวรรณกรรมงานวิจัยที่เขียนกันค่อนข้างอ่านเข้าใจยาก

ดังนั้นจุดเน้นต่อไปของบทบรรณาธิการนี้คือ เมื่ออ่านผลวิจัยจบแล้วได้ข้อสรุปอะไร การวิเคราะห์คำถามวิจัยของแต่ละบทความวิจัยตามหลักเวชศาสตร์เชิงประจักษ์ (evidence-based medicine) เป็นขั้นตอนตาม PICO (patient/problem, intervention, comparison, outcome) ยังใช้ได้ดีกับสถานการณ์ปัจจุบัน(4,5) ในที่นี้จะแสดงตัวอย่างการวิเคราะห์ผลลัพธ์ (outcome) งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารฉบับนี้

การศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการรู้เท่าทันสื่อสุขภาพแบบออนไลน์ การค้นหาข้อมูลข่าวสาร ความรู้ ทัศนคติ และการจัดการตนเองเพื่อรักษาโรคติดเชื้อเฉียบพลันในระบบทางหายใจส่วนบนของประชากรไทย ทำการศึกษาในกลุ่มผู้ใหญ่สุ่มสำรวจแบบเจาะจงในพื้นที่ที่มีการใช้อินเทอร์เน็ตสูง (P) ไม่มีการทดลองปัจจัยใดๆ (I) ไม่มีกลุ่มเปรียบเทียบ (C) มีผลลัพธ์ (O) ของการศึกษาหลายระดับ ได้แก่ ประชาชนมีความรู้เกี่ยวกับยาปฏิชีวนะในระดับปานกลาง การรู้เท่าทันสื่อสุขภาพแบบออนไลน์ด้านการจำแนกคุณภาพของข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตในระดับต่ำ และมีการจัดการตนเองเพื่อรักษาโรคติดเชื้อเฉียบพลันในระบบทางหายใจส่วนบนในระดับต่ำ(6)

เมื่อเชื่อมโยงกับผลการศึกษาเรื่องผลของการดำเนินงานตามนโยบายการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผลในหญิงคลอดปกติ โรงพยาบาลมหาสารคาม วิเคราะห์คำถามวิจัยได้เป็นหลายชุด เช่น ทำการศึกษาภาพรวมกลุ่มผู้ป่วยคลอดปกติ (P) โดยมีสิ่งแทรกแซงคือนโยบายการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผล (I) มีกลุ่มเปรียบเทียบคือหญิงคลอดปกติก่อนมีนโยบายเปรียบเทียบกับหลังนโยบาย (C) โดยมีผลลัพธ์ที่สนใจ (O) ได้แก่ อัตราการใช้ยาปฏิชีวนะลดลง ร้อยละ 82 มูลค่าการใช้ยาปฏิชีวนะต่อเดือนลดลง 6,663 บาท แต่อัตราการติดเชื้อแผลฝีเย็บเฉลี่ยต่อเดือนไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนคำถามวิจัยรองในกลุ่มผู้คลอดปกติภายหลังมีนโยบายแต่ยังได้รับยาปฏิชีวนะหลังคลอด (P) ผลลัพธ์ที่สนใจ (O) คือเหตุผลที่ได้รับยาเป็นเพราะการคลอดทำให้เกิดแผลฉีกขาดระดับรุนแรง มีภาวะแทรกซ้อนของการคลอด ฯลฯ(7)

การสังเคราะห์ผลลัพธ์ที่ได้จากการวิจัยสองเรื่องดังกล่าวอาจให้ภาพเชิงนโยบายของการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผลต่อไปว่า การแทรกแซงที่ผู้ให้บริการ (supply side) มีผลสำเร็จที่ดีกว่า การแทรกแซงที่ภาคประชาชน (demand side) โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้อินเทอร์เน็ตสูง

ดังนั้นถ้าผู้อ่านงานวิจัยสามารถตีความจากการอ่านได้อย่างแจ่มชัด โดยเฉพาะส่วนที่เป็นผลลัพธ์ของคำถามวิจัยหลักและคำถามวิจัยรองเมื่ออ่านงานวิจัยจบลง จะเป็นส่วนเสริมแรงจูงใจต่อการอ่านงานวิจัยของผู้อ่านทั่วไป จึงเป็นหน้าที่สำคัญของทั้งผู้นิพนธ์บทความและบรรณาธิการวารสารจะทำให้บทความเมื่อผ่านการอ่านโดยผู้อ่านทั่วไป ได้เพิ่มพูนสมรรถนะของผู้อ่านมากยิ่งขึ้นก็จะทำให้มีแรงจูงใจในการอ่านต่อๆ ไป และจะเกิดผลดีต่อการนำผลวิจัยไปใช้ประโยชน์ด้วย

References

Wigfield A, Gladstone J, Turci L. Beyond cognition: reading motivation and reading comprehension. Child Dev Perspect 2016;10(3):190–5. doi: 10.1111/cdep.12184.

Conradi K, Jang BG, McKenna MC. Motivation terminology in reading research: a conceptual review. Educ Psychol Rev 2014;26:127–64. doi: 10.1007/s10648-013-9245-z.

Torudom K, Taylor P. An investigation of reading attitudes, motivation and reading anxiety of EFL undergraduate students. Language Education and Acquisition Research Network Journal 2017;10(2):47-70.

Santos CMC, Pimenta CAM, Nobre MRC. The PICO strategy for the research question construction and evidence search. Rev Latino-am Enfermagem 2007;15(3):508-11. [accessed 2019 Sep 21]. Available from: http://dx.doi.org/10.1590/S0104-11692007000300023.

Schardt C, Adams MB, Owens T, Keitz S, Fontelo P. Utilization of the PICO framework to improve searching PubMed for clinical questions. BMC Medical Informatics and Decision Making 2007;7:16. doi: 10.1186/1472-6947-7-16.

Prajaknate P. The relationship between eHealth literacy, information seeking, knowledge, attitude and self-management of upper-respiratory infection in Thai population. Health Systems Research Journal 2019;13(3):243-60. (in Thai)

Chaiyasong C, Tiyapak P, Supathaweewat S, Mithala S, Chaiyasong S. Effect of rational drug use policy on antibiotic prophylaxis use in normal vaginal delivery in Mahasarakham Hospital. Health Systems Research Journal 2019;13(3):261-70. (in Thai)

Additional Files

Published

26-09-2019

How to Cite

1.
Pannarunothai S. Research Reading and Outcome Comprehension. J Health Syst Res [internet]. 2019 Sep. 26 [cited 2026 Oct. 5];13(3):241-2. available from: https://he04.tci-thaijo.org/index.php/j_hsr/article/view/3688