ผลของโปรแกรมการส่งเสริมการใช้ยาต่อความร่วมมือในการใช้ยาและพฤติกรรมการใช้ยาที่ถูกต้องในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ได้รับยารับประทาน คลินิกโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โรงพยาบาลแม่สรวย จังหวัดเชียงราย

ผู้แต่ง

  • วราภรณ์ สังข์ทอง โรงพยาบาลแม่สรวย จังหวัดเชียงราย

คำสำคัญ:

เบาหวานชนิดที่ 2, ความร่วมมือในการใช้ยา, พฤติกรรมการใช้ยา, โปรแกรมการส่งเสริมการใช้ยา

บทคัดย่อ

การวิจัยนี้เป็นการศึกษากึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลของโปรแกรมการส่งเสริมการใช้ยาต่อความร่วมมือในการใช้ยาและพฤติกรรมการใช้ยาที่ถูกต้องในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 คลินิกโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โรงพยาบาลแม่สรวย จังหวัดเชียงราย

การศึกษาดำเนินการระหว่างเดือน มีนาคมถึงกรกฎาคม พ.ศ. 2568 กลุ่มตัวอย่างจำนวน 40 ราย คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความร่วมมือในการใช้ยา(Morisky Medication Adherence Scale, MMAS-8) และแบบประเมินพฤติกรรมการใช้ยาที่ถูกต้อง กิจกรรมในโปรแกรมมุ่งเน้นการให้คำปรึกษารายบุคคลร่วมกับการใช้สื่ออินโฟกราฟิก และการ์ดความรู้ เพื่อเสริมสร้างความตระหนักรู้และการจัดการยาอย่างเหมาะสม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน โดยใช้ Paired samples t-test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05

ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังได้รับโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยความร่วมมือในการใช้ยาเพิ่มขึ้นจาก 4.04 ± 1.33 เป็น 7.41 ± 0.91 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) โดยมีผลต่างค่าเฉลี่ย (Mean Difference) เท่ากับ 3.37 (95% CI: 3.07 – 3.67) และมีขนาดอิทธิพล (Cohen’s d) เท่ากับ 2.93 สำหรับคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการใช้ยาที่ถูกต้องเพิ่มขึ้นจากระดับมาก (3.54 ± 0.41) เป็นระดับมากที่สุด (4.71 ± 0.28) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) โดยมีผลต่างค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.17 (95% CI: 1.04 – 1.29) และมีขนาดอิทธิพล (Cohen’s d) เท่ากับ 3.32 ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าโปรแกรมการส่งเสริมการใช้ยามีผลในการเพิ่มความร่วมมือในการใช้ยา และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ยาของผู้ป่วยจึงควรนำโปรแกรมนี้ไปประยุกต์ใช้ในคลินิกโรคเรื้อรัง เพื่อยกระดับคุณภาพการบริบาลเภสัชกรรม และสนับสนุนการใช้ยา อย่างสมเหตุผลในระบบบริการสุขภาพต่อไป

เอกสารอ้างอิง

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. คณะแพทยศาสตร์ จัดนิทรรศการบริการวิชาการสู่ชุมชน 65 ปี คณะแพทยศาสตร์ เนื่องในวันเบาหวานโลก 2566 (World Diabetes Day 2023) [อินเทอร์เน็ต]. 2566 [cited 2024 Nov 6]. Available from:https://www.cmu.ac.th/th/article/2e5113de-e57a-41f7-a0e3-e218cf28f305

โรงพยาบาลแม่สรวย. งานสารสนเทศ. สถิติผู้ป่วยโรคเรื้อรังปี 2567. เชียงราย: โรงพยาบาลแม่สรวย; 2567.

Ho PM, Rumsfeld JS, Masoudi FA, McClure DL, Plomondon ME, Steiner JF, Magid DJ. Effect of medication nonadherence on hospitalization and mortality among patients with diabetes mellitus. Arch Intern Med. 2006;166(17):1836–41.

Rosenstock IM. Historical origin of the health belief model. Health Educ Monogr. 1974;2(4):328–35.

Osterberg L, Blaschke T. Adherence to medication. N Engl J Med. 2005;353(5):487–97.

Becker MH, Haefner DP, Kasl SV, Kirscht JP, Maiman LA, Rosenstock IM. The health belief model and prediction of dietary compliance: a field experiment. J Health Soc Behav. 1977;18(4):348–66.

Morisky DE, Ang A, Krousel-Wood M, Ward HJ. Predictive validity of a medication adherence measure in an outpatient setting. J Clin Hypertens (Greenwich). 2008;10(5):348–54.

Sakthong P, Chabunthom R, Charoenvisuthiwongs R. Psychometric properties of the Thai version of the 8-item Morisky Medication Adherence Scale in patients with type 2 diabetes. Ann Pharmacother. 2009;43(7):951–7.

สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์, ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย, สมาคมต่อมไร้ท่อแห่งประเทศไทย, กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข, สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวาน พ.ศ. 2566. กรุงเทพฯ: สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ; 2566.

Likert R. The method of constructing an attitude scale. In: Likert R, editor. Attitude theory and measurement. New York: Wiley & Sons; 1967. p. 90–5.

Cohen J. Statistical power analysis for the behavioral sciences. 2nd ed. Hillsdale (NJ): Lawrence Erlbaum Associates; 1988.

สุภาพร สุปินธรรม. ผลของโปรแกรมการส่งเสริมการใช้ยาต่อความร่วมมือในการใช้ยาของผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ได้รับบริการผ่านระบบเภสัชกรรมทางไกล โรงพยาบาลป่าซาง จังหวัดลำพูน. วารสารเภสัชกรรมคลินิก. 2566;29(1):51–64.

ชนานุช มานะดี. ผลการดูแลผู้ป่วยสูงอายุโรคเรื้อรังด้านการใช้ยาที่บ้านในเขตโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์. วารสารเภสัชศาสตร์อีสาน. 2557;10(3):354–71.

Lee JK, Grace KA, Taylor AJ. Effect of a pharmacy care program on medication adherence and persistence, blood pressure, and LDL cholesterol: a randomized controlled trial. JAMA. 2006;296(21):2563–71.

จิรวรรณ อินคุ้ม, นครินทร์ สมัยใหม่, ชมพูนุช กาลจักร, เสริมศักดิ์ กิจสุขุม, สุภาศรี ใจสงัด. ประสิทธิผลของโปรแกรมการให้ความรู้และการส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาต่อพฤติกรรมการใช้ยาในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2. วารสารการแพทย์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ. 2564;28(1):106–19.

เสริมศักดิ์ กิจสุขุม. ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้ยาของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในชาวไทยมุสลิมในเขตพื้นที่ตำบลบึงศาล อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก [อินเทอร์เน็ต]. นครนายก: สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครนายก; 2568 [cited 2025 Aug 6]. Available from: https://nayok.moph.go.th/web/?p=7634

Krass I, Schieback P, Dhippayom T. Adherence to diabetes medication: a systematic review. Diabet Med. 2015;32(6):725-37.

Donabedian A. The quality of care. How can it be assessed? JAMA. 1988;260(12):1743-8.

ไฟล์ประกอบ

เผยแพร่แล้ว

2026-07-10

รูปแบบการอ้างอิง

1.
สังข์ทอง ว. ผลของโปรแกรมการส่งเสริมการใช้ยาต่อความร่วมมือในการใช้ยาและพฤติกรรมการใช้ยาที่ถูกต้องในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ได้รับยารับประทาน คลินิกโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โรงพยาบาลแม่สรวย จังหวัดเชียงราย. J ChiangRai Health Off [อินเทอร์เน็ต]. 10 กรกฎาคม 2026 [อ้างถึง 11 กรกฎาคม 2026];3(2):28-41. available at: https://he04.tci-thaijo.org/index.php/jcrpho/article/view/3601