ปัจจัยในการทำนายอัตราการเสียชีวิตภายใน 30 วันของผู้ป่วยที่มาด้วยภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนต้นในโรงพยาบาลหนองคาย
คำสำคัญ:
อัตราการเสียชีวิต, ปัจจัยในการทำนาย, ภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนต้นบทคัดย่อ
ภูมิหลัง: ภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนต้นเป็นภาวะฉุกเฉินที่พบบ่อยในเวชปฏิบัติ จากสถิติข้อมูลของโรงพยาบาลหนองคายปีพ.ศ. 2559-2563 พบอัตราการเสียชีวิตร้อยละ 5.0 ดังนั้นการประเมินเบื้องต้นและ การรักษาที่ไม่เหมาะสมหรือล่าช้าจะก่อให้เกิดอัตราการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นได้ วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษา (1) ปัจจัยในการทำนายอัตราการเสียชีวิตภายใน 30 วันของผู้ป่วยที่มาด้วยภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนต้นในโรงพยาบาลหนองคาย (2) อุบัติการณ์และสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนต้น วิธีการศึกษา: เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา โดยเก็บข้อมูลย้อนหลังของผู้ป่วยที่มาด้วยภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนต้นในโรงพยาบาลหนองคายระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2561 ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2564 วิเคราะห์ปัจจัยในการทำนายอัตราการเสียชีวิตภายใน 30 วันของผู้ป่วยที่มาด้วยภาวะเลือดออกใน ทางเดินอาหารส่วนต้นในโรงพยาบาลหนองคายโดยใช้สถิติ Univariate analysis แล้วนำเฉพาะปัจจัยที่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) มาวิเคราะห์ต่อโดยใช้สถิติ Multiple logistic regression analysis ผลการศึกษา: มีผู้ป่วยเข้าเกณฑ์การศึกษาทั้งหมด 780 ราย เสียชีวิต 37 ราย คิดเป็นอัตราการเสียชีวิตร้อยละ 4.7 ปัจจัยในการทำนายอัตราการเสียชีวิตภายใน 30 วันของผู้ป่วยที่มาด้วยภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนต้นในโรงพยาบาลหนองคายได้แก่ ได้แก่ เพศชาย, โรคตับแข็ง, การใช้ยาสเตียรอยด์, INR มากกว่า 1.5, PTT มากกว่า 35 วินาที, AST มากกว่า 5 เท่าของค่าปกติ, ระยะเวลานอนโรงพยาบาลมากกว่า 7 วัน, มีภาวะเลือดออกซ้ำภายใน 48 ชั่วโมง และภาวะแทรกซ้อนต่างๆ (p<0.05) สรุปผลและข้อแนะนำ: ผู้ป่วยที่มาด้วยภาวะเลือดออกทางเดินอาหารส่วนต้นร่วมกับมีปัจจัยต่างๆดังกล่าวข้างต้น ควรได้รับการตรวจติดตามและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพื่อลดโอกาสการเกิดภาวะแทรกซ้อนและการเสียชีวิตทั้งในโรงพยาบาลและหลังออกจากโรงพยาบาล
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความในวารสารนี้มีลิขสิทธิ์โดยและเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons แบบแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 4.0 ระหว่างประเทศ (CC BY-NC-ND 4.0)
สามารถอ่านและนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางวิชาการ เช่น การสอน การวิจัย หรือการอ้างอิง โดยให้เครดิตแก่ผู้เขียนและวารสารอย่างเหมาะสม
ห้ามใช้หรือดัดแปลงบทความโดยไม่ได้รับอนุญาต
ข้อความที่ปรากฏในบทความเป็นความคิดเห็นของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว
ผู้เขียนต้องรับผิดชอบต่อเนื้อหาและความถูกต้องของบทความของตนทั้งหมด
การนำไปใช้ซ้ำหรือเผยแพร่ซ้ำในรูปแบบอื่นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร