ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงในเขตพื้นที่ ตำบลหลักหก อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี
คำสำคัญ:
ปัจจัยนำ, ปัจจัยเอื้อ, ปัจจัยเสริม, คุณภาพชีวิต, ผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงบทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive Study) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ ปัจจัยเสริม และคุณภาพชีวิตของผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงในเขตพื้นที่ตำบลหลักหก อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี และ 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่าง ๆ กับคุณภาพชีวิตของผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง จำนวน 153 คน โดยมีผู้ดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง จำนวน 153 คน เป็นผู้ตอบแบบสอบถามแทน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น (Reliability) เท่ากับ 0.95 ประกอบด้วยข้อคำถามเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล ปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ ปัจจัยเสริม และคุณภาพชีวิตของผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน โดยใช้สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson’s Product-Moment Correlation Coefficient) กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05
ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 62.7 มีอายุเฉลี่ย 70.75 ปี ส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับประถมศึกษา มีสถานภาพหม้าย และมีสมาชิกในครอบครัวเป็นผู้ดูแล เมื่อพิจารณาระดับความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน (ADL) พบว่า ผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงส่วนใหญ่อยู่ในระดับ ADL 9–11 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 52.3 รองลงมา คือ ระดับ ADL 0–4 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 30.1 และระดับ ADL 5–8 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 17.6 ตามลำดับ ปัจจัยนำมีค่าเฉลี่ย 4.27 (SD = 0.72) ปัจจัยเอื้อมีค่าเฉลี่ย 3.80 (SD = 1.02) และปัจจัยเสริมมีค่าเฉลี่ย 3.84 (SD = 1.09) โดยทั้งสามปัจจัยส่วนใหญ่อยู่ในระดับสูง ส่วนคุณภาพชีวิตของผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงมีค่าเฉลี่ย 3.99 (SD = 0.86) ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในระดับสูง
ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า ปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ และปัจจัยเสริมมีความสัมพันธ์ทางบวกกับคุณภาพชีวิตของผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยปัจจัยเอื้อมีความสัมพันธ์สูงที่สุด (r = 0.726, p < 0.001) รองลงมา คือ ปัจจัยนำ (r = 0.697, p < 0.001) และปัจจัยเสริม (r = 0.679, p < 0.001) ตามลำดับ สะท้อนให้เห็นว่าปัจจัยทั้งสามด้านมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง โดยปัจจัยเอื้อมีความสัมพันธ์สูงที่สุด
เอกสารอ้างอิง
กรมกิจการผู้สูงอายุ. (2568). สถานการณ์ผู้สูงอายุไทย พ.ศ. 2567. กรมกิจการผู้สูงอายุ. https://www.dop.go.th/th/statistics_page?cat=12&id=2583
เบญจวรรณ ช่วยเต็ม, สุคนธา คงศีล, สุขุม เจียมตน, สัมฤทธิ์ ศรีธำรงสวัสดิ์, และเพ็ญพักตร์ อุทิศ. (2566). การรับบริการดูแลระยะยาวและการสนับสนุนทางสังคมที่มีความสัมพันธ์ต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี. วารสารวิชาการสาธารณสุข, 32(ฉบับเพิ่มเติม 2), S296–S309. https://thaidj.org/index.php/JHS/article/view/12889
มงคล ธงชัยธนาวุฒิ. (2563). การดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. https://media.nhso.go.th/assets/portals/1/files/63-1_LTC_Book(Thai).pdf
มนฑิญา กงลา. (2564). ปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในชนบท เขตเทศบาลอำเภอศรีธาตุ จังหวัดอุดรธานี. วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม, 18(3), 75–85. https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/251631
วีระพงษ์ วงษ์ลคร, และเจตนิพิฐ สมมาตย์. (2568). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในอำเภอโคกโพธิ์ไชย จังหวัดขอนแก่น. วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการสาธารณสุขชุมชน, 8(2), 110–120. https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jhscph/article/view/277804
สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม. (2567). การสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2567. https://www.nso.go.th/nsoweb/storage/survey_detail/2025/20241209145003_27188.pdf
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี. (2568). สถานการณ์และแนวโน้มปัญหาสุขภาพจังหวัดปทุมธานี 2568. https://ptepho.moph.go.th/center/Fileupload/download/20251106111420141911b89c89de4ce76024cc959f7959dd11.pdf
สำนักอนามัยผู้สูงอายุ กรมอนามัย. (2564). คู่มือปฏิบัติงาน: มาตรฐานการปฏิบัติงานสำหรับการดำเนินงานดูแลส่งเสริมสุขภาพ เฝ้าระวังฟื้นฟูและการดูแลระยะยาวผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงในชุมชน (Long Term Care). กรมอนามัย. https://eh.anamai.moph.go.th/th/kpi-65-1-34/download?did=26686&id=84462&lang=th&mid=36315&mkey=m_document
สุทธิชัย จิตะพันธ์กุล. (2544). หลักสำคัญของเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ (พิมพ์ครั้งที่ 3). สาขาวิชาเวชศาสตร์ผู้สูงอายุและพฤฒวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
Cobb, S. (1976). Social support as a moderator of life stress. Psychosomatic Medicine, 38(5), 300–314. https://doi.org/10.1097/00006842-197609000-00003
Cohen, S., & Wills, T. A. (1985). Stress, social support, and the buffering hypothesis. Psychological Bulletin, 98(2), 310–357. https://doi.org/10.1037/0033-2909.98.2.310
Courtin, E., & Knapp, M. (2017). Social isolation, loneliness and health in old age: A scoping review. Health & Social Care in the Community, 25(3), 799–812. https://doi.org/10.1111/hsc.12311
Cronbach, L. J. (1951). Coefficient alpha and the internal structure of tests. Psychometrika, 16(3), 297–334. https://doi.org/10.1007/BF02310555
Green, L. W., & Kreuter, M. W. (2005). Health program planning: An educational and ecological approach (4th ed.). McGraw-Hill.
Rosenstock, I. M. (1974). Historical origins of the Health Belief Model. Health Education Monographs, 2(4), 328–335. https://doi.org/10.1177/109019817400200403
Rovinelli, R. J., & Hambleton, R. K. (1976). On the use of content specialists in the assessment of criterion-referenced test item validity [Paper presentation]. Annual Meeting of the American Educational Research Association, San Francisco, CA.
World Health Organization. (1998). WHOQOL user manual. World Health Organization.
World Health Organization. (2025, October 1). Ageing and health. https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/ageing-and-health
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม ศูนย์อนามัยที 8 อุดรธานี

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความในวารสารนี้มีลิขสิทธิ์โดยและเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons แบบแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 4.0 ระหว่างประเทศ (CC BY-NC-ND 4.0)
สามารถอ่านและนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางวิชาการ เช่น การสอน การวิจัย หรือการอ้างอิง โดยให้เครดิตแก่ผู้เขียนและวารสารอย่างเหมาะสม
ห้ามใช้หรือดัดแปลงบทความโดยไม่ได้รับอนุญาต
ข้อความที่ปรากฏในบทความเป็นความคิดเห็นของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว
ผู้เขียนต้องรับผิดชอบต่อเนื้อหาและความถูกต้องของบทความของตนทั้งหมด
การนำไปใช้ซ้ำหรือเผยแพร่ซ้ำในรูปแบบอื่นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร