ผลของการใช้โปรแกรมการวางแผนจำหน่ายต่อความวิตกกังวลและความสามารถในการดูแลตนเองของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดต้อกระจก โรงพยาบาลอุทัยธานี
คำสำคัญ:
โปรแกรมการวางแผนจำหน่าย, ความวิตกกังวล, ความสามารถในการดูแลตนเอง, ผ่าตัดต้อกระจกบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้โปรแกรมการวางแผนจำหน่ายต่อความวิตกกังวลและความสามารถในการดูแลตนเองของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดต้อกระจก โรงพยาบาลอุทัยธานี กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดต้อกระจกที่โรงพยาบาลอุทัยธานี มีคุณสมบัติตามเกณฑ์การคัดเข้าและคัดออก จำนวน 78 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมด้วยการสุ่มอย่างง่ายจากการจับฉลาก กลุ่มละ 39 คน กลุ่มควบคุมให้บริการตามรูปแบบการบริการปกติ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการวางแผนจำหน่ายต่อความวิตกกังวลและความสามารถในการดูแลตนเองของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดต้อกระจกที่พัฒนาขึ้นตามหลัก D-METHOD ประกอบด้วย 1) รู้ก่อนพร้อมก่อน 2) ดูแลฟื้นฟู 3) รู้เพิ่มเสริมกำลังใจ 4) ห่วงใยใส่ใจ 5) ถามไถ่ให้ฟื้นฟู เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมการวางแผนจำหน่ายต่อความวิตกกังวลและความสามารถในการดูแลตนเองของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดต้อกระจก แบบวัดความวิตกกังวล และแบบวัดความสามารถในการดูแลตนเองของผู้ป่วยหลังผ่าตัดต้อกระจก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และเปรียบเทียบความแตกต่างก่อนและหลังภายในกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมด้วยสถิติ Paired t- test เปรียบเทียบความแตกต่างก่อนและหลังระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมด้วยสถิติ Independent t-test กำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมการวางแผนจำหน่าย มีค่าเฉลี่ยคะแนนความวิตกกังวลก่อนและหลังลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถในการดูแลตนเองก่อนและหลังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม พบว่า หลังได้รับโปรแกรมการวางแผนจำหน่าย มีค่าเฉลี่ยคะแนนความวิตกกังวลลดลงมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ และค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถในการดูแลตนเองของกลุ่มทดลองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
สรุปได้ว่า โปรแกรมการวางแผนจำหน่ายที่ได้พัฒนาขึ้นตามหลัก D-METHOD สามารถลดความวิตกกังวลและเพิ่มความสามารถในการดูแลตนเองของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดต้อกระจกได้ ควรขยายการใช้ไปสู่หน่วยบริการที่ดูแลผู้ป่วยผ่าตัดแบบไม่พักค้าง เพื่อลดความวิตกกังวล เพิ่มคุณภาพชีวิต และป้องกันการติดเชื้อของดวงตาที่อาจเกิดได้
เอกสารอ้างอิง
กนกพร อริยภูวงศ์, ศุภพร ไพรอุดม, และทานตะวัน สลีวงศ์. (2562). ผลของการพยาบาลระบบสนับสนุนและให้ความรู้ต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยผ่าตัดต้อกระจกโรงพยาบาลสุโขทัย. วารสารวิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี, 2(3), 17–30.
เกษรา ทวีแสง. (2564). ผลของโปรแกรมการลดความวิตกกังวลของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดต้อกระจกในโรงพยาบาลร้อยเอ็ด. วารสารวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางสุขภาพ, 2(1), 163–174.
จิรัชยา เจียวก๊ก, สุภาวี หมัดอะด้ำ, และเขมริฐศา เข็มมะลวน. (2558). ความรู้ความสามารถของครอบครัวในการดูแลผู้สูงอายุหลังผ่าตัดต้อกระจก. วารสารหาดใหญ่วิชาการ, 13(1), 35–45.
พาภรณ์ เยาว์วัฒนานุกุล. (2560). ผลของการใช้โปรแกรมการเตรียมความพร้อมต่อความวิตกกังวลและความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดสลายต้อกระจกในโรงพยาบาลชลบุรี. วารสารโรงพยาบาลสิงห์บุรี, 26(1), 31–44.
ทิพาภัทร เอกวงษา. (2564). ประสิทธิผลการใช้โปรแกรมวางแผนจำหน่ายแบบผู้ป่วยนอกต่อความวิตกกังวลและความสามารถในการดูแลตนเองของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดต้อกระจก. วารสารวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางสุขภาพ, 2(1), 71–78.
นงพิมล นิมิตอานันท์. (2560). การเตรียมจำหน่ายออกจากโรงพยาบาล: แนวคิดและแนวปฏิบัติทางการพยาบาล. วารสารมหาวิทยาลัยคริสเตียน, 23(3), 501–510.
นงลักษณ์ วิรัชชัย. (2555). การกำหนดขนาดตัวอย่างในการทดสอบสมมุติฐานวิจัย. สืบค้นเมื่อ 2 มีนาคม 2568, จาก https://lllskill.com/web/files/GPower.pdf
เพ็ญศรี ปัญโญ, อรพิน มโนรส, มะลิ การปักษ์, และอัญชลี แนวณรงค์. (2566). ผลของโปรแกรมการวางแผนจำหน่ายร่วมกับการใช้แอปพลิเคชันในการให้ความรู้ต่อความรู้และความสามารถในการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคต้อกระจกที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยจักษุ โสต ศอ นาสิก โรงพยาบาลแพร่. PMJCS, 31(2), 1–16.
ยุพาวดี สกุลวรรณรักษ์, และธนสร เธียรธไนศวรรย. (2564). ประสิทธิผลการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยต้อหินที่รักษาด้วยวิธีการผ่าตัด โรงพยาบาลอุดรธานี. วารสารการแพทย์โรงพยาบาลอุดรธานี, 29(1), 127–138.
โรงพยาบาลกรุงเทพ. (2568). ต้อกระจกอย่านิ่งนอนใจ รีบรักษาก่อนต้อสุก. สืบค้นเมื่อ 15 กุมภาพันธ์ 2568, จาก https://www.bangkokhospital.com/th/bangkok/content/cataract-should-not-be-overlooked
เลิศศิลป์ เอี่ยมพงษ์, และพฤกษ์ ไชยกิจ. (2561). ผลของโปรแกรมการเตรียมความพร้อมก่อนผ่าตัดต่อความวิตกกังวลและการฟื้นฟูสภาพหลังผ่าตัดของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม. วชิรสารการพยาบาล, 20(2), 33–41.
ศิริพร ลวณะสกล. (2564). ประสิทธิผลของโปรแกรมการวางแผนจำหน่ายต่อความสามารถในการดูแลตนเองของผู้ป่วยหลังทำผ่าตัดจอประสาทตาและน้ำวุ้นตา หอผู้ป่วยตาหูคอจมูก โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี. วารสารมหาจุฬานาครทรรศน์, 8(11), 272–285.
อังคนา อัศวบุญญาเดช, ดุจดาว ศุภจิตกุลชัย, และวริศนันท์ ปุรณะวิทย์. (2565). ผลการสอนสุขศึกษาโดยใช้สื่อวีดิทัศน์เรื่องการปฏิบัติตัวหลังทำผ่าตัดต้อกระจกให้กับผู้ป่วยผ่าตัดต้อกระจก. Burapha Journal of Medicine, 9(1), 13–27.
อัจฉรา โพธิ. (2566). ประสิทธิผลของโปรแกรมการวางแผนจำหน่ายต่อความสามารถในการดูแลตนเองของผู้ป่วยหลังผ่าตัดต้อกระจก โรงพยาบาลพระอาจารย์แบน ธนากโร จังหวัดสกลนคร. วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน, 8(3), 989–999.
Healthkpi. (2568). KPI กระทรวงสาธารณสุข. สืบค้นเมื่อ 29 พฤษภาคม 2568, จาก https://healthkpi.moph.go.th/kpi2/kpi-list/view/?id=50
Bloom, B. S., Madaus, G. F., & Hastings, J. T. (1971). Handbook on formative and summative evaluation of student learning. New York, NY: McGraw-Hill.
Burton, M. J., et al. (2021). The Lancet Global Health Commission on Global Eye Health: Vision beyond 2020. The Lancet Global Health, 9(4), e489–e551. from
https://doi.org/10.1016/S2214-109X(20)30488-5
Edmonds, W. A., & Kennedy, T. D. (2017). An applied reference guide to research designs: Quantitative, qualitative, and mixed methods. Thousand Oaks, CA: SAGE Publications.
Lumpkin, S., Kratzke, I., Duke, K., & Chaumont, N. (2024). Twelve tips for preparing a surgical discharge summary: Enabling a safe discharge. MedEdPublish, 13, 39, 1–12. from https://doi.org/10.15694/mep.2024.000039.1
Obuchowska, I., & Konopinska, J. (2021). Fear and anxiety associated with cataract surgery under local anesthesia in adults: A systematic review. Psychology Research and Behavior Management, 14, 781–793. https://doi.org/10.2147/PRBM.S308313
Orem, D. E., Taylor, S. G., & Renpenning, K. M. (2001). Nursing: Concepts of practice (6th ed.). St. Louis, MO: Mosby.
Oymaagaclıo, K., & Ates, S. (2019). Identifying factors affecting anxiety levels in the patients planned for cataract surgery: A cross-sectional study. International Journal of Caring Sciences, 12(2), 639–648.
Rorden, J. W., & Taft, E. (1990). Discharge planning guide for nurses. Philadelphia, PA: W.B. Saunders.
Sakunsuk, S., Luangubol, J., & Promarak, T. (2025). Factors influencing self-care among patients after cataract surgery with intraocular lens implantation during home recovery: A multivariate analysis. Veredas do Direito, 22(3), e223308, 1–23. from
https://doi.org/10.18623/rvd.v22i3.23308
Spielberger, C. D. (1966). Anxiety and behavior. New York, NY: Academic Press.
Tavakol, M., & Dennick, R. (2011). Making sense of Cronbach’s alpha. International Journal of Medical Education, 2, 53–55. from https://doi.org/10.5116/ijme.4dfb.8dfd
Wang, X., et al. (2024). The association between cataract surgery and mental health in older adults: A review. International Journal of Surgery, 110(4), 2300–2312. https://doi.org/10.1016/j.ijsu.2024.2300
World Health Organization. (2023). Blindness and vision impairment. Retrieved June 28, 2025, from https://who.int/news-room/fact-sheets/detail/blindness-and-visual-impairment
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม ศูนย์อนามัยที 8 อุดรธานี

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความในวารสารนี้มีลิขสิทธิ์โดยและเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons แบบแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 4.0 ระหว่างประเทศ (CC BY-NC-ND 4.0)
สามารถอ่านและนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางวิชาการ เช่น การสอน การวิจัย หรือการอ้างอิง โดยให้เครดิตแก่ผู้เขียนและวารสารอย่างเหมาะสม
ห้ามใช้หรือดัดแปลงบทความโดยไม่ได้รับอนุญาต
ข้อความที่ปรากฏในบทความเป็นความคิดเห็นของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว
ผู้เขียนต้องรับผิดชอบต่อเนื้อหาและความถูกต้องของบทความของตนทั้งหมด
การนำไปใช้ซ้ำหรือเผยแพร่ซ้ำในรูปแบบอื่นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร