การพัฒนารูปแบบการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน ตำบลนาดูน จังหวัดมหาสารคาม
คำสำคัญ:
การพัฒนารูปแบบ, การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม, กลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน, ความรอบรู้ด้านสุขภาพ, 3อ.2ส.บทคัดย่อ
การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน ตำบลนาดูน จังหวัดมหาสารคาม ดำเนินการแบ่งเป็น 4 ระยะ ได้แก่ การสำรวจและวิเคราะห์ข้อมูล การวางแผนและพัฒนารูปแบบ การทดลองใช้รูปแบบ และการสะท้อนผล ระหว่างเดือนตุลาคม 2565 ถึงเดือนกันยายน 2566 กลุ่มเป้าหมายเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วย กลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานที่มีระดับน้ำตาลในเลือดจากปลายนิ้ว (DTX) 100–125 mg/dL จำนวน 60 คน ผู้ดูแลในครอบครัว จำนวน 60 คน และทีมสหวิชาชีพ และเครือข่ายสุขภาพ จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบคัดกรองความเสี่ยงโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง แบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพตามหลัก 3อ.2ส. แนวทางการสนทนากลุ่ม และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ paired t-test และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการวิจัยพบว่า 1) กลุ่มเสี่ยงมีปัจจัยเสี่ยงหลายด้านซ้อนทับกัน ได้แก่ ภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน (ร้อยละ 80.00) เส้นรอบเอวเกินเกณฑ์ (ร้อยละ 70.00) และไม่มีรูปแบบการออกกำลังกาย (ร้อยละ 100) ขณะที่การดำเนินงานระหว่างโรงพยาบาล เทศบาล และอาสาสมัครสาธารณสุขยังขาดความต่อเนื่องและการเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ 2) รูปแบบที่พัฒนาขึ้น คือ รูปแบบ 5 ฐาน 3อ.2ส. ตำบลนาดูน ประกอบด้วยกลไก 3 ระดับ ได้แก่ ข้อมูลกลุ่มเสี่ยงรายบุคคล ผู้ดูแลใกล้ชิดในครอบครัว และฐานกิจกรรมในชุมชน 5 ฐาน คือ ฐานอาหาร ฐานออกกำลังกาย ฐานอารมณ์ ฐานบุหรี่ และฐานสุรา แต่ละฐานใช้กระบวนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 6 ขั้นตอนของกรมอนามัย และจัดกิจกรรมทุกวันศุกร์ 3) ภายหลังการใช้รูปแบบ คะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทุกด้าน (p < .001) โดยด้านการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพเพิ่มขึ้นจาก 2.72 เป็น 3.68 สัดส่วนผู้ที่ไม่มีรูปแบบการออกกำลังกายลดลงจากร้อยละ 100 เหลือร้อยละ 0.00 และผู้ที่เติมเครื่องปรุงรสลดลงจากร้อยละ 68.75 เหลือร้อยละ 0.00 เกิดนวัตกรรมชุมชน เช่น การใช้น้ำผักแทนน้ำปลาร้า และอุปกรณ์ฮูลาฮูบผลิตใช้เอง กลุ่มเสี่ยงมีความพึงพอใจโดยรวมในระดับมาก (Mean = 4.27, SD = 0.38)
สรุปได้ว่า รูปแบบ 5 ฐาน 3อ.2ส. ตำบลนาดูน เป็นรูปแบบที่เหมาะสมกับบริบทชุมชน ช่วยเพิ่มความรอบรู้ด้านสุขภาพและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงของกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานในระยะสั้น และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ที่มีบริบทใกล้เคียงกันได้
เอกสารอ้างอิง
กนกฉัตร สมชัย, นัฐพล ศรีทะวัน, วชิรา คำย้าว, ประเสริฐ ประสมรักษ์, ทนงศักดิ์ มุลจันดา, และขนิษฐา ตะลุตะกำ. (2566). ผลของโปรแกรมพัฒนาศักยภาพ อสม. รอบรู้ด้านการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ของประชาชนกลุ่มเสี่ยงเบาหวาน ชุมชนบ้านสว่างเหนือ ตำบลห้วย อำเภอปทุมราชวงศา จังหวัดอำนาจเจริญ. วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น, 15(1), 13–27.
กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข. (2555). ระบบการเฝ้าระวังพฤติกรรมสุขภาพเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงของกลุ่มปกติ/เสี่ยง/ป่วย โรคเบาหวานความดันโลหิตสูงในประเทศไทย: นโยบายสู่การปฏิบัติสำหรับสถานบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ. กองสุขศึกษา.
ขนิษฐา สระทองพร้อม และสุทธิศักดิ์ สุริรักษ์. (2564). การศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่อพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพตามหลัก 3 อ. 2ส. ในประชากรกลุ่มเสี่ยงเบาหวานและความดันโลหิตสูง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านหนองรี. วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน, 3(1), 38–50.
นัฏฐพร พรหมบุตร. (2566). ผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมป้องกันโรคเบาหวานของกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน ตำบลสระคู อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด. วารสารวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางสุขภาพ, 4(3), 168–180.
บุญชม ศรีสะอาด. (2560). การวิจัยเบื้องต้น (พิมพ์ครั้งที่ 10). สุวีริยาสาส์น.
ประภาส บารมี และจักรพันธ์ บุญอ่อง. (2566). การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานด้วย 4 ป. กรณีศึกษากลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานตำบลบ้านกลาง อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก. วารสารสหวิชาการเพื่อสุขภาพ, 5(1), 25–37.
เรียมรัตน์ รักเสมอวงศ์ และพิสมัย หวังผล. (2562). ผลการปฏิบัติสมาธิบำบัดแบบ SKT ท่า 1 และท่า 3 ต่อระดับ HbA1c ในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรงพยาบาลทรายมูล จังหวัดยโสธร. วารสารสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี, 17(2), 28–36.
วิชระ เฟื่องจันทร์. (2560). กระบวนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ 6 ขั้นตอน. กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข.
สกุณา กัณหาสุระ และพรพิมล ชูพานิช. (2566). พฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีโซเดียมสูงและปัจจัยที่สัมพันธ์กับการบริโภคอาหารที่มีโซเดียมสูงของผู้ใหญ่ในอำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี. วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน, 9(4), 154–165.
สำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. (2564). แนวปฏิบัติสำหรับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในการจัดให้บริการคัดกรองและเสริมทักษะการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ลดเสี่ยง ลดโรคไม่ติดต่อ ในสถานบริการและในชุมชน. สำนักงานกิจการโรงพิมพ์ องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก.
สำรวย กลยณี และศศิวรรณ ทัศนเอี่ยม. (2562). ผลของการประยุกต์ใช้หลัก 3อ. 2ส. ร่วมกับแรงสนับสนุนทางสังคมเพื่อลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง. วารสารราชพฤกษ์,17(2),95–104.
American Diabetes Association Professional Practice Committee. (2022a). 2. Classification and diagnosis of diabetes: Standards of medical care in diabetes—2022. Diabetes Care, 45(Suppl. 1), S17–S38. https://doi.org/10.2337/dc22-S002
American Diabetes Association Professional Practice Committee. (2022b). 3. Prevention or delay of type 2 diabetes and associated comorbidities: Standards of medical care in diabetes—2022. Diabetes Care, 45(Suppl. 1), S39–S45. https://doi.org/10.2337/dc22-S003
Bandura, A. (2004). Health promotion by social cognitive means. Health Education & Behavior, 31(2), 143–164. https://doi.org/10.1177/1090198104263660
Barnett, A. G., van der Pols, J. C., & Dobson, A. J. (2005). Regression to the mean: What it is and how to deal with it. International Journal of Epidemiology, 34(1), 215–220. https://doi.org/10.1093/ije/dyh299
International Diabetes Federation. (2021). IDF diabetes atlas (10th ed.). International Diabetes Federation. https://diabetesatlas.org
Kemmis, S., & McTaggart, R. (1988). The action research planner (3rd ed.). Deakin University Press.
Kemmis, S., McTaggart, R., & Nixon, R. (2014). The action research planner: Doing critical participatory action research. Springer. https://doi.org/10.1007/978-981-4560-67-2
Knowler, W. C., Barrett-Connor, E., Fowler, S. E., Hamman, R. F., Lachin, J. M., Walker, E. A., & Nathan, D. M. (2002). Reduction in the incidence of type 2 diabetes with lifestyle intervention or metformin. The New England Journal of Medicine, 346(6), 393–403. https://doi.org/10.1056/NEJMoa012512
Lahelma, M., Sädevirta, S., Lallukka-Brück, S., Sevastianova, K., Mustelin, L., Gylling, H., Rockette-Wagner, B., Kriska, A. M., & Yki-Järvinen, H. (2019). Effects of weighted hula-hooping compared to walking on abdominal fat, trunk muscularity, and metabolic parameters in overweight subjects: A randomized controlled study. Obesity Facts, 12(4), 385–396. https://doi.org/10.1159/000500572
Nutbeam, D. (2000). Health literacy as a public health goal: A challenge for contemporary health education and communication strategies into the 21st century. Health Promotion International, 15(3), 259–267. https://doi.org/10.1093/heapro/15.3.259
Tuomilehto, J., Lindström, J., Eriksson, J. G., Valle, T. T., Hämäläinen, H., Ilanne-Parikka, P., Keinänen-Kiukaanniemi, S., Laakso, M., Louheranta, A., Rastas, M., Salminen, V., Aunola, S., Cepaitis, Z., Moltchanov, V., Hakumäki, M., Mannelin, M., Martikkala, V., Sundvall, J., & Uusitupa, M. (2001). Prevention of type 2 diabetes mellitus by changes in lifestyle among subjects with impaired glucose tolerance. The New England Journal of Medicine, 344(18), 1343–1350. https://doi.org/10.1056/NEJM200105033441801
World Health Organization. (1986). Ottawa charter for health promotion. World Health Organization.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.