การประเมินผลการดำเนินงานป้องกันโรคอาหารเป็นพิษในโรงเรียน
คำสำคัญ:
โรงเรียน, อาหารเป็นพิษ, การประเมินผล, ซิปป์โมเดลบทคัดย่อ
การวิจัยประเมินผลด้วยซิปป์โมเดลครั้งนี้ เพื่อประเมินผลการดำเนินงานป้องกันโรคอาหารเป็นพิษในโรงเรียนด้านบริบท ด้านทรัพยากร ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต และศึกษาความคิดเห็น กลุ่มตัวอย่างคือโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน สำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบสะดวก ได้จำนวนทั้งสิ้น 9,996 แห่ง เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามชนิดเลือกตอบและเติมข้อความในช่องว่าง ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ค่าความสอดคล้องรายข้อ 0.67 – 1.00 ทดลองใช้กับโรงเรียนในจังหวัดสระแก้ว 30 แห่ง หาค่าความเชื่อมั่นด้วยสูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค ส่วนบริบท ทรัพยากร และกระบวนการ ได้ 0.92 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพรรณนา ข้อมูลความคิดเห็นวิเคราะห์เนื้อหาแล้วจัดหมวดหมู่ ผลการศึกษาพบว่าโรงเรียนส่วนใหญ่มีขนาดเล็ก (ร้อยละ 56.59) สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ร้อยละ 72.54) โรคและภัยสุขภาพที่เป็นปัญหาสำคัญคือโรคทางเดินหายใจ (ร้อยละ 48.57) การประเมินผลการดำเนินงานด้วยซิปป์โมเดลภาพรวมอยู่ในระดับสูง (คะแนนเฉลี่ย 2.57) โดยด้านทรัพยากรมีคะแนนเฉลี่ยสูงสุด (คะแนนเฉลี่ย 2.61) รองลงมาคือด้านบริบท (คะแนนเฉลี่ย 2.59) และด้านการกระบวนการดำเนินงาน (คะแนนเฉลี่ย 2.50) ผลลัพธ์การดำเนินงานในหนึ่งปีที่ผ่านมาพบการเกิดเหตุการณ์อาหารเป็นพิษในโรงเรียนอยู่ในระดับต่ำ (ร้อยละ 4.24) สาเหตุการป่วยเกิดจากพฤติกรรมสุขภาพของนักเรียน ครูหรือบุคลากร ไม่ถูกสุขลักษณะ (ร้อยละ 37.03) ข้อคิดเห็นด้านวิธีป้องกันการเกิดโรคอาหารเป็นพิษพบว่าหนึ่งในห้าของกลุ่มตัวอย่างไม่ทราบวิธีป้องกันการเกิดโรคอาหารเป็นพิษ (ร้อยละ 21.92) สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างด้านองค์ความรู้ในกลุ่มครูและบุคลากร ดังนั้น กรมควบคุมโรคควรร่วมกับหน่วยงานสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องและหน่วยงานด้านการศึกษา จัดทำคู่มือแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย เพื่อให้บุคลากรทุกระดับสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเฝ้าระวังและป้องกันโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม
เอกสารอ้างอิง
กรมควบคุมโรค กองระบาดวิทยา. (2568). โปรแกรมเฝ้าระวังเหตุการณ์โรคและภัยสุขภาพ. สืบค้น 27 มกราคม 2568, จาก https://mebs-ddce.ddc.moph.go.th/auth/login
กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. (2563). คู่มือมาตรฐานการสุขาภิบาลอาหารในสถานศึกษา. นนทบุรี: สำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ กรมอนามัย.
กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค. (2563). คู่มือแนวทางสำหรับครู เรื่องการป้องกันควบคุมโรคอาหารเป็นพิษในโรงเรียน (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3, พิมพ์ครั้งที่ 1). นนทบุรี: ทีเอส อินเตอร์พริ้นท์.
กิตติยา สุวรรณสิงห์ และคณะ. (2563). การประเมินโครงการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขาภิบาลอาหารและน้ำในโรงเรียนประถมศึกษา. วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน, 5(2), 45–58.
กุสุมา ผิวขาว. (2561). การประเมินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพและความปลอดภัยด้านอาหารโดยใช้ซิปป์โมเดล. รายงานการวิจัยและพัฒนาโรงเรียนปลอดภัย, 12(1), 112–125.
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์ และวิธีการจัดการอบรมผู้ประกอบกิจการและผู้สัมผัสอาหาร พ.ศ. 2561. (2561, 12 มิถุนายน). ราชกิจจานุเบกษา, 135(ตอนพิเศษ 135 ง), 11–20.
ประสิทธิ์ นิลมาลา. (2565). ประสิทธิผลของการเฝ้าระวังโรคอาหารเป็นพิษในสถานศึกษาเขตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. วารสารควบคุมโรคและระบาดวิทยาภาคพื้นดิน, 10(3), 20–35.
พรสุดา ผานุการณ์, พีระยา สมชัยยานนท์, วันพร ศรีเลิศ, อินจิรา นิยมธูร, และ สายพิณ ไชยนันทน์. (2563). การพัฒนาระบบการจัดการความปลอดภัยของอาหารในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร. วารสารนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้, 3(2), 52–61. จาก https://foodsanitation.bangkok.go.th/document/detail/3
วิรัลพัชร มั่นจริง. (2564). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขวิทยาส่วนบุคคลของผู้สัมผัสอาหารในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร. วารสารนวัตกรรมและการจัดการ, 6(ฉบับพิเศษ), 44–56.
ศศินา บุตรนคร และอุไรวรรณ อินทร์ม่วง. (2564). สถานการณ์สุขาภิบาลอาหารและน้ำบริโภคในโรงเรียนพื้นที่ตำบลศิลา อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น. วารสารวิจัย มข. (ฉบับบัณฑิตศึกษา), 21(2), 68–79.
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2568). ประกาศสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เรื่อง ขนาดสถานศึกษาสำหรับการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา ประจำปี พ.ศ. 2568. สืบค้น 24 มีนาคม 2568, จาก https://otepc.go.th
Best, J. W. (1977). Research in education (7th ed.). Englewood Cliffs, NJ: Prentice-Hall.
Cochran, W. G. (1977). Sampling techniques (3rd ed.). John Wiley & Sons.
Fullan, M. (2016). The new meaning of educational change (5th ed.). Teachers College Press.
Julrach, P., Phupinyokul, M., & Wongtong, O. (2016). The sanitation of dessert and beverage shops and cafeterias environment in high school in Sakon Nakhon Province [Master’s thesis, Kasetsart University].
StatSmartly. (n.d.). Cochran sample size calculator. retrieved January 27, 2025, from https://statsmartly.com/Pop/Cochran.php
The School Meals Coalition. (n.d.). Scaling up healthy school meals for every child by 2030. retrieved January 27, 2025, from https://schoolmealscoalition.org/about
World Health Organization. (2021, November 16). UN agencies back bold plan to ensure every child in need gets a regular healthy meal in school by 2030. https://www.who.int/news/item/16-11-2021-un-agencies-back-bold-plan-to-ensure-every-child-in-need-gets-a-regular-healthy-meal-in-school-by-2030
World Health Organization. (2008). International health regulations (2005) (3rd ed.).
World Health Organization. (2022, October 12). WHO global strategy for food safety 2022–2030: Towards stronger food safety systems and global cooperation. retrieved January 27, 2025, from https://www.who.int/publications/i/item/9789240057685
World Health Organization. (2024a, October 4). Food safety. retrieved January 27, 2025, from https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/food-safety
World Health Organization. (n.d.). Estimating the burden of foodborne diseases [ออนไลน์]. Retrieved January 27, 2025, from https://www.who.int/activities/estimating-the-burden-of-foodborne-diseases
World Health Organization. (2024b, March 7). Diarrhoeal disease. retrieved January 27, 2025, from https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/diarrhoeal-disease
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม ศูนย์อนามัยที 8 อุดรธานี

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความในวารสารนี้มีลิขสิทธิ์โดยและเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons แบบแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 4.0 ระหว่างประเทศ (CC BY-NC-ND 4.0)
สามารถอ่านและนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางวิชาการ เช่น การสอน การวิจัย หรือการอ้างอิง โดยให้เครดิตแก่ผู้เขียนและวารสารอย่างเหมาะสม
ห้ามใช้หรือดัดแปลงบทความโดยไม่ได้รับอนุญาต
ข้อความที่ปรากฏในบทความเป็นความคิดเห็นของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว
ผู้เขียนต้องรับผิดชอบต่อเนื้อหาและความถูกต้องของบทความของตนทั้งหมด
การนำไปใช้ซ้ำหรือเผยแพร่ซ้ำในรูปแบบอื่นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร