การประเมินผลโครงการสุขภาพดี วิถี สบช. และศูนย์สุขภาพชุมชนต้นแบบ เพื่อการจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในชุมชนตำบลเขาคันทรง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
คำสำคัญ:
สุขภาพดี วิถี สบช., การจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง, การประเมินผลโครงการบทคัดย่อ
การวิจัยเชิงประเมินผลนี้ใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสมผสาน มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลโครงการสุขภาพดี วิถี สบช. และศูนย์สุขภาพชุมชนต้นแบบเพื่อการจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) พื้นที่ตำบลเขาคันทรง วิเคราะห์นโยบาย ระบบสนับสนุน และกระบวนการดำเนินงาน เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 125 คน และสัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
ผลการวิจัยพบว่า 1) ด้านสถานะสุขภาพและพฤติกรรมภายหลังเข้าร่วมโครงการ กลุ่มเป้าหมายมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมสุขภาพตามหลัก 3 อ. สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโครงการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (p < .05) โดยด้านการจัดการอารมณ์มีคะแนนเพิ่มขึ้นสูงสุด ในขณะที่ผลลัพธ์ทางคลินิกพบว่ากลุ่มเสี่ยงสูงและกลุ่มที่มีภาวะแทรกซ้อน (สีส้มและสีแดง) ลดลงร้อยละ 7.2 และกลุ่มปกติ (สีขาวและสีเขียว) เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.2 2) ด้านนโยบายและระบบสนับสนุนนโยบายสอดคล้องกับบริบทกึ่งอุตสาหกรรม โดยมีปัจจัยความสำเร็จจากการบูรณาการทรัพยากรระหว่างสถาบันพระบรมราชชนกและหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่และการใช้ศูนย์หมู่ 7 เป็นจุดเชื่อมต่อเพื่อทลายอุปสรรคด้านคมนาคม แต่ยังมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและฐานข้อมูลดิจิทัล 3) ด้านกระบวนการศูนย์สุขภาพชุมชนต้นแบบขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านกลไกการทำงานของทีมสุขภาพจากสถานีอนามัย วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ชลบุรี ร่วมกับพลังอาสาสมัครสาธารณสุขที่เข้มแข็ง
สรุปผลการประเมินชี้ให้เห็นว่า ความสำเร็จของโครงการเกิดจากการแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติที่เน้นการมีส่วนร่วมของเครือข่ายภาคี ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายคือ ควรพัฒนาระบบสนับสนุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อการติดตามผลในระยะยาวและสร้างกลไกการบริหารจัดการงบประมาณแบบบูรณาการร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้เกิดความยั่งยืนของศูนย์สุขภาพชุมชนต้นแบบสืบไป
เอกสารอ้างอิง
กองโรคไม่ติดต่อ, กรมควบคุมโรค. (2567). รายงานประจำปี 2567 กองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค.
เกศินี มหาวงค์, วรวุฒิ ชมภูพาน, และสลักจิต นิลประเสริฐศักดิ์. (2563). ผลของโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพต่อระดับความดันโลหิตของผู้ที่มีภาวะเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูงในชุมชน. วารสารการพยาบาลและการส่งเสริมสุขภาพ, 2(2), 26–38.
นิตยา ชุดไธสง. (2569). การพัฒนาสถานีรักษ์สุขภาพ จังหวัดบุรีรัมย์. วารสารวิชาการสาธารณสุข, 35(1), 166-182.
วีระศักดิ์ เดชอรัญ. (2568). ประสิทธิภาพเชิงระบบของศูนย์ป้องกันโรคไม่ติดต่อในชุมชน: แนวทางลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่ยั่งยืน. วารสารสภาการสาธารณสุขชุมชน, 7(1), 1–18.
สถาบันพระบรมราชชนก. (2565). แนวทางการดำเนินงานโครงการสุขภาพดี วิถี สบช. และการพัฒนาศูนย์สุขภาพชุมชนต้นแบบเพื่อการจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง.
สุรีย์ ธรรมิกพงษ์, จิราภรณ์ วงศ์ใหญ่, และนงนุช วงศ์สว่าง. (2563). ผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพของกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง. วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ, 38(4), 138–147.
องค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี. (2568). รายงานสถานการณ์โรคไม่ติดต่อเรื้อรังในเขตชุมชนกึ่งเมืองกึ่งอุตสาหกรรม จังหวัดชลบุรี ประจำปี 2568. กองสาธารณสุข.
Gibson, C. H. (1991). A concept analysis of empowerment. Journal of Advanced Nursing, 16(3), 354–361. https://doi.org/10.1111/j.1365-2648.1991.tb01660.x
Vichitkunakorn, P., Bunyanukul, W., Apiwan, K., Tanasanchonnakul, D., & Sittisombut, M. (2025). Prevalence of non-communicable disease risk factors and their association with economic status: Findings from the 2021 health behaviour of population survey in Thailand. Global Health Action, 18(1), Article 2485689. https://doi.org/10.1080/16549716.2025.2485689
The Nation Thailand. (2025, November 8). Rising non-communicable diseases: Thailand's major health crisis. The Nation Thailand
Stufflebeam, D. L., & Shinkfield, A. J. (2007). Evaluation theory, models, and applications. Jossey-Bass.
Wallerstein, N. (2006). What is the evidence on the effectiveness of empowerment to improve health? (Health Evidence Network Report No. 6). WHO Regional Office for Europe
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม ศูนย์อนามัยที 8 อุดรธานี

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความในวารสารนี้มีลิขสิทธิ์โดยและเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons แบบแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 4.0 ระหว่างประเทศ (CC BY-NC-ND 4.0)
สามารถอ่านและนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางวิชาการ เช่น การสอน การวิจัย หรือการอ้างอิง โดยให้เครดิตแก่ผู้เขียนและวารสารอย่างเหมาะสม
ห้ามใช้หรือดัดแปลงบทความโดยไม่ได้รับอนุญาต
ข้อความที่ปรากฏในบทความเป็นความคิดเห็นของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว
ผู้เขียนต้องรับผิดชอบต่อเนื้อหาและความถูกต้องของบทความของตนทั้งหมด
การนำไปใช้ซ้ำหรือเผยแพร่ซ้ำในรูปแบบอื่นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร