การบริหารจัดการน้ำประปาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อการเข้าถึงน้ำสะอาดของประเทศไทย

ผู้แต่ง

  • ปาริชาติ สร้อยสูงเนิน สำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ
  • รัชชผดุง ดำรงพิงคสกุล
  • เอมอร ขันมี
  • ดรุณี สีสุดโท

คำสำคัญ:

น้ำประปาท้องถิ่น, คุณภาพน้ำประปา, ความรอบรู้ด้านน้ำ

บทคัดย่อ

การศึกษาวิจัยเรื่อง “การบริหารจัดการน้ำประปาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อการเข้าถึงน้ำสะอาดของประเทศไทย” มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์การบริหารจัดการน้ำประปาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในด้านระบบผลิตน้ำประปา การจัดการความเสี่ยง การเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ และการสร้างความรอบรู้ของประชาชน 2) ประเมินคุณภาพน้ำประปาในระบบผลิตและระบบจ่ายน้ำขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามเกณฑ์คุณภาพน้ำประปาดื่มได้ กรมอนามัย พ.ศ. 2563 และ 3) สังเคราะห์ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อสนับสนุนการเข้าถึงน้ำสะอาด รูปแบบการศึกษาเป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบผสมผสาน ประชากรศึกษา คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ผลิตน้ำประปาเองและสมัครเข้ารับประเมิน EHA ระหว่างปี พ.ศ. 2563–2565 จำนวน 314 แห่ง มีผู้รับผิดชอบระบบประปาตอบแบบสอบถามจำนวน 100 แห่ง สำหรับการศึกษาเชิงลึกคัดเลือกพื้นที่จำนวน 18 แห่ง ครอบคลุม 6 ภูมิภาค เก็บข้อมูลจากผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ระบบประปา แกนนำอาสาสมัคร ตัวแทนประชาชน และประชาชนผู้ใช้น้ำประปาจำนวน 420 คน รวมทั้งเก็บตัวอย่างน้ำต้นท่อและปลายท่อรวม 36 ตัวอย่าง เพื่อตรวจวิเคราะห์ 21 พารามิเตอร์

ผลพบว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร้อยละ 86.00 บริหารจัดการระบบผลิตน้ำเอง โดยใช้น้ำผิวดินเป็นแหล่งน้ำดิบหลัก (ร้อยละ 47.00) กิจการประปามีรายรับเฉลี่ย 284,971.12 บาท/เดือน และรายจ่ายเฉลี่ย 232,865.94 บาท/เดือน อย่างไรก็ตาม พบข้อจำกัดสำคัญคือ มีหน่วยงานที่มีเครื่องมือหรือระบบสนับสนุนการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำเพียงร้อยละ 34.70 สำหรับประชาชนส่วนใหญ่มีความรอบรู้ด้านน้ำประปาในระดับปานกลางขึ้นไป (ร้อยละ 85.24–96.90) แต่ยังคงพบปัญหาการใช้น้ำ โดยเฉพาะกลิ่นคลอรีน (ร้อยละ 35.48) และน้ำขุ่น (ร้อยละ 14.29) ส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายซื้อน้ำดื่มเฉลี่ย 296.82 บาท/เดือน/ครัวเรือน ด้านคุณภาพน้ำพบระบบประปาผ่านเกณฑ์ทุกพารามิเตอร์เพียงร้อยละ 33.33 โดยพบความเสี่ยงสำคัญด้านจุลชีววิทยา ได้แก่ โคลิฟอร์มแบคทีเรีย (ร้อยละ 27.78) และ E. coli (ร้อยละ 11.11) ไม่ผ่านเกณฑ์ทั้งต้นท่อและปลายท่อ

ข้อเสนอเชิงนโยบายสังเคราะห์ตามกรอบต้นน้ำ–กลางน้ำ–ปลายน้ำ ได้แก่ 1) ต้นน้ำ: เฝ้าระวังคุณภาพและปริมาณน้ำดิบรายสัปดาห์ 2) กลางน้ำ: ควบคุมกระบวนการผลิต เติมสารเคมี และพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่อย่างสม่ำเสมอ 3) ปลายน้ำ: ตรวจวัดคลอรีนอิสระคงเหลือและเฝ้าระวังเชื้อจุลินทรีย์ปลายท่อรายเดือน พร้อมสื่อสารความเสี่ยงแก่ประชาชน และ 4) ชุมชน: สนับสนุนชุดทดสอบภาคสนามและสร้างเครือข่าย อสม./ผู้นำชุมชน เพื่อเฝ้าระวังคุณภาพน้ำร่วมกันอย่างยั่งยืน

เอกสารอ้างอิง

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. (2563). เกณฑ์มาตรฐานคุณภาพน้ำประปาดื่มได้ กรมอนามัย พ.ศ. 2563. โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.

กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น. (2565). คู่มือหลักเกณฑ์และมาตรฐานคุณภาพระบบประปาหมู่บ้านขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น. กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น.

มูลนิธิส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น). (2532). คู่มือการปรับปรุงคุณภาพน้ำและการควบคุมระบบผลิตน้ำประปา. มูลนิธิส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น).

ยิมรัตน์ ยิ้มรัตนบวร. (2555). การประเมินคุณภาพน้ำและระบบบริหารจัดการน้ำประปาหมู่บ้านในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. สำนักบริหารโครงการวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี.

ยุทธศิลป์ โยธาวุฒิ. (2560). การศึกษาสถานการณ์และรูปแบบการบริหารจัดการระบบประปาหมู่บ้านอย่างยั่งยืน. วารสารวิชาการสาธารณสุข, 26(3), 485–496.

อังศินันท์ อินทรกำแหง. (2560). ความรอบรู้ด้านสุขภาพ: การวัดและการพัฒนา. สถาบันวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.

Bartram, J., & Ballance, R. (Eds.). (1996). Water quality monitoring: A practical guide to the design and implementation of freshwater quality studies and monitoring programmes. E & FN Spon.

Dean, A. J., Fielding, K. S., & Newton, F. J. (2016). Community knowledge about water: Who has better knowledge and is this associated with water-related behaviors and support for water-related policies? PLOS ONE, 11(7), e0159063. https://doi.org/10.1371/journal.pone.0159063

Nutbeam, D. (2000). Health literacy as a public health goal: A challenge for contemporary health education and communication strategies into the 21st century. Health Promotion International, 15(3), 259–267. https://doi.org/10.1093/heapro/15.3.259

Otaki, Y., Sakura, O., & Otaki, M. (2015). Advocating water literacy. Mahasarakham International Journal of Engineering Technology, 1(1), 36–40. https://doi.org/10.14456/mijet.2015.8

Rahmanian, N., Ali, S. H. B., Homayoonfard, M., Ali, N. J., Rehan, M., Sadef, Y., & Nizami, A. S. (2015). Analysis of physiochemical parameters to evaluate the drinking water quality in the State of Perak, Malaysia. Journal of Chemistry, 2015, Article 716125. https://doi.org/10.1155/2015/716125

Silva, G. M. e., Campos, D. F., Brasil, J. A. T., Tremblay, M., Mendiondo, E. M., & Ghiglieno, F. (2022). Advances in technological research for online and in situ water quality monitoring—A review. Sustainability, 14(9), 5059. https://doi.org/10.3390/su14095059

Tian, K., Wang, H., & Wang, Y. (2021). Investigation and evaluation of water literacy of urban residents in China based on data correction method. Water Policy, 23(1), 77–95. https://doi.org/10.2166/wp.2021.160

World Health Organization. (2009). Water safety plan manual: Step-by-step risk management for drinking-water suppliers. World Health Organization.

World Health Organization. (2011). Guidelines for drinking-water quality (4th ed.). World Health Organization. https://www.who.int/publications-detail-redirect/9789241548151

กรอบแนวคิด 3

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

25-09-2026

รูปแบบการอ้างอิง

สร้อยสูงเนิน ป., ดำรงพิงคสกุล ร., ขันมี เ., & สีสุดโท ด. (2026). การบริหารจัดการน้ำประปาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อการเข้าถึงน้ำสะอาดของประเทศไทย. วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม ศูนย์อนามัยที 8 อุดรธานี, 4(3), e4746 (1–20). สืบค้น จาก https://he04.tci-thaijo.org/index.php/hpc8Journal/article/view/4767