ประสิทธิผลของโปรแกรมการจัดการตนเองต่อการลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือดในผู้ป่วยเบาหวาน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลป่าแฝก จังหวัดบึงกาฬ
คำสำคัญ:
การจัดการตนเอง, โรคเบาหวาน, โรคหัวใจและหลอดเลือด, คะแนนความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด, พฤติกรรมสุขภาพบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการจัดการตนเองต่อการลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ป่วยเบาหวาน ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลป่าแฝก จังหวัดบึงกาฬ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 36 คน คัดเลือกด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย ดำเนินการทดลอง 12 สัปดาห์ โปรแกรมประกอบด้วย 4
กิจกรรมหลัก ได้แก่ (1) การให้ความรู้ผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการ (2) การฝึกทักษะ (3) การติดตามเยี่ยมบ้าน และ (4) การติดตามผ่านแอปพลิเคชันไลน์
ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 72.22) อายุเฉลี่ย 62.94 ± 6.98 ปี พฤติกรรมการจัดการตนเองโดยรวมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 (p < 0.001) จาก
2.79 ± 0.08 เป็น 3.62 ± 0.11 และพฤติกรรมทุกด้านมีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) ได้แก่ ด้านการรับประทานยา การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด การควบคุมอาหาร และการติดตามอาการผิดปกติ ส่วนความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด (Thai CV Risk Score) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) จาก 23.16 ± 9.74% เป็น 21.09 ± 8.48% การบูรณาการแนวคิดการจัดการตนเอง การสนับสนุนทางสังคม และการรับรู้ความสามารถตนเองผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย ช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ยั่งยืนในผู้ป่วยเบาหวาน
เอกสารอ้างอิง
กองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. (2568). สถิติสาธารณสุข พ.ศ. 2567. สืบค้นเมื่อ 10 กรกฎาคม 2569, จาก https://spd.moph.go.th/wp-content/uploads/2025/11/สถิติสาธารณสุข-2567_final.pdf
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล. (2558). Thai CV risk score. สืบค้นเมื่อ 2 มิถุนายน 2568, จาก https://www.rama.mahidol.ac.th/cardio_vascular_risk/thai_cv_risk_score/
ณัฐภัสสร เดิมขุนทด, สว่างจิต สุรอมรกูล, รัชนีวรรณ ขวัญเจริญ, และชาญวัฒน์ ชวนตันติกมล. (2565). ผลของการให้ความรู้และสนับสนุนการจัดการตนเองของผู้เป็นเบาหวานในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมไม่ดี. วชิรสารการพยาบาล, 24(1), 1–24.
ธรรมรัตน์ วาวงศ์มูล. (2567). พฤติกรรมสุขภาพและความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรงพยาบาลศีขรภูมิ. วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ, 9(2), 306–312.
ปรางค์ บัวทองคำวิเศษ, ดวงกมล ปิ่นเฉลียว, และสุทธีพร มูลศาสตร์. (2560). ประสิทธิผลของโปรแกรมการจัดการตนเองในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในตำบลท่าก๊อ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย. Journal of the Police Nurses and Health Science, 9(1), 105–116.
พริษฐ์ชา แซ่โง้ว. (2567). การป้องกันการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด: ความท้าทายในสภาพสังคมผู้สูงอายุในอนาคตอันใกล้ของประเทศไทย. วารสารสมาคมเวชศาสตร์ป้องกันแห่งประเทศไทย, 14(3), 577–585.
ไพฑูรย์ เบ็ญจพรเลิศ. (2568, 15 ตุลาคม). โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs): โรคร้ายที่เราสร้างเอง. Rama Channel. https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/article/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%87-ncds-%E0%B9%82/
มณีรัตน์ ทางดี. (2567). ผลของการให้ความรู้และสนับสนุนการจัดการตนเองของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ ในคลินิกเบาหวาน โรงพยาบาลหนองสองห้อง. วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ, 9(4), 558–566.
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลป่าแฝก. (2568). ทะเบียนผู้ป่วยเบาหวาน ปี พ.ศ. 2568. โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลป่าแฝก.
ศิริรัตน์ ผ่านภพ, จันทร์จีรา ยานะชัย, และกชภัส เหล็กบังวัน. (2567). ประสิทธิผลของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่อการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ป่วยเบาหวาน อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง. วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน, 10(3), 57–72.
สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมาคมต่อมไร้ท่อแห่งประเทศไทย. (2567). แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวาน 2566 (พิมพ์ครั้งที่ 2). บริษัท ศรีเมืองการพิมพ์ จำกัด.
อุษนีย์ รามฤทธิ์. (2564). การพัฒนาโปรแกรมการจัดการตนเองเพื่อลดโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง. วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน, 6(3), 29–37.
American Diabetes Association Professional Practice Committee. (2024). Introduction and methodology: Standards of Care in Diabetes—2024. Diabetes Care, 47(Suppl. 1), S1–S4. https://doi.org/10.2337/dc24-SINT
Bandura, A. (1997). Self-efficacy: The exercise of control. New York, NY: W. H. Freeman and Company.
Chowdhury, H. A., Harrison, C. L., Siddiquea, B. N., Tissera, S., Afroz, A., Ali, L., Joham, A. E., & Billah, B. (2024). The effectiveness of diabetes self-management education intervention on glycaemic control and cardiometabolic risk in adults with type 2 diabetes in low- and middle-income countries: A systematic review and meta-analysis. PLOS ONE, 19(2), e0297328. https://doi.org/10.1371/journal.pone.0297328
Cohen, J. (1988). Statistical power analysis for the behavioral sciences (2nd ed.). Hillsdale, NJ: L. Erlbaum Associates.
House, J. S. (1981). Work stress and social support. Addison-Wesley Publishing Company.
Lorig, K. R., & Holman, H. R. (2003). Self-management education: History, definition, outcomes, and mechanisms. Annals of Behavioral Medicine, 26(1), 1–7. https://doi.org/10.1207/S15324796ABM2601_01
Sagastume, D., Siero, I., Mertens, E., Cottam, J., Colizzi, C., & Peñalvo, J. L. (2022). The effectiveness of lifestyle interventions on type 2 diabetes and gestational diabetes incidence and cardiometabolic outcomes: A systematic review and meta-analysis of evidence from low- and middle-income countries. eClinicalMedicine, 53, 101650. https://doi.org/10.1016/j.eclinm.2022.101650
World Health Organization. (2025, July 31). Cardiovascular diseases (CVDs). Retrieved [August 23, 2026] from https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/cardiovascular-diseases-(cvds)
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม ศูนย์อนามัยที 8 อุดรธานี

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความในวารสารนี้มีลิขสิทธิ์โดยและเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons แบบแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 4.0 ระหว่างประเทศ (CC BY-NC-ND 4.0)
สามารถอ่านและนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางวิชาการ เช่น การสอน การวิจัย หรือการอ้างอิง โดยให้เครดิตแก่ผู้เขียนและวารสารอย่างเหมาะสม
ห้ามใช้หรือดัดแปลงบทความโดยไม่ได้รับอนุญาต
ข้อความที่ปรากฏในบทความเป็นความคิดเห็นของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว
ผู้เขียนต้องรับผิดชอบต่อเนื้อหาและความถูกต้องของบทความของตนทั้งหมด
การนำไปใช้ซ้ำหรือเผยแพร่ซ้ำในรูปแบบอื่นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร