การพัฒนารูปแบบการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุจราจรทางถนน โดยการมีส่วนร่วมของ บ้าน วัด ราชการ ตำบลหนองหาน จังหวัดอุดรธานี
คำสำคัญ:
การพัฒนารูปแบบ, อุบัติเหตุจราจรทางถนนบทคัดย่อ
การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุจราจรทางถนน โดยการมีส่วนร่วมของบ้าน วัดและราชการ ตำบลหนองหาน จังหวัดอุดรธานีการดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะคือ 1) ศึกษาปัจจัยที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุจราจรทางถนน ตำบลหนองหาน อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี 2) พัฒนารูปแบบการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุจราจรทางถนน โดยการสนทนากลุ่ม (Focus Group) 3) ประเมินรูปแบบการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุจราจรทางถนน ที่พัฒนาขึ้นในประเด็นความเหมาะสมและความเป็นไปได้ กลุ่มตัวอย่าง2กลุ่มคือประชาชนในพื้นที่ตำบลหนองหาน 376 คน สุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงและสุ่มตัวอย่างแบบง่ายที่เป็นตัวแทนคนสำคัญจากสมาชิกบ้าน วัดและราชการ เครื่องมือที่ใช้ในเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามปัจจัยที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุจราจรทางถนน ที่ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาและค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟ่า ได้ค่าความเชื่อมั่น 0.89 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัยพบว่า
ระยะที่ 1 ปัจจัยที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุจราจรทางถนน ตำบลหนองหาน จังหวัดอุดรธานี มากที่สุดคือ ปัจจัยด้านผู้ขับขี่ รองลงมาคือ ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม
ระยะที่ 2 รูปแบบการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุจราจรทางถนน ใน ตำบลหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ นโยบาย บุคคล และสิ่งแวดล้อม
ระยะที่ 3 ประเมินความคิดเห็นในประเด็นความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุจราจรทางถนน ตำบลหนองหาน จังหวัดอุดรธานี โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.39) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านอยู่ในระดับมากทั้ง 2 ประเด็น คือ ด้านความเป็นไปได้ และด้านความเหมาะสม ( = 4.58)
ปัจจัยแห่งความสำเร็จ คือ การมีนโยบายที่ชัดเจน การบูรณาการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน และการกำกับติดตามอย่างต่อเนื่อง
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2024 วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมบทความในวารสารนี้มีลิขสิทธิ์โดยและเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons แบบแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 4.0 ระหว่างประเทศ (CC BY-NC-ND 4.0)
สามารถอ่านและนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางวิชาการ เช่น การสอน การวิจัย หรือการอ้างอิง โดยให้เครดิตแก่ผู้เขียนและวารสารอย่างเหมาะสม
ห้ามใช้หรือดัดแปลงบทความโดยไม่ได้รับอนุญาต
ข้อความที่ปรากฏในบทความเป็นความคิดเห็นของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว
ผู้เขียนต้องรับผิดชอบต่อเนื้อหาและความถูกต้องของบทความของตนทั้งหมด
การนำไปใช้ซ้ำหรือเผยแพร่ซ้ำในรูปแบบอื่นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร