ผลของโปรแกรมการดูแลผู้ป่วยระยะประคับประคองและระยะสุดท้าย สำหรับผู้ดูแลผู้ป่วย ตำบลบางนกแขวก อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม
Main Article Content
บทคัดย่อ
การดูแลผู้ป่วยระยะประคับประคองระยะสุดท้ายในระดับชุมชนของประเทศไทยยังคงเผชิญกับปัญหาหลายประการ โดยเฉพาะการขาดแคลนผู้ดูแลที่มีความรู้ ทักษะ และความมั่นใจในการดูแลผู้ป่วยระยะประคับประคองระยะสุดท้าย ทำให้เกิดอุปสรรคอย่างมากในการดูแลผู้ป่วยที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา
ผลของโปรแกรมการดูแลผู้ป่วยระยะประคับประคองและระยะสุดท้ายสำหรับผู้ดูแลผู้ป่วย การวิจัยใช้รูปแบบ
กึ่งทดลอง แบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือผู้ดูแลผู้ป่วยระยะประคับประคองและระยะสุดท้ายในชุมชน จำนวน 32 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบประเมินความรู้ ทัศนคติ ทักษะการดูแล และความพึงพอใจต่อโปรแกรม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติ paired t-test เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยก่อนและหลังทดลอง
ผลการวิจัยพบว่า ผู้ดูแลมีความรู้ในระดับดี คะแนนเฉลี่ยก่อนการทดลอง 17.97 (SD = 1.95) หลังการทดลองเพิ่มขึ้นเป็น 22.84 (SD = 4.01) และหลังเข้าร่วมโปรแกรม ผู้ดูแลมีความรู้เพิ่มขึ้น (t = 2.804, p < 0.05) ด้านทัศนคติ คะแนนเฉลี่ยก่อนการทดลอง 3.72 (SD = 0.45) หลังการทดลองเพิ่มขึ้น 4.27 (SD = 0.22) และหลังเข้าร่วมโปรแกรมผู้ดูแลมีทัศนคติเพิ่มขึ้น (t = 5.973, p < 0.05) ด้านทักษะการดูแล คะแนนเฉลี่ยก่อนการทดลอง 36.80 (SD = 3.28) หลังการทดลองเพิ่มขึ้นเป็น 41.81 (SD = 5.64) และหลังเข้าร่วมโปรแกรมผู้ดูแลมีทักษะการดูแลเพิ่มขึ้น (t = 4.400, p < 0.05) แสดงให้เห็นว่าหลังเข้าร่วมโปรแกรมผู้ดูแลมีความรู้ ทัศนคติ และทักษะการดูแลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) นอกจากนี้ ผู้ดูแลมีความพึงพอใจต่อโปรแกรมโดยรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 4.12 (SD = 0.26) ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า โปรแกรมการดูแลผู้ป่วยระยะประคับประคองและระยะสุดท้าย สามารถเสริมสร้างความรู้ ทัศนคติ และทักษะการดูแลของผู้ดูแลในชุมชน อย่างไรก็ตาม การขยายผลโปรแกรมและการบูรณาการเข้ากับระบบบริการสุขภาพระดับชุมชนจึงเป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับคุณภาพการดูแลผู้ป่วยและครอบครัวอย่างยั่งยืน
Article Details
เอกสารอ้างอิง
World Health Organization. National cancer control programmes: Policies and managerial guidelines. 2nd ed. Geneva: World Health Organization; 2002.
กรมการแพทย์. แนวทางการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง. นนทบุรี: กระทรวงสาธารณสุข. 2563.
World Health Organization. Global strategy and action plan on ageing and health. [internet]. Geneva: World Health Organization; 2018 [cited 2025 Jan15]. Available from: https://www.who.int/publications/i/item/9789241513500.
พัชรี ศรีสุข และคณะ. ผลของโปรแกรมการดูแลแบบประคับประคองต่อความรู้และทักษะของผู้ดูแลผู้ป่วยระยะท้ายในชุมชน. วารสารพยาบาลศาสตร์. 2561;36(2):45-58.
วรนุช จันทะบูรณ์ และบัวพันธ์ พรหมพักพิง. การจัดการดูแลระยะยาวด้านสุขภาพของผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงโดยครอบครัวและชุมชน. วารสารวิจัยสาธารณสุขศาสตร์ 2565;16(1):13-26.
สุพัตรา นาคะวัจนะ. การพัฒนาศักยภาพผู้ดูแลผู้ป่วยระยะประคับประคองในชุมชน. วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ. 2563;38(1):89-102.
Wright L, Leahey M. Nurses and families: a guide to family assessment and intervention 6th ed. Philadephia: F. A. Davis Company:2013.
Puchalski C, Vitillo R, Hull S, Reller N. Improving the spiritual dimension of whole person care: reaching national and international consensus. J Palliat Med 2014;17(6):642-656.
Breitbart W, Poppito S, Rosenfeld B, Vickers A, Li Y, Abbey J, et al. Individual meaning-centered psychotherapy for patients with advanced cancer. J Clin Oncol 2012;30(12):1304-1309.
ลดารัตน์ สาภินันท์. การประเมินผลลัพธ์การดูแลแบบประคับประคอง. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2556.
ประภัสสร บุญเรือง. การค้นหาความหมายของชีวิตของผู้ดูแลผู้ป่วยระยะท้าย. วารสารจิตวิทยาสุขภาพ2563;28(2):95-108.
สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ. คู่มือสำหรับประชาชน การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคอง (palliative care). กรุงเทพฯ: พิมพ์ดี จำกัด; 2560.
โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์. มานุษยวิทยาการแพทย์ในศตวรรษที่ 21. นนทบุรี: สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข; 2561.
Aoun S, Grande G, Howting D, Deas K, Toye C, Troeung L. The impact of caring for a terminally ill person on caregivers. Palliat Med 2015;29(6):541-552.