ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเอง ของสตรีอายุ 30 – 70 ปี ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี

ผู้แต่ง

  • ศตญา เนียมมณี กลุ่มงานเวชกรรมสังคม, โรงพยาบาลราชบุรี
  • พิมพ์ณรัณ ผุดผาด กลุ่มงานเวชกรรมสังคม, โรงพยาบาลราชบุรี

คำสำคัญ:

พฤติกรรม, มะเร็งเต้านม, การตรวจเต้านมด้วยตนเอง, แรงสนับสนุนทางสังคม

บทคัดย่อ

การวิจัยเชิงพรรณนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเองของสตรีอายุ 30 - 70 ปี กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 368 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างด้วยตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมีค่าความเที่ยงดังนี้ ความรู้เกี่ยวกับมะเร็งเต้านม (KR-20 = 0.79) ด้านทัศนคติต่อการตรวจเต้านมด้วยตนเอง มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.79 ด้านแรงสนับสนุนทางสังคมมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.87 ด้านพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเองมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.85 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และ Fisher's Exact Test   ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อายุ 30-39 ปี ร้อยละ 41.6 มีสถานภาพสมรส ร้อยละ 54.9จบปริญญาตรี ร้อยละ 45.7 ประกอบอาชีพรับราชการ ร้อยละ 28.5 มีความรู้เกี่ยวกับมะเร็งเต้านมอยู่ในระดับดี ร้อยละ 76.6 ทัศนคติต่อการตรวจเต้านมด้วยตนเองอยู่ในระดับดี ร้อยละ 84.0 ได้รับแรงสนับสนุนจากสื่อ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และ อสม. ร้อยละ 71.2, 61.4 และ 47.3 ตามลำดับ แรงสนับสนุนทางสังคมจากคนในครอบครัวและเพื่อนอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 43.8 และ 42.2 ตามลำดับ  การวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลมีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05)  ได้แก่ อายุ สถานภาพ ระดับการศึกษา และอาชีพ  ส่วนความรู้และทัศนคติไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเอง แรงสนับสนุนทางสังคม ได้แก่ แรงสนับสนุนจากสื่อต่างๆ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข อสม. เพื่อน และ คนในครอบครัว  มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเองอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ (p < 0.001) ผลการศึกษาสรุปได้ว่าแรงสนับสนุนทางสังคมเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการส่งเสริมพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเอง ขณะที่ความรู้และทัศนคติเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ดังนั้นการส่งเสริมพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเอง เน้นการสร้างระบบการสนับสนุนทางสังคมที่ครอบคลุมทุกมิติเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด

เอกสารอ้างอิง

กระทรวงสาธารณสุข. (2566). รายงานสถานการณ์โรคมะเร็งเต้านมในประเทศไทยปี 2565. กรมอนามัย.

ชลทิศ อุไรฤกษ์กุล. (2559). ประสิทธิผลของการตรวจเต้านมด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอร่วมกับการใช้สมุดบันทึกการตรวจเต้านมด้วยตนเองในการคัดกรองมะเร็งเต้านมในประเทศไทย : การศึกษาไปข้างหน้า. ศูนย์อนามัยที่ 5 ราชบุรี กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข.

ถนอมศรี อินทนนท์. (2566). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเองของสตรีอายุ 30-70 ปีในเขตบริการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านปรือใหญ่ ตำบลจุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ. (วิทยานิพนธ์สาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

น้ำอ้อย ภักดีวงศ์ และ นวรัตน์ โกมลวิภาต. (2561). ความรู้ ความเชื่อด้านสุขภาพ การรับรู้ความสามารถตนเองและพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเองของนักศึกษาหญิงที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการตรวจเต้านมด้วยตนเอง. วารสารสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย, 24(3), 45-58.

มูลนิธิถันยรักษ์. (2564). โครงการสืบสานพระราชปณิธานสมเด็จย่าต้านภัยมะเร็งเต้านม แนวทางการดำเนินงานโครงการสืบสานพระราชปณิธานสมเด็จย่าต้านภัยมะเร็งเต้านม. กรุงเทพ ฯ : สำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข.

ระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข. (2567). ข้อมูลตอบสนอง service plan สาขามะเร็ง. https://hdc.moph.go.th/center/public/main

รังษีนพดล โถทอง, พิมพ์ใจ สุขสมบูรณ์, และ สุพัฒนา ใจดี. (2562). ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการตรวจเต้านมด้วยตนเองของสตรีวัยก่อนหมดประจำเดือน. วารสารสถาบันมะเร็งแห่งชาติ, 15 (2),78-85.

ลินยา เทสมุทร,ศิริรัตน์ โกศัลวัฒน์,กันยา นันต๊ะแก้ว และ แววดาว คำเขียว. (2561). การสำรวจการตรวจเต้านมด้วยตนเองในบุคลากรสตรีมหาวิทยาลัยพะเยา. วารสารมหาวิทยาลัยคริสเตียน, 24 (4),600-612.

วรรณเพ็ญ ฉ่อยทะนงค์.(2565).ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเองของสตรีวัยเจริญพันธุ์ ตำบลบ่อไทยจังหวัดเพชรบูรณ์. (วิทยานิพนธ์ปริญญาสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยนเรศวร).

วิภารัตน์ ชุมหล่อ. (2564). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเองของสตรีอายุ 30 -70 ปี ในเขตพื้นที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านแสงวิมาน ตำบลคลองน้อย อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช. (วิทยานิพนธ์สาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์.

ศิริพร จิตรเอื้อ. (2560). ผลของโปรแกรมการสร้างแรงจูงใจต่อพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเองของสตรีวัยผู้ใหญ่ตอนต้น เทศบาลเมืองขลุง อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี. (วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตร มหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยบูรพา.

สายสุทธี ร่มเย็น. (2558). ศึกษาการสํารวจพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเองของสตรีไทยอายุ 30-70 ปี ในเขตสุขภาพที่ 1. วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมล้านนา, 5(2), 65-77.

สิรินุช บูรณะเรืองโรจน์. (2559). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเองในสตรีไทย เขตอำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก.วารสารพฤติกรรมศาสตร์เพื่อการพัฒนา, 8(1), 280-293.

สุวลักษณ์ วงศ์จรรโลงศิล และ บัวหลวง สำแดงฤทธิ์. (2562). สาเหตุของการเข้ารับการรักษาล่าช้าในสตรีไทยที่เป็นมะเร็งเต้านมในโรงพยาบาลรามาธิบดี. วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ, 37(3), 201-210.

สถาบันมะเร็งแห่งชาติ. (2560). ข้อเสนอแนะการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม (พิมพ์ครั้งที่ 1). สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข.

อุบล จันทร์เพชร. (2555). พฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเองของสตรีไทย อายุ 30-70 ปี ในพื้นที่เขตบริการสุขภาพที่ 5. (วิทยานิพนธ์สาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยมหิดล.

Ajzen, I. (2002). Perceived behavioral control, self-efficacy, locus of control, and the theory of planned behavior. Journal of Applied Social Psychology, 32(4), 665-683.

Dadzi, R., & Adam, A. (2019). Assessment of knowledge and practice of breast selfexamination among reproductive age women in Akatsi South district of Volta region of Ghana. PloS One,14(12), e0226925. https://Doi:10.1371/journal.pone.0226925

House, J. S. (1981). The nature of social support. In M. A. Reading (Ed.), Work stress and social support (pp.141-148). Addison-Wesley.

Jirojwong, S. (2003). Health beliefs, perceived self‐efficacy, and breast self‐examination among Thai migrants in Brisbane. Journal of Advanced Nursing, 41(3), 241-249.

International Agency for Research on Cancer. (2022). Cancer Today. Global Cancer Observatory. https://gco.iarc.who.int/today/en.

Joyce, C., Ssenyonga, L. V., & Iramiot, J. S. (2020). Breast self-examination among female clients in a tertiary hospital in eastern uganda. International Journal of Africa Nursing Sciences, 12, 100186.

Krejcie, R. V., & Morgan, D. W. (1970). Determining sample size for research activities. Educational and Psychological Measurement, 30(3), 607–610.

Leon-Rodriguez, E., Molina-Calzada, C., Rivera-Franco, M. M., & Campos-Castro, A. (2017). Breast self-exam and patient interval associate with advanced breast cancer and treatment delay in Mexican women. Clinical & Translational Oncology, 19(10), 1276–1282. doi:10.1007/s12094-017-1666-6

Saberzadeh-Ardestani, B., Karimian-Kakolaki, Z., Honarvar, B., & Mardani, M. (2019). Factors Affecting Breast Self-examination Behavior Among Female Healthcare Workers in Iran: The Role of Social Support Theory. Asian Pacific Journal of Cancer Prevention, 20 (8), 2385-2392. doi:10.31557/APJCP.2019.20.8.2385

Zejda, J. E., & Kaleta, D. (2020). Preventive oncology and lifestyle changes. In Cancer Prevention and Treatment (pp. 45-62). Springer.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

27-12-2025

รูปแบบการอ้างอิง

เนียมมณี ศ., & ผุดผาด พ. . (2025). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเอง ของสตรีอายุ 30 – 70 ปี ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี. วารสารนวัตกรรมสุขภาพและความปลอดภัย, 3(1), E–3324. สืบค้น จาก https://he04.tci-thaijo.org/index.php/JHIS/article/view/3716