การประเมินความพึงพอใจต่อการใช้วิธีการสอนแบบใช้โครงงานเป็นฐาน (PJBL) ในการออกแบบสร้างงานเสก็ตดีไซด์และจัดทำหุ่นจำลอง ของนักเรียน ระดับชั้น ปวช.3 แผนกวิชาการออกแบบ
คำสำคัญ:
โครงงานเป็นฐาน (PJBL)บทคัดย่อ
งานวิจัยฉบับนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อประเมินผลความพึงพอใจต่อการพัฒนากระบวนการการจัดการเรียนรู้ โดยประชากรในการวิจัยคือนักเรียนระดับ ปวช.3 แผนกวิชาการออกแบบ วิทยาลัยอาชีวศึกษาสระบุรี ที่ลงทะเบียนเรียนวิชาการทำหุ่นจำลอง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โดยมีการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการตอบแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียน ระดับชั้นปวช.3 สาขาวิชาการออกแบบ เรื่องการพัฒนากระบวนการ การจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (PJBL) ในการออกแบบสร้างงานเสก็ตดีไซด์สร้างแนวคิด และการจัดทำหุ่นจำลอง ในวิชาการทำหุ่นจำลอง เพื่อให้นักรียนได้มีการวางแผน และแก้ปัญหา พัฒนางานร่วมกันเป็นทีมอย่างเป็นระบบ จึงได้ดำเนินการพัฒนากระบวนการการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (PjBL) ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้การออกแบบ โดยใช้หลักการ วิธีการ กระบวนการและเทคนิคการสร้างงานเสก็ตดีไซด์สร้างแนวคิดและจัดทำหุ่นจำลอง พร้อมทั้งนำเสนอผลงาน จากการวิเคราะห์ผลการศึกษา พบว่า ระดับความพึงพอใจของนักเรียน จำนวนนักเรียน 15 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จำนวน 11 คน คิดเป็นร้อยละ 73.3 รองมา เพศชายจำนวน 4 คน คิดเป็นร้อยละ 26.7 มีค่าเฉลี่ยแสดงระดับความพึงพอใจของนักศึกษา ลำดับที่ 1 วิธีสอนนี้ช่วยให้ทำงานได้ อย่างมีระบบและรอบคอบ ส่วนใหญ่นักเรียนตอบระดับ 5 จำนวน 13 คน คิดเป็นร้อยละ 86 ลำดับที่ 2 วิธีสอนนี้ช่วยให้ นักเรียน นำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ ในชีวิตประจำวัน ส่วนใหญ่นักเรียนตอบระดับ 5 จำนวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 80 ลำดับที่ 3 วิธีสอนนี้น่าสนใจทำให้นักเรียน อยากเข้าเรียนและ เข้าร่วมกิจกรรม ส่วนใหญ่นักเรียนตอบระดับ 1 จำนวน 11 คน วิธีสอนนี้ทำให้ นักเรียนเข้าใจบทเรียนได้ดี จำนวน 10 คนคิดเป็นร้อยละ 73 ลำดับที่ 4 วิธีสอนนี้ช่วยให้ นักเรียนเรียนด้วยความสนุกสนาน ส่วนใหญ่นักเรียนตอบระดับ 3 จำนวน 10 คน คิดเป็นร้อยละ 66 ลำดับที่ 5 วิธีสอนนี้ทำให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยตนเองเพิ่มเติมได้เป็นอย่างดี ส่วนใหญ่นักเรียนตอบระดับ 5 จำนวน 9 คน นักเรียนมีความพึงพอใจในภาพรวมต่อการใช้วิธีการสอนแบบใช้โครงงานเป็นฐาน (PJBL) ในการพัฒนา กระบวนการออกแบบ ส่วนใหญ่นักเรียนตอบระดับ 5 จำนวน 6 คน คิดเป็นร้อยละ 60 ลำดับที่ 6 วิธีสอนนี้ช่วยให้บรรยากาศในชั้นเรียนเป็นกันเอง ส่วนใหญ่นักเรียนตอบระดับ 3 จำนวน 8 คน วิธีสอนนี้ช่วยให้ นักเรียนเรียนอย่างมีความสุขส่วนใหญ่นักเรียนตอบระดับ 5 จำนวน 8 คน วิธีสอนนี้ทำให้ นักเรียนเข้าใจบทเรียนได้ดี ส่วนใหญ่นักเรียนตอบระดับ 5 จำนวน 10 คน คิดเป็นร้อยละ 53 ลำดับที่ 7 วิธีสอนนี้ทำให้นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนวิชาการการทำหุ่นจำลอง ส่วนใหญ่นักเรียนตอบระดับ 5 จำนวน 6 คน คิดเป็นร้อยละ 40 ตามลำดับ
เอกสารอ้างอิง
จิราภรณ์ ศิรีทวี,ณิชกมล แก่นเพิ่ม,พรทิพย์ ไชยโส,ภาวิณี ศรีสุขวัฒนาน,วสันท์ ทองไทย และ
อนันตศิลป์ รุจิเรข. (2549). หลักการวัดและการประเมินผลการศึกษา. กรุงเทพฯ : ภาควิชาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
บุญเรียง ขจรศิลป์. (2530) วิธีวิจัยทางการศึกษา. กรุงเทพฯ: ฟิสิกส์เซ็นเตอร์การพิมพ์.
ศักดิ์ชัย เสรีรัตน์. (2530) การพัฒนาโปรแกรมที่ใช้กับไมโครคอมพิวเตอร์สำหรับการสอนช่วยเสริม
ในวิชาคณิตศาสตร์ ค204 เรื่อง“สมการ”.กรุงเทพฯ:วิทยานิพนธ์ปริญญาโท,มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
บุญเรียง ขจรศิลป์.(2539). วิธีวิจัยทางการศึกษา.กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์. เอ็นพี.
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ(2545) พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ2542 พ.ศ.
แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2) พ.ศ.2545. กรุงเทพมหานคร: บริษัทพริกหวานกราฟฟิค จำกัด.
เดือน หงษาวดี.(2013). ขบวนการทำงานออกแบบกราฟิก Graphic Design Workflow .สืบค้น
เมื่อ 28 กันยายน 2563,/จาก http://gg.gg/mj4os
พจน์ศิรินทร์ ลิมปนันทน์. (2558). การจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานในรายวิชามัลติมีเดีย และ
แอนิเมชัน 2 มิติและ 3 มิติ. วารสารวิจัยพัฒนาสังคมและชุมชน มหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาสารคาม. ปีที่ 2. ฉบับที่ 1(3). หน้า 3
(2015). การจัดการเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน (PROJECT-BASED LEARNING).//สืบค้นเมื่อ 28 กันยายน 2563,/จาdhttps://candmbsri.wordpress.com/2015/04/08/การจัดการเรียนรู้