Nursing care for diabetic patien การพยาบาลผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีภาวะกรดคีโตนคั่งในเลือดร่วมกับภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด: กรณีศึกษา
Nursing Care for Diabetic Patients with Hyperketoacidosis and Sepsis: A Case Study
คำสำคัญ:
ภาวะกรดคีโตนคั่งในเลือด, ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด, การพยาบาล, กรณีศึกษา, Diabetic Ketoacidosis, Sepsis, Nursing Care, Case Studyบทคัดย่อ
บทคัดย่อ
หลักการและเหตุผล: ภาวะกรดคีโตนคั่งในเลือด (Diabetic Ketoacidosis: DKA) ร่วมกับภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) เป็นภาวะวิกฤตที่ส่งผลให้พยาธิสภาพของโรคมีความซับซ้อนและรุนแรง การขาดอินซูลินทำให้น้ำตาลในเลือดสูงและเกิดภาวะกรดเมตาบอลิก ขณะที่การติดเชื้อกระตุ้นการตอบสนองที่รุนแรงของร่างกาย นำไปสู่ภาวะช็อกและอวัยวะล้มเหลวหลายระบบ การพยาบาลที่มีประสิทธิภาพในการประเมิน เฝ้าระวัง และจัดการภาวะวิกฤตอย่างเป็นระบบจึงมีความสำคัญต่อการรอดชีวิตของผู้ป่วย
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาการใช้กระบวนการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีภาวะกรดคีโตนคั่งในเลือดร่วมกับภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด
วิธีการศึกษา: รูปแบบการศึกษาเป็นกรณีศึกษา (Case Study) ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่รับไว้รักษาในหอผู้ป่วยอายุรกรรมหญิงด้วยอาการ DKA ร่วมกับ Sepsis ระหว่างวันที่ 11-16 ธันวาคม พ.ศ. 2568 รวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียน การสังเกต การสัมภาษณ์ และการตรวจร่างกาย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้กรอบแนวคิดกระบวนการพยาบาล 5 ขั้นตอน และประเมินผลตามข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล
ผลการศึกษา: พบว่าประเด็นสำคัญในการพยาบาล ประกอบด้วย 1) การประเมินเฝ้าระวังภาวะช็อกจากการติดเชื้อ (Septic Shock) และภาวะขาดน้ำอย่างใกล้ชิด 2) การจัดการสารน้ำและอิเล็กโทรไลต์ โดยเฉพาะการติดตามระดับโพแทสเซียมเพื่อป้องกันหัวใจเต้นผิดจังหวะ 3) การบริหารยาฉีดอินซูลินเข้าทางหลอดเลือดดำร่วมกับการเฝ้าระวังระดับน้ำตาลในเลือดทุก 1 ชั่วโมง 4) การให้ยาปฏิชีวนะที่ครอบคลุมเชื้ออย่างรวดเร็ว (Early Antibiotic Administration) และ 5) การประสานงานสหสาขาวิชาชีพเพื่อจัดการอวัยวะที่ล้มเหลว ผลการรักษาพบว่าผู้ป่วยพ้นภาวะวิกฤต ระดับน้ำตาลและค่าความเป็นกรด-ด่างในเลือดกลับสู่ปกติ ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนขณะนอนโรงพยาบาล
สรุปและข้อเสนอแนะ: การพยาบาลผู้ป่วย DKA ร่วมกับ Sepsis ที่รวดเร็วและเป็นระบบ ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตและภาวะแทรกซ้อนได้ ข้อเสนอแนะคือควรมีแนวปฏิบัติการพยาบาล (Nursing Care Map) เฉพาะสำหรับภาวะร่วมนี้ และเพิ่มทักษะพยาบาลในการประเมินสัญญาณเตือนวิกฤต (Early Warning Scores) เพื่อการช่วยเหลือที่ทันท่วงที
เอกสารอ้างอิง
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงสาธารณสุข. รายงานสถิติอัตราตายผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือด [อินเตอร์เน็ต]. 2568 [เข้าถึงเมื่อ 10 มีนาคม 2569]. เข้าถึงได้จาก: https://hdcservice.moph.go.th/hdc/reports
เดือนเพ็ญ ปะติกานัง, ภัฏฏการก์ เถาว์กลาง. การพัฒนาแนวปฏิบัติทางการพยาบาลเพื่อดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดโดยใช้หลัก 3E ตึกผู้ป่วยใน โรงพยาบาลนาดูน จังหวัดมหาสารคาม. วารสารวิชาการทางการพยาบาลและวิทยาศาสตร์สุขภาพ มกราคม-เมษายน 2567; 4(1): 104-16.
จิรภา ละอองนวล. การพยาบาลผู้ป่วยที่มีภาวะช็อกจากการติดเชื้อ: กรณีศึกษาเปรียบเทียบ. โรงพยาบาลสิงห์บุรีเวชสาร มกราคม-มิถุนายน 2563; 29(1Suppl2): 15-24.
โรงพยาบาลกบินทร์บุรี. สถิติข้อมูลผู้ป่วย กลุ่มงานอายุรกรรม ปี 2565-2567. กบินทร์บุรี: โรงพยาบาลกบินทร์บุรี; 2567.
ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, สมาคมต่อมไร้ท่อแห่งประเทศไทย, กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข, สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวาน. กรุงเทพฯ: สรีเมืองการพิมพ์; 2566.
กรมการแพทย์. แนวทางการดูแลผู้ป่วยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) สำหรับโรงพยาบาลระดับต่าง ๆ. นนทบุรี: กรมการแพทย์; 2564.
สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน). มาตรฐานโรงพยาบาลและบริการสุขภาพ ฉบับที่ 5. นนทบุรี: การพิมพ์เทียนกวง; 2564.
สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี. แนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยภาวะวิกฤต. กรุงเทพฯ: สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ; 2563.
สำนักการพยาบาล สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. คู่มือการพยาบาลผู้ป่วยที่มีภาวะฉุกเฉินและวิกฤต. นนทบุรี: สำนักการพยาบาล; 2562.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ยโสธรเวชสาร

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของยโสธรเวชสาร
